บทความ


ต่อยมวยทางเลือกใหม่ของการฟิตหุ่น

ต่อยมวยทางเลือกใหม่ของการฟิตหุ่น

     ทุกวันนี้การต่อยมวยเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการออกกำลังกายได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรง (strength) ความอดทน (endurance) และการทรงตัว (balance) ดีมากยิ่งขึ้น

 

การเรียนต่อยมวยนั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องจับคู่เพื่อต่อยมวยกับใคร แต่มักจะเป็นการออกหมัดไปในอากาศโดยการชกตามจังหวะต่างๆ ที่มีครูเป็นผู้นำซึ่งจะคล้ายกับการเต้นแอโรบิก หรือการชกกระสอบทราย หรือเป้า ควบคู่ไปกับคำแนะนำของครูฝึก ซึ่งจะมีทั้งการชกในรูปแบบต่างๆ (crosses, hooks, uppercuts, jabs) การเตะ การใช้ศอก ซึ่งท่าทาง และจังหวะต่างๆ ในการเรียนมวยนี้จะทำให้คุณต้องใช้ร่างกายเกือบทุกส่วนเลยทีเดียว

 

     ถึงแม้จะบอกไม่ได้ว่าการชกมวยนั้นมีประโยชน์มากกว่าการออกกำลังกายอื่นๆ แค่ไหน แต่แน่นอนว่าการชกมวยนั้น จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะเวลาที่คุณขยับแขนและไหล่นั้น จะเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายด้านบน และในขณะที่คุณใช้ขาเตะ ก็จะเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อลำตัว กล้ามเนื้อขา และกล้ามเนื้อหลังมีความแข็งแรงมากขึ้น กล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้มีพละกำลัง มีแรงมากขึ้นด้วย

 

     การชกมวยยังช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงและทนทานของกระดูกและกล้ามเนื้อ ช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง ฝึกความสัมพันธ์กันระหว่างสายตาและสมองทำให้ทำงานประสานกันได้ไวขึ้น โดยเฉพาะตอนที่คุณชกกระสอบทราย หรือต่อยไปที่เป้า จะช่วยให้คุณมีความตื่นตัวขึ้นและมีสมาธิมากขึ้น การชกมวยยังช่วยเรื่องการทรงตัว (balance) ด้วย เนื่องจากเราจะต้องขยับร่างกาย และมีการฝึกฝนท่าทางที่เหมาะสมไปพร้อมๆ กับที่เราจะออกหมัด หรือทรงตัวขณะที่เราเตะออกไปนั้นจะเป็นการช่วยฝึกฝนการทรงตัวของเราให้ดีมากขึ้น

 

     สำหรับมือใหม่หัดชก การออกกำลังกายด้วยการชกมวย อาจเริ่มต้นด้วยการชกมวยแบบไม่หนักมากก่อน และค่อยเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นตามที่ร่างกายทนไหว หากใครกำลังมองหา ยิมมวยไทย ขอเชิญที่ เจริญทอง มวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) มีผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคอยกำกับคุณ และ อุปกรณ์อำนวยความสะอาดอย่างครบครัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thaiheartfound

อยากหมัดหนัก มวยไทยช่วยได้

อยากหมัดหนัก มวยไทยช่วยได้

อยากต่อยหนักหมัดหนักแบบ มวยไทย วันนี้มีเคล็บลับ สุดยอดจริงๆ การต่อยแบบ หนักเอาเรื่องว่าเค้ามีวิธีการทำ อย่างไรให้หมัดหนัก ต่อยหนัก และทำให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ

 

วิธีต่อยให้แรงไม่ได้ขึ้นกับความแข็งแรงอย่างเดียว ที่จริงเทคนิควิธีการต่อยมีส่วนให้ต่อยแรงขึ้นมาก มีเคล็ดลับและเทคนิคว่าทำอย่างไรถึงจะต่อยแรงมาให้ลองฝึกกันเพื่อความรู้ในการป้องกันตัว แบบ มวยไทย ( Muay thai )

 

ท่าให้ถูก คุณควรตั้งการ์ดทุกครั้งโดยมือใช้แขนข้างที่ไม่ถนัดหรือด้านซ้ายอยู่ข้างหน้าเล็กน้อย โดยหมัดซ้ายเอาไว้แย้ป (Jab) ส่วนหมัดขวาเอาไว้เป็นหมัดที่หนักกว่าหรือหมัดฮุค (Hook)

 

วางเท้าให้ถูก เช่นเดียวกับการตั้งการ์ด แบบ มวยไทย ( Muay thai ) คุณต้องเอาขาซ้ายไว้ข้างหน้า ขาขวาไว้ด้านหลัง โดยเขย่งเป็นจังหวะหรือเต้นฟุ้ตเวิร์ค (Footwork) เล็กน้อยเพื่อความคล่องตัว

 

ย่างเท้าไปข้างหน้า  เมื่อจะออกหมัด ให้ย่างเท้าซ้ายไปข้างหน้าและย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อจะได้ถ่ายแรงจากข้างหลังได้ดีขึ้น

บิดตัวด้านขวาไปข้างหลังและง้างหมัด: เพื่อที่จะได้ใช้เอวหมุนเพื่อส่งแรงหมัดได้รุนแรงขึ้น

 

หายใจเข้า  ขั้นตอนนี้สำคัญมาก และหลายคนไม่รู้ เราต้องหายใจเข้าก่อนออกหมัดเพื่อที่จะได้รวมพลังก่อนที่จะส่งแรง

 

ยกเท้าขวาขึ้น มวยไทย ( Muay thai ) บางในจังหวะที่คุณกำลังออกหมัดขวา เท้าควรจะเขย่งขึ้นเพื่อส่งแรงหมัดไป

 

ออกหมัด  โดยต่อยเป็นแนวเส้นตรงเหมือนหอกทิ่มไปเพื่อความเข้มข้นของแรงหมัด และส่งแรงให้สุด รวมถึงเอากระดูกตรงต้นข้อนิ้วชี้ชนคู่ต่อสู้ (ไม่ใช่นิ้วนางหรือก้อย) เพราะส่วนนิ้วชี้เป็นส่วนที่แข็งที่สุด โดยการเล็งเป้า ควรเล็งที่จุดอ่อนของคู่ต่อสู่ ไม่ใช่ส่วนที่แข็ง เพราะแม้ว่าคุณจะต่อยแรง แต่ถ้าโดนจุดแข็งของคู่ต่อสู้ เขาก็อาจจะไม่รู้สึกเจ็บ

 

นอกจากหมัดแล้ว   ฟุตเวิร์คสำคัญ ควบคู่กันไป

 

จังหวะคือตัวชี้เป็นชี้ตายของฟุตเวิร์ค

เช่นเดียวกับดนตรี โน้ตเพี้ยนไม่สำคัญเท่าจังหวะเพี้ยน ดังนั้นนักมวยที่ดีมักจะต้องเคลื่อนไหวตลอดเพื่อให้เกิดจังหวะ ที่ดีมากกว่าการหาตำแหน่งที่เขาจะเดินไปใน Ring ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่านักมวยเก่งๆหลายคนมักมีพรสวรรค์ทางด้านการเล่นดนตรีและการเต้น ในสนามรบคุณไม่มีทางรู้ว่าคุณอยู่ตรงไหนจะปลอดภัยที่สุด

 

การ ฝึกแบบมวยไทยนั้น จะได้อะไรบ้าง

 

ฝึกให้ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รวดเร็ว

     การซ้อมมวยนั้นเป็นการฝึกให้ร่างกายของเรามีความสัมพันธ์ระหว่างตา สมอง และกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวได้อย่างยอดเยี่ยม การเป็นคนที่มีความแอ็คทีฟ กระฉับกระเฉง นั้นเป็นเพราะการซ้อมมวยจำเป็นจะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงทุกส่วนของร่างกาย

 

 เป็นการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม

       กีฬามวยเป็นกีฬาที่โหดทรหดมากมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยการฝึกร่างกายของเราให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วนทั้งช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง มีช่วงกลางลำตัวที่แข็งแกร่งที่สามารถรับการโจมตีจากการออกอาวุธของคู่ต่อสู้ได้

 

อยาก เรียน มวยไทย (Muay thai) ก็ต้องมีจังหวะในการเริ่มต้นทั้งการวิ่ง การเดิน  เพราสกิล พวกนี้สามารถใช้ได้ในชีวิตจริง เพื่อป้องกันตัวของตัวเอง หากท่าใดกำลังมอง หา ยิบ มวยไทย (Muay thai) สามารถเข้ามาติดต่อสอบถามได้ตลอดเลยนะครับ  “เจริญทอง มวยไทย ยิม” ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฟุตเวิร์คในตำนานของเส้นทาง มวยไทย

ประโยชน์ของการชกมวย ทั้งดีต่อสุขภาพกายและใจ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ohlor

มวยไทยกับการจำแนกรุ่นและการชั่งน้ำหนัก

มวยไทยกับการจำแนกรุ่นและการชั่งน้ำหนัก

สำหรับการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) นักมวยจะต้องได้รับการตรวจร่างกายและรับรองจากนายแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้ง ว่าเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์พอที่จะเข้าแข่งขันชกมวยและจะต้องชั่งน้ำหนักในวันแข่งขัน

 

