มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง

Share :

มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง



มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง

 

หลายคนก็คงจะรู้จักมวยไทยกันดี  แต่รู้หรือไม่  ว่ามวยไทยนั้นมีทั้งหมด 5 ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นมวยไทยสายไชยา  มวยไทยสายโคราช  มวยไทยสายลพบุรี  มวยไทยสายท่าเสา  และมวยไทยสายพละศึกษา  แต่ละสายนั้นมีประวัติความเป็นมายังไง  เราไปดูพร้อม ๆ กันเลย

 

มวยไทยสายไชยา

ประวัติความเป็นมา

กำเนิดมวยไชยา – มีวัดเก่าแก่อรัญญิกชื่อวัดทุ่งจับช้าง  เป็นวัดรกร้างอยู่ในป่าริมทางด่านเดิมที่จะไปอำเภอไชยา  วัดนี้มีชื่อเสียงเพราะสมภารซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พ่อท่านมา” เป็นชาวกรุงเทพฯ  ได้หลบหนีไปอยู่เมืองไชยาด้วยเรื่องใดไม่ปรากฏ “พ่อท่านมา”ได้ฝึกสอนวิชามวยไทยแก่ชาวไชยาจนขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองมวย  แม้ทุกวันนี้นักมวยที่ปรารถนาความสวัสดีมีชัย  ต้องร่ายรำมวยเป็นการถวายคารวะหน้าที่บรรจุศพก่อนที่จะผ่านไป  มวยสุราษฎร์ฯ  หรือมวยไชยาจึงมีชื่อเสียงตลอดมา 

มวยไทยไชยา จากหลักฐานและคำบอกเล่านั้นเริ่มต้นที่  พ่อท่านมา  ไม่มีใครทราบว่าท่านมีชื่อจริงว่าอย่างไร  ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็นครูมวยใหญ่จากพระนคร  บ้างก็ว่าท่านเป็นขุนศึกแม่ทัพแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ชาวเมืองจึงเรียกเพียงว่า พ่อท่านมา ท่านได้เดินทางมาที่เมืองไชยา  และได้ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ไว้ให้แก่ชาวเมือง  และศิษย์ที่ทำให้  มวยเมืองไชยา  เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุค ร.5 คือ  พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)

ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย  เคยกล่าวไว้ว่า  ท่าย่างสามขุมของหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) อาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบฯ พ.ศ. 2464 (ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ ปรมาจารย์ พระไชยโชคชกชนะ (อ้น)  เจ้ากรมทนายเลือกครูมวยและครูกระบี่กระบองผู้กระเดื่องนาม  ในรัชสมัย ร.5 และปรมาจารย์ ขุนยี่สานสรรพยากร (ครูแสงดาบ) ครูมวยและครูกระบี่กระบอง  ลือชื่อ ในสมัย ร.6 นั้นมีความกระชับรัดกุม  ตรงตามแบบท่าย่างสามขุมของ ท่านมา (หลวงพ่อ) ครูมวยแห่งเมืองไชยา  ท่านนับเป็นต้นสายของมวยไชยา  มรดกอันล้ำค่าของคนไทย

ศาลาเก้าห้อง - หลังจากที่กำเนิดมวยไชยาขึ้นแล้ว  กิจการด้านนี้ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับการชกมวยจึงเป็นกีฬาสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเทศกาล  งานฉลองหรือสมโภชต่าง ๆ  และมาเจริญสูงสุดครั้งหนึ่งคือสมัยศาลาเก้าห้อง  ซึ่งศาลาเก้าห้องนี้ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลพุมเรียง  สร้างโดยพระยาวจีสัตยารักษ์  สร้างขึ้นเป็นสาธารณสมบัติ  ศาลานี้สร้างขนานกับทางเดิน (ทางด่าน) มีเสาไม้ตำเสา 30 ต้น  เสาด้านหน้าเป็นเหลี่ยม แถวกลางและแถวหลังเป็นเสากลม  ระหว่างเสาสองแถวหลังยกเป็นพื้นปูกระดานสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร  ส่วนระหว่างแถวหน้ากับแถวกลางเป็นพื้นดิน  ยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก  ยาวประมาณ 13 วา 2 ศอก ส่วนกว้างประมาณ 3 วา หลังคาลิลา  มุงสังกะสี  มีบ่อน้ำทางทิศตะวันตก 1 บ่อ

