กติกามวยไทย การตรวจร่างกายจำแนกรุ่น

Share :

กติกามวยไทย การตรวจร่างกายจำแนกรุ่น



ถ้าจะได้พูดถึงเรื่องกีฬามีหลายอย่างมากทั้ง ว่ายน้ำ ปิงปอง เปตอง และวิ่ง แต่มีคนนิยมเล่นมากที่สุดรองจากฟุตบอลแล้วก็มีกีฬาต้นๆ ของไทยที่ต่างชาตินิยมให้ความสำคัญและสนใจก็คงไม่พ้นกีฬามวยไทยนั้นเองละครับ

 

     ก่อนที่เราจะเริ่มเข้าเรื่องกติกาเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า “มวยไทย” (Muay Thai) คืออะไรประวัติความเป็นมาอย่างไรพอสังเขป

 

     มวยไทย (Muay Thai) เริ่มขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏ แต่เท่าที่ได้ปรากฏนั้น มวยไทยได้เกิดขึ้นมานานแล้วและอาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับชาติไทย เพราะมวยไทยนั้นเป็นศิลปะประจำชาติไทยอย่างแท้จริง มวยไทยในสมัยก่อนมีการฝึกฝนอยู่ในบรรดาเหล่าทหาร เพราะประเทศไทยได้มีการสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้ง สำหรับที่ฝึกมวยไทยนั้น ก็ต้องเป็นสำนักดาบที่มีชื่อเสียงมาก่อน และมีอาจารย์ที่เก่งกาจไว้ฝึกสอน ดังนั้นมวยไทยในสมัยก่อนจึงฝึกเพื่อความหมาย 2 อย่างคือ สำหรับสู้รบกับข้าศึก สำหรับต่อสู้ป้องกันตัว

 

กติกามวยไทย

     ในเวลาของการชั่งน้ำหนักที่กำหนดไว้ผู้แข่งขันต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ว่าเป็นผู้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ ก่อนที่ทำการชั่งน้ำหนักอาจกำหนดไว้ทำการตรวจร่างกายก่อนชั่งน้ำหนักที่กำหนดไว้ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้การชั่งน้ำหนักเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถ้านักมวยคนใดไม่นำบัตรประจำตัวและสมุดนักมวยมาแสดงในขณะตรวจร่างกายชั่งน้ำหนัก จะไม่อนุญาตให้ทำการแข่งขัน

 

     และที่สำคัญเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะต่อยกับใครรุ่นไหน วันนี้เรามีบอกครับ มวยไทยมีทั้งหมด 19 รุ่นด้วยกัน แต่ละรุ่นนั้นจะมีลายละเอียดแตกต่างกัน ดังนี้

 

1. รุ่นพินเวท น้ำหนักต้องเกิน 93 ปอนด์ และไม่เกิน 100 ปอนด์

2. รุ่นมินิฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 100 ปอนด์ และไม่เกิน 105ปอนด์

3. รุ่นไลท์ฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 105 ปอนด์ และไม่เกิน 108 ปอนด์

4. รุ่นฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 108 ปอนด์ และไม่เกิน 112 ปอนด์

5. รุ่นซูปเปอร์ฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 112 ปอนด์ และไม่เกิน 115 ปอนด์

6. รุ่นแบนตั้มเวท น้ำหนักต้องเกิน 115 ปอนด์ และไม่เกิน 118 ปอนด์

7. รุ่นซูปเปอร์เบนยตั้มเวท น้ำหนักต้องเกิน 118 ปอนด์ และไม่เกิน 122 ปอนด์

8. รุ่นเฟเธอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 122 ปอนด์ และไม่เกิน 126 ปอนด์

9. รุ่นซูเปอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 126 ปอนด์ และไม่เกิน 130 ปอนด์

10. รุ่นไลท์เวท น้ำหนักต้องเกิน 130 ปอนด์ และไม่เกิน 135 ปอนด์

11. รุ่นซูปเปอร์ไลท์เวท น้ำหนักต้องเกิน 135 ปอนด์ และไม่เกิน 140 ปอนด์

12. รุ่นเวลเตอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 140 ปอนด์ และไม่เกิน 147 ปอนด์

13. รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 147 ปอนด์ และไม่เกิน 154 ปอนด์

14. รุ่นมิดเดิลเวท น้ำหนักต้องเกิน 154 ปอนด์ และไม่เกิน 160 ปอนด์

15. รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท น้ำหนักต้องเกิน 160 ปอนด์ และไม่เกิน 168 ปอนด์

16. รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท น้ำหนักต้องเกิน 168 ปอนด์ และไม่เกิน 175 ปอนด์

17. รุ่นครุยเซอเวท น้ำหนักต้องเกิน 175 ปอนด์ และไม่เกิน 190 ปอนด์

18. รุ่นเฮฟวี่เวท น้ำหนักต้องเกิน 190 ปอนด์ และไม่เกิน 200 ปอนด์

19. รุ่นซูเปอร์เฮวี่เวท น้ำหนักต้องเกิน 200 ปอนด์ขึ้นไป

 

     เราทำความรู้จักกับ รุ่นไปแล้วที่นี่เรามาทำความเข้าใจอีกเรื่องนั้นก็คือ การชั่งน้ำหนัก เพราะ การชั่งน้ำหนัก สำหรับผู้แข่งขันทุกคนต้องพร้อมที่จะชั่งน้ำหนักและตรวจร่างกายในตอนเช้าวันแรกของการแข่งขันตั้งแต่งเวลาประมาณ 07.00 – 10.00 นาฬิกา สำหรับวันแข่งขันต่อไปเฉพาะนักมวยที่จะแข่งขันตามรายการวันนั้น และน้ำหนักในการชั่งได้เป็นทางการในวันแรกถือเป็นน้ำหนักของนักมวยตลอดการแข่งขัน แต่ต้องมาทำการชั่งน้ำหนักทุกวันที่เขามีการแข่งขัน ในวันชั่งน้ำหนักแต่ละวัน อนุญาตให้ผู้แข่งขันขึ้นชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่เป็นทางการเพียงครั้งเดียว น้ำหนักที่ชั่งนั้นถือเป็นเด็ดขาด ก่อนทำการชั่งน้ำหนักทุกครั้งผู้แข่งขันต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ปริญญาที่ได้รับการแต่งตั้งว่าเป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์จึงจะเข้าแข่งขันได้ น้ำหนักที่ปรากฏที่ตาชั่งด้วยตัวเปล่า น้ำหนักที่ชั่งต้องเป็นมาตราเมตริกหรือใช้เครื่องช่างไฟฟ้าก็ได้

 

     นอกจากกติกาการชั่งน้ำหนักแล้วมวยไทยก็จะกติกาอื่นๆ อีกมากมายรวมถึงชื่อท่าทางการออกอาวุธอีกด้วย ถ้าใครสนใจอยากจะต่อยมวยทางเราแนะนำ เจริญทอง มวยไทย ยิม ( Jaroenthong  Muay  thai  ) สามารถเข้ามาติดต่อได้ทุกวัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก siamsporttalk

Created : 13-08-2019


บทความที่น่าสนใจ

มารยาทในการชกมวยไทย
ท่าออกกำลังกายสไตล์นักมวย