     การชั่งน้ำหนักที่กำหนดไว้ ผู้แข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) จะต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารของสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ก่อนที่จะทำการชั่งน้ำหนัก หากนักมวยคนใดไม่นำบัตรประจำตัวและสมุดนักมวยมาแสดงในขณะตรวจร่างกายและชั่งน้ำหนัก จะไม่อนุญาตให้ทำการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )

 

     การจำแนกรุ่น มี 19 รุ่น ดังนี้

1. รุ่นพินเวท น้ำหนักต้องเกิน 93 ปอนด์ (42.272 กิโลกรัม) และไม่เกิน 100 ปอนด์ (45.454 กิโลกรัม)

2. รุ่นมินิฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 100 ปอนด์ (45.454 กิโลกรัม) และไม่เกิน 105 ปอนด์ (47.727 กิโลกรัม)

3. รุ่นไลท์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 105 ปอนด์ (47.727 กิโลกรัม) และไม่เกิน 108 ปอนด์ (48.988 กิโลกรัม)

4. รุ่นฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 108 ปอนด์ (48.988 กิโลกรัม) และไม่เกิน 112 ปอนด์ (50.802 กิโลกรัม)

5. รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 112 ปอนด์ (50.802 กิโลกรัม) และไม่เกิน 115 ปอนด์ (52.163 กิโลกรัม)

6. รุ่นแบนตั้มเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 115 ปอนด์ (52.163 กิโลกรัม) และไม่เกิน 118 ปอนด์ (53.524 กิโลกรัม)

7. รุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 118 ปอนด์ (53.524 กิโลกรัม) และไม่เกิน 122 ปอนด์ (55.338 กิโลกรัม)

8.รุ่นเฟเธอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 122 ปอนด์ (55.338 กิโลกรัม) และไม่เกิน 126 ปอนด์ (57.153 กิโลกรัม)

9. ซูเปอร์เฟเธอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 126 ปอนด์ (57.153 กิโลกรัม) และไม่เกิน 130 ปอนด์ (58.967 กิโลกรัม)

10. รุ่นไลท์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 130 ปอนด์ (58.967 กิโลกรัม) และไม่เกิน 135 ปอนด์ (61.235 กิโลกรัม)

11. ซูเปอร์ไลท์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 135 ปอนด์ (61.235 กิโลกรัม) และไม่เกิน 140 ปอนด์ (63.503 กิโลกรัม)

12. รุ่นเวลเตอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 140 ปอนด์ (63.503 กิโลกรัม) และไม่เกิน 147 ปอนด์ (66.678 กิโลกรัม)

13. รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 147 ปอนด์ (66.678 กิโลกรัม) และไม่เกิน 154 ปอนด์ (69.853 กิโลกรัม)

14. รุ่นมิดเดิลเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 154 ปอนด์ (69.853 กิโลกรัม) และไม่เกิน 160 ปอนด์ (71.575 กิโลกรัม)

15. รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 160 ปอนด์ (71.575 กิโลกรัม) และไม่เกิน 168 ปอนด์ (76.374 กิโลกรัม)

16. รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 168 ปอนด์ (76.374 กิโลกรัม) และไม่เกิน 175 ปอนด์ (79.379 กิโลกรัม)

17. รุ่นฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 175 ปอนด์ (779.379 กิโลกรัม) และไม่เกิน 190 ปอนด์ (86.183 กิโลกรัม)

18. รุ่นเฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 190 ปอนด์ (86.183 กิโลกรัม) และไม่เกิน 200 ปอนด์ (90.900 กิโลกรัม)

19. รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 200 ปอนด์ขึ้นไป (90.900 กิโลกรัมขึ้นไป)

 

ในระดับเยาวชน เพิ่มรุ่น ดังนี้

1. รุ่นคอตตอนเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 84 ปอนด์ (38.183 กิโลกรัม) และไม่เกิน 88 ปอนด์ (40 กิโลกรัม)

2. รุ่นเปเปอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 88 ปอนด์ (40 กิโลกรัม) และไม่เกิน 93 ปอนด์ (42.272 กิโลกรัม)

 

     ผู้เข้าแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) ทุกคน ต้องพร้อมที่จะชั่งน้ำหนักในตอนเช้าวันแรกของการแข่งขันตั้งแต่เวลา 07.00 – 10.00 น. สำหรับวันแข่งขันต่อไปเฉพาะนักมวยที่จะแข่งขันตามรายการวันนั้น จะต้องมาทำการชั่งน้ำหนักและตรวจร่างกายตั้งแต่เวลา 07.00 – 09.00 น.

 

     การแข่งขันจะต้องไม่เริ่มขึ้นก่อน 3 ชั่วโมงภายหลังจากเวลาชั่งน้ำหนักได้สิ้นสุดลง หรือ หากการแข่งขันจะต้องเริ่มขึ้นก่อน 3 ชั่วโมง หลังจากสิ้นสุดเวลาการชั่งน้ำหนัก คณะกรรมการควบคุมการแข่งขันจะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแพทย์ก่อนว่า การแข่งขันในครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดอันตรายกับนักมวยที่แข่งขันในคู่ต้นๆ

 

     น้ำหนักที่ชั่งได้เป็นทางการในวันแรกถือเป็นน้ำหนักของนักมวยตลอดการแข่งขัน แต่จะต้องมาทำการชั่งน้ำหนักทุกวันที่มีการแข่งขัน ในวันชั่งน้ำหนักแต่ละวัน อนุญาตให้ผู้แข่งขันชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งที่เป็นทางการได้เพียงครั้งเดียว น้ำหนักที่ชั่งถือเป็นเด็ดขาด

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก kmsaard

อ่านบทความเพิ่มเติม

- มารยาทในการชกมวยไทย

- ท่าออกกำลังกายสไตล์นักมวย

สุดยอดศิลปะป้องกันตัวที่ดีที่สุด

สุดยอดศิลปะป้องกันตัวที่ดีที่สุด

การป้องกันตัวนั้นสามารถใช้ได้ในชีวิตจริง ถ้าเกิดเหตุการฉุกเฉินจริงๆ ก็สามารถทำได้นั้นเอง วันนี้เรารวบรวมศิลปะป้องกันตัวที่ดีที่สุดและ มวยไทย ( muay thai) เป็นอันดับหนึ่งของโลก

 

มวยไทย

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า มวยไทย ( muay thai) เป็นศิลปะป้องกันตัวเองที่หน้ากลัวมากที่สุด ทั้งหมัดเข่าศอก อันตรายมาก ฝรั่งยกให้เป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่า เพราะการ ปล่อยอาวุธนั้น ทั้ง ศอกที่คมเหมือนมีด เข่าที่แหลมเหมือหอก สามารถทำอันตรายให้กับศัตรูเรา จุกและ บ้างครั้งถึงกับ เย็บมากมายหลายเข้ม เพราะว่าเราไม่สามารถเดาได้เลย ว่าจะปล่อยตรงไหน

 

เทควันโด

 

เทควันโด ถือเป็นกีฬาการต่อสู้ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่เดิมทีแล้วกีฬาชนิดพัฒนาขึ้นการศาสตร์การป้องกันตัว ศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้เน้นไปที่การเตะ เมื่อขาย่อมยาวกว่าแขน จึงเป็นศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาในระยะประชิด

 

ปล้ำจับล็อก หรือ ซับมิชชัน แกร็ปปลิง

 

เรามักได้ยินคำว่า ซับมิชชัน อยู่เสมอในวงการศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน  สถานการณ์ที่คุณจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง มันจึงไม่แตกต่างกัน เมื่อต้องต่อสู้ในท่านอน ดังนั้นการปล้ำจับล็อกและซับมิชชันจึงถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดศิลปะการต่อสู้ที่ดีที่สุด หากสามารถปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

 

ยูโด

 

ในกีฬายูโด การเคลื่อนไหวไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์สุดท้าย ในศาสตร์แขนงนี้มีทั้งการทุ่ม การล็อก ที่สามารถใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้ และถ้าคุณกำลังมองหาศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว

 

มวยปล้ำ

 

มวยปล้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งในศิลปะการป้องกันตัวที่น่าศึกษาทักษะของนักมวยปล้ำเต็มไปด้วยความคล่องแคล่วและรู้จักหลบหลีก ใช้เพื่อป้องกันการถูกฝ่ายตรงข้ามรวบตัวและกดลงพื้น แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ มวยปล้ำก็ยังมีทักษะที่ทำให้สามารถลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้มวยปล้ำยังมีท่าล็อก ท่าจับทุ่มต่างๆ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ในสถานการณ์จริง

 

บราซิลเลียน ยิวยิตสู

 

บราซิลเลียน ยิวยิตสู หรือ BJJ เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในระยะประชิด โดยมีหลากหลายวิธีการในปล้ำและจับล็อก

แต่สิ่งที่ทำให้บราซิลเลียนยิวยิตสูมีความพิเศษคือ คนตัวเล็กหรือผู้หญิงก็สามารถใช้เล่นงานคนตัวใหญ่ได้ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการศิลปะป้องกันตัว

 

ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน

 

ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการป้องกันตัวแบบใดก็ตาม มันไม่สามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากไม่นำมาผสมสานกัน ดังนั้นศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือในภาษาอังกฤษเรียกสั้นๆ ว่า MMA จะสอนคุณในหลากหลายเทคนิคการต่อสู้ มวยไทย ( Muay thai ) ก็สามารถทำได้เหมือนกัน