ปัจจุบันศาลาเก้าห้องเดิมได้ถูกรื้อถอนโดย  นายจอน ศรียาภัย  ลูกคนที่สามของพระยาวจีสัตยารักษ์  เมื่อออกจากราชการกรมราชทัณฑ์  และกลับไปอยู่บ้านเดิมที่ไชยา  คงเหลือไว้แต่พียงบ่อน้ำซึ่งแต่เดิมกรุด้วยไม้กระดาน  และต่อมาราษฎรได้ช่วยกันสละทรัพย์หล่อซีเมนต์เสร็จ เมื่อปี 2471  และสร้างศาลาใหม่ขึ้นที่ด้านตะวันออกของศาลาเดิมแต่มีขนาดเล็กกว่ายังคงมีอยู่กระทั่งปัจจุบัน  นอกจากจะใช้เป็นที่พักคนเดินทางแล้ว  ศาลาเก้าห้องแห่งนี้ยังใช้เป็นที่สมโภชพระพุทธรูป  เนื่องในงานแห่พระพุทธทางบกในเดือน 11 ของทุกปีประจำเมืองไชยาอีกด้วย  และในงานแห่พระพุทธรูปทางบกและงานสมโภชนี้  ที่ขาดไม่ได้คือการชกมวยเป็นการสมโภชเป็นประจำทุกปีด้วย

 

มวยไทยสายโคราช

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายโคราช  มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์  เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย  โดยมีเป้าหมายในการปกป้องประเทศชาติ  อีกทั้งโคราชเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอก  ที่ต้องทำการรบกับ ผู้รุกรานอยู่เสมอ จึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมาหลายชั่วอายุคน  เมื่อบ้านเมืองสงบ  มวยไทยจึงพัฒนามาเป็นศิลปวัฒนธรรมทางการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติไทย  ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงเวลาที่มวยคาดเชือกรุ่งเรือง  มีการจัดการแข่งขันมวยคาดเชือกหน้า  พระที่นั่งพลับพลาทรงธรรม  สวนมิสกวัน  ในงานศพของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ในวันที่ 18 - 21 มีนาคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2452) โดยให้หัวเมืองทั่วประเทศ  คัดเลือกนักมวยฝีมือดีเข้ามาแข่งขัน  นักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้หลายคนจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย  ทรงโปรดฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์  ให้กับนักมวยจากมณฑลนครราชสีมา  เป็นขุนหมื่นครูมวย  ถือศักดินา 300 ไร่  คือ นายแดง ไทยประเสริฐ  ลูกศิษย์ลูกศิษย์ของพระเหมสมาหาร  เจ้าเมืองโคราช  เป็นหมื่นชงัดเชิงชก  นอกนี้ยังมีนักมวยจากโคราชอีกหลายคน  ที่มีฝีมือดีที่เดินทางเข้าไป ฝึกซ้อมมวยกับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วังเปรมประชากร

เอกลักษณ์ของมวยไทยสายโคราช  มีการสวมกางเกงขาสั้น  ไม่สวมเสื้อ  สวมมงคลที่ศีรษะขณะชกและที่พิเศษที่แตกต่างไปจากมวยภาคอื่น ๆ คือ การพันหมัดแบบคาดเชือกตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอก  เพราะมวยไทยสายโคราช  เวลาต่อย  เตะ  จะเป็นวงกว้าง  และใช้หมัดเหวี่ยงควาย

 

มวยไทยสายลพบุรี

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายลพบุรี  มีวิวัฒนาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่าง  ทำให้มวยไทยสายลพบุรี  แบ่งช่วงเวลาต่าง ๆ ตามความสำคัญเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 อยู่ระหว่าง ปีพุทธศักราช 1200–2198 นับเป็นช่วงเริ่มต้นของมวยไทยสายลพบุรี มีปรมาจารย์สุกะทันตะฤๅษี เป็นผู้ก่อตั้งสำนักขึ้นที่เทือกเขาสมอคอน เมืองลพบุรี มีลูกศิษย์ชุดสุดท้ายคือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ช่วงที่ 2  อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2199 – 2410 ถือเป็นช่วงสืบทอดของมวยไทยสายลพบุรี  ซึ่งมวยไทยสายลพบุรีเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในสมัยนี้  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เป็นพระมหากษัตริย์ที่ส่งเสริมมวยลพบุรี   อย่างกว้างขวาง  มีการจัดการแข่งขัน  กำหนดขอบเขตสังเวียนและมีกติกาการชก  โดยมีพระเจ้าเสือ  พระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งที่สนับสนุนมวยไทย  และชอบต่อยมวย  ถึงขั้นปลอมพระองค์ ไปแข่งขัน ชกมวยกับชาวบ้าน

