มวยไทยไชยา

Share :

มวยไทยไชยา



     มวยไทยไชยาเป็นมวยไทยโบราณของบรรพบุรุษไทยและกษัตริย์ไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อสืบสานต่อไปในอนาคตที่มั่นคง

 

มวยไชยาแบ่งออกเป็น 4 ยุค

1.ยุคเริ่มต้น

กำเนิดขึ้นมาจากพ่อท่านมา หรือ หลวงพ่อมาอดีตนายทหารจากพระนครสมับรัชกาลที่3 ฝึกมวยให้กับชาวเมืองไชยา

2.ยุคเฟื่องฟู

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภชและได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นักมวยจากเมืองไชยา คือ นายปรง เป็นหมื่นมวยมีชื่อ ตำแหน่งกรรมการพิเศษ เมืองไชยา ถือศักดินา 300

3.ยุคเปลี่ยนแปลง

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่9 เกิดขึ้นเพราะต้องรื้อเวทีและพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดไชยามรณภาพลง

4.ยุคอนุรักษ์

มวยไทยไชยาจึงสิ้นสุดลงด้วยยุคอนุรักษ์หลังจากสิ้นสุดสมัยพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) มวยไทยไชยาเริ่มหายไปจากความทรงจำของชาวไชยา แต่ผู้ที่เคยเรียนมวยไทยไชยามาแล้วก็สามารถที่จะนำมาสืบทอดให้กับใครได้อีกหลายคน ได้แก่

- ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย

- นายทองหล่อ ยา

- นายอมรกฤต ประมวล

- นายกฤษดา สดประเสริฐ

- นายอเล็กซ์ สุย

- พันเอกอำนาจ พุกศรีสุข

 

นักมวยที่มีชื่อในมวยไทยไชยา

นักมวยที่มีชื่อในมวยไทยไชยา คือ หมื่นมวย ชื่อ นายปล่อง จำนงทอง ผู้มีท่าเสือลากหางเป็นอาวุธสำคัญการต่อสู้เน้นวงในใช้ความคมของศอก เข่า ประวัติมวยไทยไชยาสืบค้นได้ถึงพระยาจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยา ในสมัยรัชกาลที่5 ถ่ายทอดมาถึงลูกชาย คือ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ซึ่งภายหลังย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ เผยแพร่มวยไทยไชยาแก่ศิษย์มากมายหลายคนจนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2511

 

เอกลักษณ์ของมวยไทยไชยา

1.การตั้งท่ามวย หรือ การจดมวย

2.ท่าครู หรือ ท่ายางสามขุม

3.การไหว้ครูร่ายรำ

4.การพันมือแบบคาดเชือก

5.การแต่งกาย

นักมวยนุ่งกางเกงขาก๊วย ไม่ใส่เสื้อ ใช้ผ้ามวนพันหุ้มแทนกระจับเรียกโละโปะ หรือ ลูกโปก ไม่ใส่นวมแต่ใช้ด้ายดิบพันมือสวมมงคลแม้ในขณะชก

6.การฝึกซ้อมมวยไทยไชยาและแม่ไม้มวยไทยไชยา ซึ่งกระบวนท่าของมวยไทยไชยา มี 5 ชุด คือ แม่ไม้มวยไทยไชยา 7 ท่า ได้แก่

- ปั้นหมัด

- พันแขน

- พันหมัด

- กระโดดตบศอก

- พันหมัดพลิกเหลี่ยม

- เต้นแร้งเต้นกา

- ย่างสามขุม

- ท่าเสือลากหาง

ท่าที่สำคัญที่สุดในมวยไทยไชยา คือ ท่าเสือลากหาง เป็นการย่อท่าย่างสามขุมลงต่ำที่สุดเพื่อการล่อลวง ท้าทายคู่ต่อสู้ การย่อลงต่ำสุดของการย่างสามขุมนั้น ขาหลังนั้นแทนหางเสือและการย่อลงในลักษณะนี้ได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องทอดขาหลังไปตลอดแนว แต่ไม่ทอดหลังเท้าแตะพื้นยังคงสัมผัสพื้นด้วยปลายฝ่าเท้า (ปลายโต่ง) จนถึงปลายนิ้วเท้า ผู้ที่กำลังฝึกท่าเสือลากหางต้องมีกำลังขามากเป็นพิเศษ หรือ มีการฝึกท่าย่างสามขุมเป็นพื้นฐานจึงสามารถพัฒนาเป็นท่าเสื้อลากหางได้ ท่าเสือลากหางนั้นต้องใช้ระยะใกล้ หรือ ระยะประชิดเพื่อการล่อ การท้าทายให้คู่ต่อสู้ใช้อวัยวุธเข้ากระทำเราเพื่อเราจะได้ใช้ท่าเสือลากหางพลิกแพลงเป็นลูกไม้แก้ไขในทันที

- จังหวะที่1

ให้ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนขาหน้า พร้อมย่อลงให้สุดโดยพับเข่าขาหน้าให้ฝ่าเท้าหน้าแตะพื้นเต็มฝาเท้า พร้อมเหยียดทอดขาหลังให้มากที่สุด โดยไม่ให้เข่าและหลังเท้าแตะพื้น แต่ให้ปลายโต่งด้านบนเป็นจุดสัมผัสพื้น มือ แขนและศอก ยังคงอยู่ในท่าจรดมวยทุกประการและถดแขนหน้าเข้ามาให้ศอกเป็นมุมแหลม

- จังหวะที่2

ให้กระหยดด้วยขาข้างที่ย่อลงไปข้างหน้า พร้อมกระหยดขี่ทอดเหยียดตามไปเรื่อยๆ โดยให้ปลายโต่งสัมผัสพื้นตลอดเวลา  พันหมัดไปข้างหน้าด้วยท่าพันหมัดจนสุดทาง

7.เคล็ดลับในการป้องกันตัวในมวยไทยไชยา คือ ป้อง ปัด ปิด เปิด

Created : 18-07-2019


บทความที่น่าสนใจ

สังเวียนมวย
มวยไทยมาจากไหน