คุณสามารถเรียนรู้การต่อสู้จากวงนอก และระยะประชิด รวมถึงการปล้ำ การทุ่ม การจับล็อก รวมไปถึงการซับมิชชัน ซึ่งทำให้ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานมีความเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับสถานการณ์จริง

 

ที่เห็นอย่างนี้เพราะว่า มวยไทย ( Muay thai ) นั้นเป็นศิลปะที่ อันตรายสุดๆ สามารถป้องกันในชีวิตได้จริงถ้าเกิดเหตุการณ์จริงๆ  หากใครอยากเรียน มวยไทย ( Muay thai ) จริงๆ เราสามารถเปิดประสบการณ์ของคุณได้ และมีอุปกรณ์ครบทุกอย่างสามารถมาติดต่อได้ตลอดเวลา

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ศิลปะกระบวนท่าแม่ไม้มวยไทย

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก onefc

ประโยชน์ของการชกมวย ทั้งดีต่อสุขภาพกายและใจ

ประโยชน์ของการชกมวย ทั้งดีต่อสุขภาพกายและใจ

     แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามวยเป็นกีฬาที่อันตรายที่เป็นสาเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การซ้อมมวยที่ไม่ต้องไปต่อยกับใครจริงๆ เช่นการเตะต่อยกระสอบทราย หรือการล่อเป้าก็มีประโยชน์ต่อร่างกายได้อย่างมากมาย

 

1. ช่วยในเรื่องสมาธิ ลดความเครียดและความวิตกกังวล

     การออกกำลังกายนั้นสามารถช่วยในเรื่องอารมณ์ได้ดีอยู่แล้วเพราะระหว่างที่เราออกกำลังกายนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกดีมีความสุขมากขึ้น

 

     นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรรู้คือการออกกำลังกายด้วยการซ้อมมวยนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ช่วงที่มีความเข้มข้นสูงนั้นก็คือช่วงที่คุณออกอาวุธได้ปล่อยหมัดหรือได้เตะ ส่วนช่วงที่มีความเข้มข้นต่ำก็คือช่วงที่เราฟุตเวิร์ค เตรียมพร้อมที่จะออกอาวุธนั่นเอง

 

2. ฝึกให้ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รวดเร็ว

     การซ้อมมวยนั้นเป็นการฝึกให้ร่างกายของเรามีความสัมพันธ์ระหว่างตา สมอง และกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวได้อย่างยอดเยี่ยม การเป็นคนที่มีความแอ็คทีฟ กระฉับกระเฉง นั้นเป็นเพราะการซ้อมมวยจำเป็นจะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงทุกส่วนของร่างกาย ระหว่างฝึกมวยจะต้องมีสมาธิ ตาจะต้องไว ต้องมีการออกอาวุธที่รวดเร็ว เคลื่อนที่ว่องไว สามารถหลบหลีกการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ดี

 

3. เป็นการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม

       กีฬามวยเป็นกีฬาที่โหดทรหดมากมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยการฝึกร่างกายของเราให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วนทั้งช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง มีช่วงกลางลำตัวที่แข็งแกร่งที่สามารถรับการโจมตีจากการออกอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ และมีแขนที่ทรงพลังเพื่อเอาไว้ออกอาวุธที่มีพลังในการโจมตี

 

4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

     มวย เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ช่วยให้เรามีปอดที่ใหญ่ขึ้น สามารถกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะการที่จะทำเช่นนั้นได้เราจะต้องออกกำลังกายให้หัวใจและปอดมีความเครียดในระดับปานกลาง ซึ่งทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้นส่งผลให้ระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

นี่ก็คือ ประโยชน์เน้นๆที่คุณจะได้รับจากการฝึกซ้อมมวยซึ่งคุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งทำให้ตอนนี้การฝึกมวยเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรง หากใครอยากจะใส่นวมเตะต่อยออกกำลังกายบ้าง ขอเชิญที่ เจริญทอง มวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym )

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

ปล่อยหมัด!ขจัดไขมันส่วนเกิน

ปล่อยหมัด!ขจัดไขมันส่วนเกิน

   ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มวยไทยได้มีบทบาทในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองมามากมาย ทั้งยังปรากฏอีกว่า พระมหากษัตริย์หรือขุนนางที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ปลอมตนเข้าร่วมแข่งขันเพื่อทดสอบฝีมือที่เป็นที่ปรากฏได้แก่ พระเจ้าเสือ(ขุนหลวงสรศักดิ์) พระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพิชัยดาบหัก ครูดอก แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ จนเมื่อไทยเสียกรุงแก่พม่า ปรากฏชื่อนายขนมต้ม ครูมวยชาวอยุธยา ซึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกได้ชกมวยกับชาวพม่า ชนะหลายครั้งเป็นที่ปรากฏถึงความเก่งกาจเหี้ยมหาญของวิชามวยไทย

 

     มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่สืบทอดกันมานาน เป็นทั้งการต่อสู้ป้องกันตัวและกีฬา ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด แต่ถือว่ามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทยเช่นเดียวกับกังฟูของจีน ยูโดและคาราเต้ของญี่ปุ่น และเทควันโดของเกาหลี

 

     มวยไทยได้รับความนิยมมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ยุคที่นับว่าเฟื่องฟูที่สุดคือรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ศึกษาฝึกฝนการชกมวยไทยและโปรดให้จัดการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งโดยคัดเลือกนักมวยฝีมือดีจากภาคต่างๆ มาประลองแข่งขัน และพระราชทานแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ ทั้งยังโปรดให้กรมศึกษาธิการบรรจุการสอนมวยไทยเป็นวิชาบังคับในโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา มีการชกมวยถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ที่วังสวนกุหลาบ ทั้งการต่อสู้ประลองระหว่างนักมวยกับครูมวยชาวไทยด้วยกัน และการต่อสู้ระหว่างนักมวยกับครูมวยต่างชาติ ในการแข่งขันชกมวยในสมัยรัชกาลที่ 6

 

คุณค่าและคุณประโยชน์ของมวยไทยกีฬาทุกชนิดมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ศิลปะมวยไทยมีคุณค่าสูงสำหรับผู้เรียนหลายประการ คือ

1. ร่างกายมีสมรรถภาพที่ดี สมส่วน มีภูมิต้านทานสูง

2. สามารถป้องกันตัวในชีวิตประจำวัน และเป็นประโยชน์ต่อสังคม

3. มีความเชื่อมั่นต่อตนเอง มีระเบียบวินัยกล้าหาญ

4. มีไหวพริบ เชาวน์ปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

 

     กีฬามวยนี้กับความมั่นคงและความก้าวหน้าของประเทศชาติก็สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะว่ามวยนี้ก็เป็นทางป้องกันตัว เป็นกีฬาที่มาจากการป้องกันตัวของนักรบไทยมาแต่โบราณ นักมวยทราบดีว่าถ้าต่อสู้เฉพาะด้วยกำลังก็คงแพ้แน่ ต้องมีวิชาการ ต้องมีวิธีการ และต้องมีสติที่มั่นคง ที่วิชาการที่จะบุก และวิชาการที่จะหลบ ฉะนั้นการที่มีการต่อสู้มวยเพื่อป้องกันตัว

 

     ใครที่อ่านแล้วรู้สึกฮึกเหิมในใจและอยากจะใส่นวมเตะต่อยออกกำลังกายบ้าง ขอเชิญที่ เจริญทอง มวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym )

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก siamsporttalk

ศิลปะกระบวนท่าแม่ไม้มวยไทย

ศิลปะกระบวนท่าแม่ไม้มวยไทย

การใช้อวัยวะในร่างกายเป็นอาวุธพร้อมกับการเคลื่อนไหวทั้งการรุกและรับ นับเป็นการต่อสู้ที่มีศิลปะแต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้นได้ต้องเรียนรู้ แม่ไม้มวยไทย เสียก่อน เพราะเป็นท่าพื้นฐานของการใช้ไม้มวยไทยที่สำคัญ

 

     แม่ไม้มวยไทย คือ การผสมผสานการใช้อาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก เพื่อการรุกหรือรับในการต่อสู้มวยไทย ซึ่งการจะใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยได้อย่างชำนาญนั้น จะต้องฝึกฝนการใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก เบื้อต้นให้คล่องแคล่วเสียก่อน จากนั้นจึงหัดใช้ผสมผสานกันไป รวมถึงการหลบหลีก จึงได้มีการดัดแปลงให้ง่ายต่อการนำไปใช้ ด้วยการตั้งชื่อท่ามวยตามลักษณะท่าทางให้จดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

แม่ไม้มวยไทยที่สำคัญ ได้มีการจัดแบ่งไว้ 15 ท่า หรือ 15 ไม้ดังนี้

1. สลับฟันปลา (รับวงนอก)

แม่ไม้นี้ เป็นไม้หลักหรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้ป้องกัน ใช้รับและหลบหลีกอาวุธของคู่ต่อสู้ โดยหลบออกวงนอก นอกลำแขนของคู่ต่อสู้ ทำให้หมัดตรงของผู้ชกเลยหน้าไป

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดตรงซ้าย พร้อมกับตัวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า หมายชกบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ

ฝ่ายรับ - ก้าวเท้าขวาหลบไปทางกึ่งขวา 1 ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไปทางขวาประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อย ศีรษะและตัวหลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ใช้มือขวาจับกำคว่ำที่แขนท่อนบน ของฝ่ายรุก มือซ้ายจับกำหงายที่ข้อมือของฝ่ายรุก (ท่าคล้ายจับหักแขน)

การถ่ายเทของทั้งสองท่า มีการเคลื่อนไหวร่างกายและแขนในลักษณะสลับฟันปลา เป็นการป้องกันก่อนที่จะหาโอกาสตอบโต้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

 

2. ปักษาแหวกรัง (รับวงใน)

แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้ป้องกันและตอบโต้ เมื่อคู่ต่อสู้เข้าปล้ำและกอดรัด แม่ไม้นี้เป็นไม้ครูของการเข้าสู่วงใน เพื่อใช้ลูกไม้อื่น ๆ ต่อไป

ฝ่ายรุก - ชกใบหน้าฝ่ายรับด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าสืบไปข้างหน้า เฉียงไปทางกึ่งซ้ายเล็กน้อยภายในแขนซ้ายของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าซ้ายพร้อมงอแขนทั้ง 2 ขึ้น ปะทะแขนท่อนบนและท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว หมัดของฝ่ายรับทั้งคู่ชิดกัน (คล้ายท่าพนมมือ) ศอกกางประมาณ 1 คืบ ศีรษะและใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอย ชำเลืองดูหมัดขวา ของฝ่ายรุก

 

3. ชวาซัดหอก (ศอกวงนอก)

แม้ไม้นี้ เป็นไม้มวยที่ใช้ป้องกันหมัดคู่ต่อสู้ เป็นหลักสำหรับหลบหมัดตรงออกทางวงนอกและตอบโต้ด้วยศอก

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดตรงซ้ายยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าเอนตัวไปทางกึ่งขวา ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวาพร้อมรีบงอแขนซ้าย ใช้ศอกกระแทก ชายโครงใต้แขนซ้ายของฝ่ายรุก

 

4. อิเหนาแทงกฤช (ศอกวงใน)

แม่ไม้นี้ เป็นหลักใช้รับหมัดชกตรงด้วยการใช้ศอกเข้าคลุกวงใน

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าซ้าย งอศอกขวา ขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก ตอบด้วยแขนซ้าย

 

5. ยกเขาพระสุเมรุ (ต่อยตั้งหมัดต่ำก้มตัว 45 องศา)

แม่ไม้นี้ ใช้รับหมัดตรงในลักษณะก้มตัวเข้าวงใน ให้หมัดผ่านศีรษะไป แล้วชกเสยคาง

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำเข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวา ขาซ้ายตึง ย่อตัวต่ำเอนไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนขาขวา พร้อมยืดเท้าขวายกตัวเป็นแหนบ พร้อมกับพุ่งหมัดชกขวาเสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคาง ของฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง

 

6. ตาเถรค้ำฟัก (ต่อยคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา)

แม่ไม้นี้ เป็นหลักเบื้องต้นในการป้องกันหมัด โดยใช้แขนเปิดขึ้นปัดหมัดที่ชกมาแล้วต่อยหมัดสวนที่ปลายคาง

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าของฝ่ายรุก ทางกึ่งขวาของวงหมัดภายในของฝ่ายรุกที่ชกมา งอเข่าซ้าย เล็กน้อยใช้หมัดซ้าย ชกใต้คางของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนยวาที่งอป้องหมัดซ้ายฝ่ายรุกที่ชกมาให้พ้นตัว

 

7. มอญยันหลัก (รับต่อยด้วยถีบ)

แม่ไม้นี้ เป็นหลักสำคัญในการรับหมัดด้วยการใช้เท้ายันหรือถีบเข้าที่ยอดอก หรือ ท้อง

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - ผลักตัวเอนไปทางขวา เอนตัวหนีฝ่ายรุกประมาณ 45 องศา ยืนบนเท้าขวา แขนทั้ง 2 งออยู่ตรงหน้า เหลียวดูฝ่ายรุกพร้อมยกเท้าซ้ายถีบที่ยอดอก หรือท้องน้อยของฝ่ายรุกให้กระเด็นห่างออกไป

 

8. ปักลูกทอย (รับเตะด้วยศอก)

แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลักในการรับ การเตะกราด การเตะเฉียง โดยใช้ศอกกระแทกเข้าที่หน้าแข้ง

ฝ่ายรุก - ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ จากขวาไปซ้าย โน้มตัว เล็กน้อย งอแขนทั้ง 2 ป้องกันตรงหน้า

ฝ่ายรับ - รีบผลักตัวไปทางซ้าย พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายฉากไปข้างหลัง ใช้แขนขวางอศอกขึ้นรับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกันอยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกันพลาดถูกใบหน้า

 

9. จระเข้ฟาดหาง (รับต่อยด้วยเตะ)

แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยที่ใช้ตอบโต้คู่ต่อสู้ โดยใช้ส้นเท้าฟาดไปทางด้านหลัง เมื่อคู่ต่อสู้พลาดแล้วเสียหลัก จึงหมุนตัวเตะด้วยลูกเหวี่ยงส้นเท้า อาจทำให้ไตพิการได้

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าขวากระโดดไปทางกึ่งขวา ให้พ้นหมัดฝ่ายรุก แขนงอกำบังตรงหน้าแล้วใช้เท้าซ้าย เป็นหลักหมุนตัว เตะด้วยส้นเท้าขวาบริเวณท้องหรือคอ

 

10. หักงวงไอยรา (ถองโคนขา)

ไม้นี้ใช้ เป็นไม้มวยใช้แก้การเตะ โดยตัดกำลังขา ด้วยการใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่โคนขา

ฝ่ายรุก - ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังชายโครงของฝ่ายรับ งอแขนทั้ง ๒ บังอยู่ตรงหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าขวาเข้าหาฝ่ายรุกตรงหน้าเกือบประชิดตัว ข้างตัวไปทางซ้าย เข่าขวางอ เท้าซ้ายเหยียดตรง ทันใด เอามือซ้ายจับเท้าขวาของฝ่ายรุก ต้องพยายามยกขาฝ่ายรุกให้สูง กันฝ่ายรุกใช้ศอกถองศีรษะ

 

11. นาคาบิดหาง  (บิดขาจับตีเข่าที่น่อง)

แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้รับการเตะ การถีบของคู่ต่อสู้ โดยใช้มือทั้งสองจับปลายเท้าบิด พร้อมกับใช้เข่า กระทุ้งหรือกระแทกขา เพื่อให้หักหรือเดาะ

ฝ่ายรุก - ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ แขนทั้ง ๒ งออยู่ตรงหน้า

ฝ่ายรับ - รีบผลักตัวไปทางซ้าย ยืนบนเท้าซ้าย มือซ้ายจับส้นเท้าของฝ่ายรุก มือขวาจับที่ปลายเท้าบิดออกนอกตัว ทันใดนั้น รีบยกเข่าขวาตีที่น่องของฝ่ายรุก

 

12. วิรุณหกกลับ (รับเตะด้วยถีบ)

แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้รับการเตะ โดยใช้ส้นเท้ากระแทกที่บริเวณโคนขา ทำให้เคล็ดจนขาแพลงไป

ฝ่ายรุก - ยกเท้าซ้ายเตะกลาง ลำตัวบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ

ฝ่ายรับ - รีบยกเท้าซ้ายถีบไปที่ บริเวณโคนขาซ้ายของฝ่ายรุกพร้อมยกแขน ทั้งสองกันด้านหน้า การถีบนั้นต้องถีบให้เร็ว และแรงถึงขนาด ฝ่ายรุกหมุนกลับเสียหลัก

 

13. ดับชวาลา (ปัดหมัดต่อยตอบ)

แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้แก้การชกด้วยหมัดตรง โดยชกสวนที่ใบหน้า เข้าสู่บริเวณใบหน้าหรือลูกตา

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า แขนขวาคุมบริเวณ ปลายคาง

ฝ่ายรับ - ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ากึ่งขวาหลบอยู่นอกหมัดซ้ายของฝ่ายรุก เอี้ยวตัวไปทางขวา ปัดและกดแขนซ้าย ของฝ่ายรุกที่ชกมา ให้เอนไปทางซ้าย กดให้ต่ำลง ทันใดรีบใช้หมัดซ้ายต่อย บริเวณปากครึ่งจมูกครึ่ง หรือที่เบ้าตา ของฝ่ายรุก แล้วพุ่งตัวโดด ไปทางกึ่งขวา

 

14. ขุนยักษ์จับลิง (รับ-เตะ-ต่อย-ถอง)

แม่ไม้นี้ เป็นไม้สำคัญมาก เรียกว่า รวมไม้ ใช้ป้องกันคู่ต่อสู้ที่ไวในการต่อย เตะ และศอกติดพันกัน การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ตอน

ตอนที่ 1

ฝ่ายรุก - ชกหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายฝ่ายรับให้พ้นจากตัว

ตอนที่ 2

ฝ่ายรุก – ยกเท้าขวาเตะกราดบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ

ฝ่ายรับ – รีบโยกตัว ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังราวกึ่งซ้าย ย่อตัวใช้ศอกขวากระแทกที่ขาขวาท่อนบนของฝ่ายรุก