ช่วงที่ 3 อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2411 – 2487 เป็นช่วงพัฒนาของมวยไทยสายลพบุรี  ช่วงนี้มวยไทยสายลพบุรีโด่งดังและเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด  โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  พระองค์เรียนวิชามวยจากปรมาจารย์หลวงพลโยธานุโยค  พระองค์โปรดมวยมาก  เสด็จทอดพระเนตรบ่อยครั้ง  ครั้งสำคัญที่สุดคือการแข่งขันชกมวยในงานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เมื่อวันที่ 19 – 22 มีนาคม พุทธศักราช 2452 ณ เวทีมวยสวนมิสกวัน มีนักมวยไทยสายลพบุรีที่เก่งกล้าสามารถ  จนได้รับการกล่าวขานว่า “ฉลาดลพบุรี” คือ นายกลึง โตสะอาด ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นมือแม่นหมัด  และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีนักมวยดังของลพบุรีอีกหนึ่งคนคือ  นายจันทร์ บัวทอง 

ช่วงที่ 4 อยู่ระหว่างพุทธศักราช 2488 จนถึงปัจจุบัน  ถือเป็นช่วงสมัยใหม่ของมวยไทยสายลพบุรี  มีนักมวยไทยสายลพบุรีที่เก่งมากเกิดขึ้น  อีกสองคนคือ  นายทวีศักดิ์ สิงห์คลองสี่  และนายอังคาร ชมพูพวง  ซึ่งมีลีลาท่าทางการชกมวยคล้ายหมื่นมือแม่นหมัด คือ ถนัดในการใช้หมัดตรงและหลบหลีกได้คล่องแคล่วว่องไว นับเป็นความหวังใหม่ของมวยไทยสายลพบุรี  ที่จะช่วยพัฒนาและฟื้นฟูมวยไทยสายลพบุรีขึ้น  โดยได้มี การแข่งมวยในเวทีมวยค่ายนารายณ์เป็นประจำและมีนักมวยเป็นจำนวนมาก

 

มวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย

ประวัติความเป็นมา

พระยาพิชัยดาบหัก  เดิมมีชื่อว่า  จ้อย  เกิดที่บ้านห้วยคา  เมืองพิชัย  ปัจจุบันคืออำเภอพิชัย  จังหวัดอุตรดิตถ์  เมื่ออายุ 8 ปี  บิดานำตัวไปฝากเรียนกับท่านพระครูวัดมหาธาตุเมืองพิชัย  จากนั้นได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนมวยกับครูเที่ยงและเปลี่ยนชื่อเป็นทองดี  ครูเที่ยงเรียกว่า  ทองดี ฟันขาว  เรียนมวยสำเร็จ  ได้ออกเดินทางขึ้นเหนือต่อเพื่อไปเรียนมวยกับครูเมฆแห่งบ้านท่าเสาได้ไปพักอยู่ที่วัดวังเตาหม้อ (วัดท่าถนนปัจจุบัน)  และได้ฝึกหกคะเมนตีลังกาเรียนแบบงิ้วแสดงและนำมาฝึกผสมผสานกับท่ามวย  จากนั้นได้เดินทางต่อไปจนถึงสำนักมวยครูเมฆแห่งบ้านท่าเสา  และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ครูเมฆ  เรียนมวยอยู่กับครูเมฆจนเก่งกล้า  ครูเมฆจึงได้นำไปเปรียบมวยในงานประจำปีวัดพระแท่นศิลาอาสน์  ได้ชกชนะครูนิลและนายหมึกศิษย์ครูนิล  ได้ลาครูเมฆเดินทางต่อไปเพื่อเรียนดาบกับครูเหลือที่เมืองสวรรคโลก  พร้อมทั้งได้เรียนมวยจีนหักกระดูกที่เมืองสุโขทัย  จากนั้นได้เดินทางผจญภัยต่อไปยังเมืองตากและได้ชกมวยในงานถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเอาชนะครูห้าวครูมวยดังของเมืองตาก  จนเป็นที่โปรดปราณของพระยาตาก  พระยาตากได้ชักชวนให้อยู่รับราชการเป็นทหารองครักษ์ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงพิชัยอาสา”  ได้ร่วมกับพระยาตากกอบกู้เอกราช  ตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงและเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ เป็นหมื่นไวยวรนาถ เป็น พระยาสิหราชเดโช  และเป็น  พระยาพิชัย  โดยลำดับ พ.ศ.2316  โปสุพลา แม่ทัพพม่า  ได้มาตีเมืองพิชัยท่านได้นำทหารออกรบและต่อสู้กับโปสุพลาจนดาบหักไปข้างหนึ่ง  ท่านได้สมญานามว่า “พระยาพิชัยดาบหัก” ตั้งแต่นั้นมา  เมื่อสิ้นสมเด็จพระเจ้าตากสินแล้ว สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ได้ทรงเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2325  ท่านไม่ยอมอยู่เป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย  จึงได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ขอถวายความจงรักภักดีถวายชีวิตตาม  สมเด็จพระเจ้าตากสิน  แต่ขอฝากบุตรชายให้รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป  พระยาพิชัยดาบหักจึงเป็นที่เคารพรักของคนจังหวัดอุตรดิตถ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  จังหวัดอุตรดิตถ์จึงได้จัดงานฉลองวันชัยชนะให้กับท่านระหว่างวันที่ 7–16 มกราคม ของทุกปี