ตอนที่ 3

ฝ่ายรุก - งอแขนขวาโน้มตัวกระแทกศอกที่ศีรษะของฝ่ายรับ

ฝ่ายรับ – รีบยืดตัว งอแขนขึ้นให้แขนท่อนบนปะทะแขนท่อนล่างของฝ่ายรุก แล้วรีบผลักตัว ก้าวเท้าขวาไปทางหลังประมาณครึ่งก้าว

 

15. หักคอเอราวัณ (โน้มคอตีเข่า)

แม่ไม้นี้ เป็นเป็นไม้มวยใช้บุกจู่โจมในขณะที่คู่ต่อสู้เดินมวยเข้าหาแล้วงอเข่าหน้ามากเหมือนบันได ให้เดินขึ้นไปเหยียบแล้วเข่าเหมือนก้าวขึ้นบันได แล้วต่อด้วยตีศอกที่กลางศีรษะ

ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมอยู่บริเวณคาง

ฝ่ายรับ - ก้าวเท้าซ้ายสืบไปตรงหน้าฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกแขนขวาสอดปัดแขนซ้ายของฝ่ายรุก แล้วโดด เข้าเหวี่ยงคอฝ่ายรุก โน้มลงมาโดยแรง แล้วตีด้วยเข่าบริเวณใบหน้า

 

     ลองฝึกท่าแม่ไม้มวยไทยกันดูนะคะ ถ้าฝึกจนคล่องแคล่ว ชำนาญแล้ว จะได้ไปฝึกลูกไม้มวยไทย กันต่อค่า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก educatepark

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม :

- มวยไทยมาจากไหน

- เครื่องรางของขลังในมวยไทย

มารยาทในการชกมวยไทย

มารยาทในการชกมวยไทย

การชกมวยไทยนั้น เราสามารถต่อยกันได้ อย่างสนุกสนาน และเอามันส์ก็ทำได้เสมอ แต่นอกเหนือจากนั้นเราก็ต้อง มีมารยาทด้วยเช่นกัน มวยไทยเป็นกีฬาลูกผู้ชาย และต้องให้เกียรติกันเหมือนลูกผู้ชาย

 

      นักมวยนั้นจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า การเป็นนักกีฬานั้นต้องเอาจริงเอาจัง เพราะหวังจะได้รับการชัยชนะมาอย่างแน่นอน เพราะถ้าเกิด ขึ้นแล้วไม่เอาจริงเอาจัง ก็จะเป็นฝ่ายแพ้ไป

       ส่งผลเสียให้กับค่ายหมวยรวมถึงพี่เลี้ยงอีกด้วย จะเห็นได้ว่า บนสังเวียนจะมีกรรมการอยู่  ก็พอจะรู้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง แต่เราจะรู้อะไรมากไปกว่ากรรมการ   นักมวยมีหน้าที่เล่นให้เต็มที่แต่กรรมการมีหน้าที่ ตัดสิน ค่อยดูเหตุการณ์นั้นเอง

 

มารยาทในการชกมวยไทย

1.เคารพในกฎกติกาการชกมวยไทยโดยเคร่งครัด

2.เคารพ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำแนะนำ และคำตักเตือน ของผู้ตัดสินอย่างเคร่งครัด

3.ไม่แสดงกิริยาอาการอันไม่สุภาพต่อคู่แข่งขัน หรือผู้ชม เช่น ถ่มน้ำลาย หรือตะโกนด่าผู้ชม

4.ไม่แสดงปฏิกิริยาคัดค้านไม่พอใจในการตัดสินของผู้ตัดสินทุกกรณี เช่น ไม่ยอมลงจากเวที ทำร้ายร่างกายผู้ตัดสิน ด่าว่าผู้ตัดสิน

5.ไม่พยายามซ้ำเติมคู่แข่งขันที่ด้อยกว่า ทั้งที่มีโอกาสกระทำได้ โดยไม่ผิดกติกา

6.มีน้ำใจนักกีฬา เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้ไม่มีทางสู้แล้วก็พยายามทำให้คู่ตู่สู้บอบช้ำอีกต่อไป

7.ให้เกียรติและเคารพนักมวยรุ่นพี่ก่อนและหลังการต่อสู้ทุกครั้ง

8.ตามประเพณีนิยม ก่อนการแข่งขันนักมวยต้องทำการไหว้ครู และต้องมีการร่ายรำตามศิลปะมวยไทย

 

สิ่งที่ไม่ควรทำในการชกมวยไทย

      นักมวยที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตัดสิน ฝ่าฝืนกระทำผิดโดยเจตนา โดยใช้เล่ห์กลต่าง ๆ ถือว่าเป็นการชกที่น่ารังเกียจและไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ผิดวิสัยของลูกผู้ชาย

 

1.ใช้ศีรษะกระแทก กัด ควัก หรือกดลูกตา จิกผม ถ่มน้ำลายใส่คู่ต่อสู้

2.ปล้ำโดยแกล้งล้มทับ กดศอกหรือเข่าซ้ำคู่ต่อสู้ขณะคู่ต่อสู้ลม หรือเหวี่ยงทุ่มในลักษณะของยูโดหรือมวยปล้ำ

3.ล๊อคคอหรือแขนขา ขัดขา เกี่ยวขา ปัดขา หนุนขา หรือยกทุ่มคู่ต่อสู้

4.จับ โหนพิงเชือกแล้วชก เตะ ถีบ ฯลฯ

5.ซ้ำเติมคู่ต่อสู้ขณะล้ม

6.แกล้งล้ม โดยเจตนาชกในลักษณะสมยอมเพื่อสินจ้างรางวัล

7.แสดงกิริยาหรือกล่าววาจาไม่สุภาพขณะแข่งขัน

8.ตีเข่าที่บริเวณกระจับคู่ต่อสู้

9.ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลบหลีกการกระทำของคู่ต่อสู้โดยมิชอบ เช่น แกล้งล้มมุดออกนอกเชือก สอดขาออกนอกเชือกหรือหลบอยู่หลังผู้ตัดสิน

 

จะเห็นได้ว่าการมีมารยามนั้น ก็จะส่งผลดีให้ทำทางค่ายมวยของตนเองและส่งผลต่อคนดูว่า คนนี้มีมารยาทต่อยสนุกดีชอบ หวังว่า ใครที่อยากเป็นนักมวยหรือสนใจมวยใจเราก็ต้องมีน้ำใจนักกีฬากันทุกคนด้วยนะครับ เพื่อวงการมวย จะได้เฟื่องฟูและกลับมาหน้าดูหน้าสนับสนุนเหมือนเดิม

 

      หากอยากมีหุ่นที่สวยหรือกล้ามหน้าท้องเท่ห์ๆ เราแค่ออกกำลังกายอย่างถูกต้องเท่านั้นเอง ความสำเร็จที่เริ่มต้นด้วยการ ทำนั้นจะส่งผล ให้เรามีจุดมุ่งหมาย หากท่าใดกำลังมองหายิมมวยหรืออยากเรียนมวยต่อยมวยมาเปิดประสบการณ์ได้ที่ เจริญทองมวยไทยยิม (Jaroenthong Muay Thai Gym)  ใกล้บ้านคุณกันนะครับ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thaiboxing55

วิ่งแบบนักมวยบนลู่วิ่ง

วิ่งแบบนักมวยบนลู่วิ่ง

ลู่วิ่งนั้นเป็นเครื่องออกกำลังกายที่ฮิตมากที่สุดในโลกตอนนี้ บอกได้เลยว่ามีอยู่ในบ้านเป็นดีเป็นเท่ห์ แต่รู้หรือไม่ความจริงของลู่วิ่งนั้นจะได้ประโยชน์ของมันมากที่สุด

 

ลู่วิ่งออกกำลังกายเป็นเครื่องออกกำลังกายเบื้องต้นที่ใคร ๆ มักจะนึกถึง เพราะความสะดวก และสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ง่าย ๆ เพียงแค่วิ่งตามโปรแกรมเท่านั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ใช้เจ้าเครื่องออกกำลังกายนี้อย่างผิดวิธี วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะมานำเสนอเกี่ยวกับวิธีการออกกำลังกายด้วยลู่วิ่งที่ถูกต้อง

 

แต่การวิ่งแบบนักมวยบนลู่วิ่งนั้นมีข้อควรระวังเยอะมาก

 

อย่าชะเง้อคอดูทีวีขณะกำลังวิ่ง

          โดยปกติไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือในฟิตเนส ลู่วิ่งส่วนใหญ่ก็มักจะถูกวางเอาไว้อยู่ใกล้ ๆ หรือโทรศัพท์ และคงจะมีหลาย ๆ คนที่มักจะชอบชะเง้อคอหรือขยับขาไปเพื่อดูทีวีโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งการที่เราชะเง้อคอหรือขยับเท้าเป็นการทำให้กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายยืดออกในขณะที่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายกำลังขมวดแน่น และนั่นจะเป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของเราไม่ได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ฉะนั้นถ้าคุณอยากจะดูโทรทัศน์ในขณะวิ่งบนลู่วิ่งไปด้วย ลองขยับเครื่องหรือย้ายมาเล่นเครื่องที่ตรงกับโทรทัศน์จะดีกว่า

 

อย่าติดโทรศัพท์มากเกินไป

เมื่อเราออกกำลังกาย สิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษควรจะเป็นการออกกำลังกาย แต่ก็มีหลาย ๆ คนที่มักจะให้ความสนใจกับนิตยสารหรือสมาร์ทโฟนที่หยิบติดมือมาด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นนอกจากจะไม่มีประโยชน์กับการออกกำลังกายแล้ว ยังส่งผลทำให้คุณออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่อีกด้วย  โดยเฉพาะลู่วิ่ง

 

อย่าวิ่งด้วยโปรแกรมเดิม ๆ ซ้ำ ๆ

          หลาย ๆ คน ที่ออกกำลังกายด้วยลู่วิ่งมักจะออกกำลังกายด้วยโปรแกรมเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการออกกำลังกาย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้การออกกำลังกายเห็นผลมากนัก เพราะร่างกายเคยชินกับการออกกำลังกายแบบเดิม ๆ ไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากคุณอยากจะออกกำลังกายอย่างได้ผล  ลองเปลี่ยนความเร็วดูบ้าง หรือ ความชันดูบ้างเพื่อจะได้หลากหลายแบบ

 

อบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้ง

          หลายคนเมื่อจะออกกำลังกายด้วยการใช้ลู่วิ่งก็รีบกระโดดขึ้นเครื่องเล่นและเริ่มวิ่งในทันที ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว ทุกครั้งไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายอย่างไรก็ควรจะอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดกล้ามเนื้อก่อนอยู่เสมอ เพราะการอบอุ่นร่างกายนั้นจะช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดจากการออกกำลังกายได้

 

ใช่ชุดรีดเหงื่อ

          จะเห็นได้ว่านัก มวยไทย ( Muay thai ) จะชอบการรีดเหงื่อ หรือเอาไขมันออกเยอะๆ ก็เรียกว่าลดน้ำหนักนั้นเอง แต่ชุดแบบนี้ข้อควรระวังก็คือ ความพร้อมของตนเอง ระวังหน้ามืดหรือ อาการเสียน้ำหรือเหงื่อมากเกินไป

 

หลีกเลี่ยงการจับราวจับของลู่วิ่ง

         แต่การที่คุณจับราวของเครื่องลู่วิ่ง จะทำให้จังหวะการวิ่งของคุณเสียไป ทำให้วิ่งได้ไม่เต็มที่และไม่เป็นธรรมชาติ รวมถึงอาจส่งผลทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บได้ ฉะนั้น อย่าไปสนใจที่จับหรือราวจับของลู่วิ่งเด็ดขาด 

 

อย่าเชื่อตัวเลขที่อยู่บนหน้าจอ

          ในขณะที่คุณกำลังใช้ลู่วิ่งเพื่อเบิร์นไขมันในร่างกายอยู่นั้น ตัวเลขที่อยู่บนหน้าจออาจจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณสามารถเบิร์นไขมันเยอะและแต่อยากจะขอบอกเลย อย่าไปเชื้อตัวเลขที่อยู่บนเครื่องเลย เพราะตัวเลขที่อยู่บนเครื่องเหล่านั้นที่จริงแล้วมันเป็นแค่เพียงการคำนวณโดยคร่าว ๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นก็แปลว่าสิ่งที่คุณเห็นกับปริมาณแคลอรีที่คุณเบิร์นออกไปได้นั้นอาจจะไม่ใกล้เคียงกันเลย

       อยากมีหุ่นที่สวยหรือกล้ามหน้าท้องเท่ห์ๆ เราแค่ออกกำลังกายอย่างถูกต้องเท่านั้นเอง ความสำเร็จที่เริ่มต้นด้วยการ ทำนั้นจะส่งผล ให้เรามีจุดมุ่งหมาย หากท่าใดกำลังมองหายิมมวยหรืออยากเรียนมวยต่อยมวยมาเปิดประสบการณ์ได้ที่ เจริญทองมวยไทยยิม (Jaroenthong Muay Thai Gym)  ใกล้บ้านคุณกันนะครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก health.kapook

เตะแบบลงแข้งของนักมวย

เตะแบบลงแข้งของนักมวย

ตอนผมดูมวยตอนเด็กๆ คิดเสมอว่าทำไมนักมวยนั้นมีแรงเตะที่มากขนาดนั้น และสามารถน็อคได้หลายคนอีกด้วย การเจะแบบลงแข้งของนักมวยนั้นอันตรายมากวันนี้เราจะมาบอกวิธีกันว่าเตะอย่างไร

 

การเตะ


หมายถึง การใช้เท้าเป็นอาวุธในการต่อสู้มวยไทย ใช้ได้ดีเมื่อเป็นฝ่ายรุก หรือสกัดการรุกของคู่ต่อสู้ เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด เป็นอาวุธที่ยาวที่สุด ในร่างกายของมวยไทย
การเตะ มี 4 ประเภท  เตะเฉียง  เตะตัด  เตะตรง  เตะตวัดหลัง

เป็นการเตะทแยงขึ้น โดยเตะขึ้นเป็นมุม ๔๕ องศา โดยทั่วไปจะใช้เท้าหลังเป็นเท้าเตะเหวี่ยงขาทั้งท่อนขึ้นไปให้เข่างอเล็กน้อยเมื่อจะถึงเป้าหมาย ให้บิดเท้าเอากระดูกสันหน้าแข้งเข้าหาเป้าหมาย การเตะเฉียงให้รุนแรง จะต้องสืบเท้าเข้าหาคู่ต่อสู้บิดสันแข้งเข้าหาคู่ต่อสู้

 

     การเตะลงแข้งโดยใชส้นหน้าแข้งเป็นหนึ่งในหลายๆ อาวุธของมวยไทย ซึ่งจะใช้ช่วงระหว่างกลางหน้าแข้งไปถึงข้อเท้า แต่บางจังหวะก็ใช้ปลายเท้า ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเตะ ต้นกล้วย หรือการฝึกเตะกระสอบสอบมวยไทยที่ได้รับการปรับปรุงให้สำหรับฝึกมวยไทย ซึ่งจะแข็งเป็นพิเศษ เพื่อทำให้ปลายประสาทที่หน้าแข้ง

     เมื่อลงแข้งจะได้ไม่มีความรู้สึกถึงความเจ็บปวดและทำให้หน้าแข้งแข็งเป็นพิเศษครับ และด้วยท่วงท่าที่ออกแบบในการใช้น้ำหนักทั้งตัวร่วมด้วยในการเตะและการลงแข้ง

 

เริ่มโดยการฝึกท่ายืน

ก่อนจะลงแข้งได้หนักหน่วงเราต้องยืนอย่างถูกวิธีกันก่อนครับ

1.ให้ยืนปลายเท้าทั้งสองห่างกันเท่ากับไหล่หรือขนานกับไหล่ทั้ง 2 ข้าง

2.เขย่งปลายเท้าทั้งสองข้าง ให้ปลายเท้าสองหันขี้ไปด้านหน้า

3.ยืนเอียงตัว วางน้ำหนักให้เท้าหน้า(หรือเท้าซ้าย) เท้าหลัง(เท้าขวา)คืออาวุธที่ปล่อยออกไป (อยู่ในท่าการ์ดมวยที่เท้าซ้ายอยู่หน้า แล้วแต่ถนัดของบุคคล)

4.เท้าหน้า จะเป็นจดหมุนที่ตรึงอยู่กับพื้นหมุนได้ตามแรงเหวี่ยงที่จะเตะ

 

ฝึกการเตะแบบลงแข้ง

เหวี่ยงลำตัวและขาข้างที่ต้องการจะเตะไปด้านหน้า เหยียดขาให้ตรงในการเตะตลอดเวลา โดยพยายามยกขาให้สูงกว่าเอวไปด้วย และเน้นฝึกโดยการเตะลมในการเริ่มฝึกเพื่อจะได้ความคมในการเตะก่อน

เน้นเตะโดยให้สันหน้าแข้งเข้าเป้าหมาย พร้อมกับบิดสะโพกเอียงไปตามแรงเหวี่ยงเพื่อเพิ่มพลังในการเตะ

ในขณะที่เตะ มือและแขนข้างที่เตะ จะเหวี่ยงตามแรงวางด้านหน้า ไม่ต้องมีอาการเกร็งเพื่อจะได้ไม่ขัดกับทิศทางในการเตะ ในขณะเดียวกันแขนอีกข้างหนึ่งควรยกมาป้องหรือขวางกันหน้าตัวเองไว้ พร้อมเอนตัวออกไปด้านหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

การวอร์มร่างกายเพื่อการเตะแบบลงแข้งอย่างมีประสิทธิภาพ

1 โดยฝึกกระโดดเชือก หรือ กระโดดสปริงข้อเท้า หรือกระโดดกบ ยิ่งทำมาก ข้อเท้าแข็งแรงปลายเท้าก็จะสปริงตัวได้ไว ความเร็วในการเตะก็จะเพิ่มมากขึ้น

2 ยืนยกขาขึ้นงอเข่าที่ละข้าง หมุนสะโพกไปข้างหน้าและกลับหลัง ข้างละ 10-20 รอบ

 

มวยไทย ( muay thai ) นั้นมีอาวุธที่ให้ออกมากมาย หนึ่งในที่รุ่นแรงที่สุดนั้นก็คือลูกเตะครับ และจะแรงไปมากกว่านั้นอีก นั้นก็คือลูกเตะลงแข้งนั้นเอง เพราะหน้าแข้งจะเป็นส่วนที่แข็งมากที่สุดในร่างกาย  ฝากไว้นะครับผม