 

มวยไทยสายพละศึกษา

ประวัติความเป็นมา

มวยไทยสายพลศึกษา  ได้ก่อกำเนิดมาพร้อมกับการจัดตั้งสามัคยาจารย์สมาคม  เพื่อจัดเป็นสถานที่การออกกำลังกาย สำหรับประชาชนทั่วไป  ปี พ.ศ.2497 โรงเรียนพลศึกษากลาง  ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่  การเรียนการสอน  ยังคงมีการเรียนมวยไทยเหมือนเดิม  โดยมีมวยไทยเป็นหมวดวิชาไม่บังคับ  หลังจากนาวาเอกหลวงศุภชลาศัยได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา  ได้ของบประมาณสร้างสนามกีฬาแห่งชาติขึ้นที่บริเวณตำบลวังใหม่  อำเภอปทุมวัน  กรุงเทพมหานครฯ  และเรียกว่าสนามกีฬาแห่งชาติ  ในขณะเดียวกัน  โรงเรียนพลศึกษากลางมีการจัดการเรียนการสอนเต็มเวลา 5 ปี โดยเป็นนักเรียนทุนจากจังหวัดต่าง ๆ  ซึ่งมีหลักสูตรมวยไทยในการเรียนการสอนมวยไทยด้วย
ต่อมาหลักสูตรทางด้านพลศึกษา  วิทยาลัยพลศึกษายกฐานะเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา  และต่อมาปี พ.ศ.2517 ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพลศึกษา  และกรมพลศึกษาได้เปิดวิทยาลัยพลศึกษา ทั้งกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง   มวยไทยสายพลศึกษา  มีการสืบทอดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด  ซึ่งมีปรมาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชามวยไทยสายพลศึกษาที่มีชื่อเสียงนั้นคือ อาจารย์สุนทร ทวีสิทธิ์ หรือ อาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์  อีกคนหนึ่งคือ อาจารย์แสวง ศิริไปล์  ปรมาจารย์มวยไทยสายพลศึกษา  นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ที่สอนในสายพลศึกษาซึ่งเกี่ยวกับมวยไทยอีกมากมาย ซึ่งทำหน้าที่สืบทอดมวยพลศึกษาต่อ ๆ กันมารุ่นสู่รุ่น
บุคคลที่มีชื่อเสียงในมวยไทยสายพลศึกษา  อาทิเช่น  อาจารย์สืบ จุณฑะเกาศลย์,  อาจารย์ผจญ
เมืองสนธ์, อาจารย์ณัชพล บรรเลงประดิษฐ์, อาจารย์นบน้อม อ่าวสุคนธ์, รองศาสตราจารย์ระดม ณ บางช้ามง ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมบูรณ์ ตะปินา, อาจารย์นอง เสียงหล่อ, อาจารย์จรัสเดช อุลิต, ผู้ช่วยศาสตราจารย์โพธิ์สวัสดิ์ แสงสว่าง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรัจฺน์ เสียงหล่อ, อาจารย์สงวน มีระหงส์,  และอาจารย์จรวย แก่นวงษ์คำ  ผู้มีชื่อเสียงในการไหว้ครูและร่ายรำท่าสาวน้อยประแป้ง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กติกามวย รู้ไว้ก่อนขึ้นชก

ทำไมคุณควรฝึก มวยไทย ( Muay thai ) ที่กรุงเทพ

Created : 25-01-2021


บทความที่น่าสนใจ

ต่อย มวยไทย สร้างกล้ามหน้าท้อง V. ผู้หญิง
กระสอบทรายอุปกรณ์ ชกมวย เพิ่มกำลัง