 

ใครที่อ่านแล้วรู้สึกฮึกเหิมในใจและอยากจะใส่นวมเตะต่อยออกกำลังกายบ้าง ขอเชิญที่ เจริญทอง มวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym )

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  maemaimuaythai

สูตรเด็ด 7 ขั้นตอน เบิร์นร่างกายสไตล์  บัวขาว

สูตรเด็ด 7 ขั้นตอน เบิร์นร่างกายสไตล์ บัวขาว

เป็นที่รู้กันดีว่า นัก มวยไทย ระดับโลกของประเทศไทยเรานั้นคงไปใครไม่ได้ นอกจาก บัวขาวนั้นเอง แต่รู้หรือไม่ว่าอยากมีหุ่นฟิตแบบเค้าจะทำอย่างไรเค้ามีเคล็ดลับอะไรถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้น

ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือชาย ใครๆ ก็อยากแข็งแรงหุ่นดี ฟิตเฟิร์ม สุขภาพดี มีซิกแพค ทำให้ในยุคนี้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าบางคนพยายามทำทุกวิถีทาง

 ออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ เห็นผลบ้างไม่เห็นผลบ้าง อย่างล่าสุดที่เป็นกระแส ฮอตฮิต เรียกได้ว่า ฟีเวอร์กันทั่วบ้านทั่วเมือง ก็ต้องการออกกำลังกายแบบ T25 แต่ในครั้งนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" ขอแหวกกระแสนำเสนอการออกกำลังที่มีหนึ่งเดียวในโลก มวย ไฟท์ โปร บาย บัวขาว การไหว้ครู ศิลปะการต่อย การเตะ เข่า ศอก อันเป็นลักษณะเฉพาะของมวยไทย ฯลฯ

นอกจากนี้แล้ว ด้านนายสมบัติ บัญชาเมฆ หรือ บัวขาว  เป็นการออกกำลังประเภทฟรีสไตล์ จากประสบการณ์จริงจากการชกมวย โดยนำมาจากหลักการซ้อมที่จำเป็นสำหรับนักมวยและคัดสรรให้เหลือเพียง 30 นาที ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้แก่ ข้อมือ แขน ขา และข้อเท้า และช่วยกระชับสัดส่วนที่ต้องการได้ เช่น ต้นแขน ต้นขา ตลอดจนฝึกประสานความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและสมองที่เน้นน้ำหนักตัว เป็นตัวสร้างแรงต้านเป็นหลัก ซึ่งประกอบไปด้วย การออกกำลังกาย 7 ขั้นตอนใหญ่ๆ ได้แก่

 

ท่าไหว้ครู เริ่มต้นด้วยการไหว้ครู เพื่อแสดงความเคารพต่อครูอาจารย์ พร้อมยืดเส้นสายให้พร้อมกับการต่อสู้

 

การชก เป็นชุดท่าที่รวมศิลปะการต่อย การใช้ศอก ออกหมัด เช่น หมัดตรง หมัดงัด หมัดตวัด ศอกกลับ โดยผู้เล่นจะเริ่มใช้แรงมากขึ้นเพื่อเผาผลาญพลังงาน

 

สร้างกล้ามเนื้อ เป็นชุดท่าที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนบนร่างกาย เช่น การดันพื้น ฯลฯ โดยผู้เล่นจะสามารถสร้างกล้ามเนื้อตลอดจนกระชับสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

ลูกเตะ เป็นชุดท่าที่เน้นการเตะเป็นลักษณะเฉพาะของมวยไทย อาทิ การเตะตรง เตะเฉียง เตะตัด หรือกลับหลังเตะ โดยมีกระสอบทรายเป็นอุปกรณ์

 

เพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ เป็นชุดท่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของลำตัวส่วนล่าง โดยจะได้ในส่วนต้น ขา น่อง สะโพก ฯลฯ โดยท่าที่ใช้ เช่น สควอท ลังจ์

 

ท่าฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เป็นชุดท่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของส่วนกลางลำตัวอันเป็นหัวใจหลัก ของการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยท่านี้ทำให้การออกอาวุธในกีฬา มวยมีพลัง หนักหน่วง และแม่นยำมากขึ้น

ท่าสุดท้ายจะเป็นท่าที่สำคัญมากๆเลยนะครับเพราะว่า จะกลับเข้าสู่โหมดปกติที่ทำให้กล้ามเนื้อมีภาวะปกติได้

 

ท่ายืดกล้ามเนื้อ ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อนำร่างกายสู่ภาวะปกติ เพื่อลดความเสี่ยง ต่อการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

 

บัวขาว ยังบอกกับเราอีกว่า มวย ไฟท์ โปร บายบัวขาว หรือ มวยไทย เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะการป้องกันตัวและต้องการเผาผลาญแคลอรี หรือลดน้ำหนักในเวลาสั้น เพราะคลาสนี้สามารถเผาผลาญแคลอรี ได้ถึง 300-400 แคลอรี ในเวลา 30 นาที อีกทั้งยังสนุกและได้รู้จักศิลปะแม่ไม้มวยไทยมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญผู้เล่นจะมีการพัฒนาในหลายด้านพร้อมๆ กัน เช่น ความแข็งแรง สมาธิ ความว่องไว การสร้างกล้ามเนื้อ อันเป็นลักษณะเฉพาะของมวยไทย โดยอยากจะให้ทุกคนได้มาทดลอง เพื่อสุขภาพที่ดีและเป็นการร่วมส่งเสริมศิลปะการต่อสู้เฉพาะของชาวไทยด้วยกัน

 

     อยากมีหุ่นที่สวยหรือกล้ามหน้าท้องเท่ห์ๆ เราแค่ออกกำลังกายอย่างถูกต้องเท่านั้นเอง ความสำเร็จที่เริ่มต้นด้วยการ ทำนั้นจะส่งผล ให้เรามีจุดมุ่งหมาย หากท่าใดกำลังมองหายิมมวยหรืออยากเรียนมวยต่อยมวยมาเปิดประสบการณ์ได้ที่ เจริญทองมวยไทยยิม (Jaroenthong Muay Thai Gym)  ใกล้บ้านคุณกันนะครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  thairath

สังเวียนมวย

สังเวียนมวย

พูดถึงมวยไทย หรือ มวยสากล จะต้องคู่กับคนไทยและมีศิลปะการต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังบนเวทีหรือสังเวียนมวยนั้นเอง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเจ้าสังเวียนมวยกันมาทำมาจากอะไร

สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย หรือ สนามมวย (อังกฤษ: Boxing ring) เป็นสนามกีฬาสำหรับใช้การแข่งขันกีฬามวย ไม่ว่าจะเป็นมวยไทยหรือมวยสากล โดยมากแล้วสังเวียนมวยมักจะเป็นสนามกีฬาในร่ม เว้นแต่สังเวียนมวยชั่วคราว

 

สนามมวย

     ที่เรียกกันว่าสนาม ครั้งก่อนๆนั้นเป็นสนามจริงๆ คือนายสนามเอาเชือกมากั้นพอเป็นบริเวณเข้า แล้วมวยก็คาดเชือกชกกันบนพื้นดิน ใช้จอกหรือกะลาเจาะรูลอยน้ำเป็นมาตรากำหนดเวลา จมครั้งหนึ่งเรียกว่ายกหนึ่ง การต่อสู้ตามความรู้สึกในขณะนั้นเรียกว่าตื่นเต้น แต่ถ้าหากให้ชกกันเดี๋ยวนี้ก็คงจะถูกผู้ดูให้ลงกรรมการไล่ลงหรือออกจากเวทีแน่เพราะกว่าจะชกกันแต่ละครั้งนั้นนานจนเมื่อยตา

 

ตามกติกาสากลแล้ว สังเวียนมวยที่ได้มาตรฐานจะต้องมีลักษณะดังนี้

 

สังเวียนต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดเล็กด้านละ 20 ฟุต (6.10 เมตร) ขนาดใหญ่ด้านละ 24 ฟุต (7.30 เมตร) วัดภายในเส้นเชือก พื้นเวทีสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 3 ฟุต แต่ไม่สูงกว่า 4 ฟุต

 

 เชือกกั้น ต้องมีเชือก 4 เส้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์ไม่น้อยกว่า 1½ นิ้ว ขึงติดกับเสาที่มุม สูงจากพื้นเวทีขึ้นไป 16, 32, 48 และ 60 นิ้ว ตามลำดับ ให้หุ้มเชือกด้วยวัสดุอ่อนนุ่มและเรียบ ที่มุมเชือกด้านในต้องหุ้มด้วยวัสดุอย่างอ่อน เชือกแต่ละด้านของสังเวียนต้องผูกยึดกันด้วยผ้าเหนียวสองชิ้น ซึ่งมีขนาดกว้าง 1 – 1½ นิ้ว โดยมีระยะห่างที่เท่า ๆ กันและผ้าที่ผูกนั้นต้องไม่ลื่นไปตามเชือก

 

พื้นเวที ต้องปลอดภัยได้ระดับ ปราศจากสิ่งกีดขวางใด ๆ และต้องยื่นออกไปนอกเชือกอย่างน้อย 20 นิ้ว ต้องปูด้วยสักหลาด ยางหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม มีลักษณะยืดหยุ่นได้ มีความหนาไม่น้อยกว่า 1 ½ นิ้ว ปูทับด้วยผ้าตึงคลุมพื้นเวทีทั้งหมด

 

มุมสังเวียน ต้องตั้งเสาที่มุมทั้งสี่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว สูงขึ้นไปจากเวที 60 นิ้ว พร้อมทั้งหุ้มนวมที่มุมภายในเส้นเชือกให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับนักมวย มุมแดงคือมุมสังเวียนด้านซ้ายมือใกล้กับประธานกรรมการควบคุมการแข่งขันหรือประธานคณะลูกขุน

 

บันได มี 3 บันได กว้างไม่น้อยกว่า 3 ฟุต ไว้ที่มุมต้องข้ามของเวทีสองบันไดเพื่อให้นักมวยและพี่เลี้ยงขึ้นลง ส่วนอีกบันไดหนึ่งนั้นให้อยู่ที่มุมตรงกลางสำหรับผู้ชี้ขาดและแพทย์

 

กล่องพลาสติก ที่มุมกลางทั้งสองมุมนอกสังเวียนให้ติดล่องพลาสติกมุมละกล่อง เพื่อให้ผู้ชี้ขาดทิ้งสำลีหรือกระดาษบาง ๆ ที่ซับเลือดแล้ว

 

 สังเวียนเพิ่มเติม อาจใช้สังเวียน 2 สังเวียน ในการแข่งขันที่มีนักกีฬามาก หรือชิงชนะนัดสำคัญ ๆ ได้สำหรับสนามมวยที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ในประเทศไทย ได้แก่ สนามมวยราชดำเนิน, สนามมวยเวทีลุมพินี ในต่างประเทศ อาทิ นิปปงบุโดกัง, โคระกุเอ็งฮอล ในประเทศญี่ปุ่น และเมดิสันสแควร์การ์เดน ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

     จะเห็นได้ว่านักมวยก็ต้องคู่กับ สังเวียนมวยและก็คู่ฝึกที่ดี เห็นไหมครับว่าการต่อยมวยนั้นไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย ออกแรงไปอย่างเดียว ยังมีอีกหลายปัจจัยของนักมวย

     หากท่านใดกำลังมองหาที่ฝึกมวย หรือ กำลังอยากจะเรียนมวย เรามีโค้ชดีและ อุปกรณ์ซ้อม มวยไทย ครบและถูกต้องตามหลักสากลอีกด้วย เรายินดีให้บริการครับ

 

ด้วยความปราถนาดีจาก  เจริญทอง มวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym )

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  sites.google

9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมวยไทย

9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมวยไทย

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชนชาติไทยมาตั้งแต่โบราณ นับเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เก่าแก่ประเภทหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ วันนี้เรามีเกร็ดความรู้ที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับมวยไทยมาฝากกัน

 

     กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้เห็นความสำคัญ มวยไทย ( Muay Thai ) จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียน “มวยไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของมวยไทย มาดูกันว่า 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมวยไทย มีอะไรกันบ้าง !

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 1 : ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 9

     เมื่อก่อนมวยไทย ( Muay Thai ) ถูกเรียกว่า "ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 9" ( Art of nine Limbs ) เพราะมีการต่อสู้โดยใช้อาวุธบนร่างกายทั้งหมด 9 จุด (นวอาวุธ) ได้แก่ หมัด 2, ศอก 2, เข่า 2,เท้า 2 และ หัว 1

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 2 : ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8

     เมื่อกี้ยังเป็นศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 9 แต่ไหงทำไมเหลือแค่ 8 ! ปัจจุบันชาวต่างชาติ มักจะรู้จักมวยไทย ( Muay Thai ) ในนาม “ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8” ( Art of Eight Limbs ) นั่นก็เพราะว่า กติกามวยไทยปัจจุบัน ตัดการใช้หัวโขกออกไป และยก “ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 9 ( Art of Nine Limbs ) ให้เป็นของมวยพม่าแทน เพราะมวยพม่ายังสามารถใช้หัวโขกได้

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 3 : มวยคาดเชือก

     มวยไทยในอดีตต่อสู้ด้วยมือเปล่า หรือใช้ด้ายดิบ ที่เรียกว่า “คาดเชือก” ในการพันมือบ้างก็ไปถึงศอก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของมือและแขน นอกจากป้องกันการบาดเจ็บแล้วการคาดเชือกยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการออกอาวุธด้วย

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 4 : สนามมวยแห่งแรก

     รู้กันหรือไม่ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี (แมค เศียรเสวี) ได้เริ่มจัดแข่งขันมวยไทยอาชีพครั้งแรกที่ “สนามมวยสวนกุหลาบ” ซึ่งเป็นสนามมวยถาวรแห่งแรกที่จัดการแข่งขันเป็นประจำ ต่อมาจึงเกิดสนามมวยอื่นๆ อีกมากมาย

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 5 : เวทีมวยระดับมาตรฐานแห่งแรกของประเทศไทย

     จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น้อมสนองพระราชดำริและมอบหมายให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง “สนามมวยราชดำเนิน” หรือ “เวทีมวยราชดำเนิน” ( Rajadumnern Stadium ) ขึ้น โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2484 และเสร็จสิ้นหลังสงครามในปี 2488 และเปิดทำการชกครั้งแรกในวันที่ 23 ธ.ค. 2488 โดยมีนายปราโมทย์ พึ่งสุนทร เป็นนายสนามคนแรก และเวทีมวยราชดำเนิน ได้กลายเป็นเวทีมวยระดับมาตรฐาน 1 ใน 2 ของประเทศไทย

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 6 : พระเจ้าเสือ กษัตริย์ผู้โปรดการชกมวย

     ในประวัติศาสตร์ถ้าใครได้ศึกษาหาอ่านจะรู้ว่า “สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8” พระมหากษัตริย์องค์ที่ 29 แห่งกรุงศรีอยุธยา หรือ “พระเจ้าเสือ” พระองค์เป็นกษัตริย์ที่โปรดการชกมวยมาก ทรงคิดท่าแม่ไม้มวยไทยขึ้นมาเป็นแบบฉบับเฉพาะพระองค์ เรียกว่า “มวยไทยตำรับพระเจ้าเสือ” และได้รับการถ่ายทอดเป็นตำรามวยไทยให้แก่คนรุ่นหลังจนถึงทุกวันนี้

 

     ครั้งหนึ่งพระองค์ยังเคยปลอมองค์โดยแต่งกายเป็นชาวบ้าน ออกไปชกมวยกับนักมวยฝีมือดีของอำเภอวิเศษไชยชาญ และสามารถชกชนะนักมวยเอกถึง 3 คน ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย, นายใหญ่ หมัดเหล็ก และ นายเล็ก หมัดหนัก อีกด้วย

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 7 : “ขุนหมื่นครูมวย”

     ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดแข่งขันมวยคาดเชือกหน้าพระที่นั่ง ณ บริเวณหน้าพลับพลาทรงธรรม สวนมิสกวัน ในงานศพของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช โดยให้หัวเมืองทั่วประเทศคัดเลือกนักมวยฝีมือดีเข้าแข่งขัน หากนักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทรงโปรดฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็น ขุนหมื่นครูมวยถือศักดินา 300 จำนวน 3 คน คือ

- นายปล่อง จำนงทอง จากเมืองไชยา เป็น หมื่นมวยมีชื่อ

- นายกลึง โตสะอาด จากเมืองลพบุรี เป็น หมื่นมือแม่นหมัด

- นายแดง ไทยประเสริฐ จากเมืองโคราช เป็น หมื่นชงัดเชิงชก

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 8 : หนุมานถวายแหวน อันลือลั่น

     นักมวยท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์ นายแพ เลี้ยงประเสริฐ” ผู้ที่ชก “นายเจีย พระตะบอง” นักมวยฝีมือดีจากแถบชายแดนตะวันออก ด้วยการสืบทิ่มหมัดหงาย เข้าที่ลูกกระเดือกในท่า “หนุมานถวายแหวน” อันลือลั่น จนนายเจียถึงกับหมดสติและสิ้นใจในเวลาต่อมา อันถือเป็นอุบัติเหตุและเป็นเหตุการณ์สำคัญในยุคสนามมวยหลักเมือง (ร.7 พ.ศ. 2466-2472)

     เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กฎกติกามวย ตลอดจนมีการบังคับให้สวมนวมแบบสากลแทน

 

เรื่องน่ารู้เรื่องที่ 9

     กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้มีการสถาปนา “วันมวยไทย” ขึ้น โดยได้พิจารณาจากข้อเสนอต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ซึ่งในที่สุดได้เห็นชอบให้วันขึ้นเสวยราชสมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (สมเด็จพระเจ้าเสือ) คือ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น “วันมวยไทย”

 

     ใครที่อ่านแล้วรู้สึกฮึกเหิมในใจและอยากจะใส่นวมเตะต่อยออกกำลังกายบ้าง ขอเชิญที่ เจริญทอง มวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym )

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก ignitefightclub

มวยไทยทั้ง 5 สาย

มวยไทยทั้ง 5 สาย

  มวยไทยประวัติความเป็นมาศึกษา เอกลักษณ์ กระบวนท่า ระเบียบประเพณี และวัฒนธรรมประเพณีของมวยไทย 5 สาย คือ มวยไทยสายไชยา มวยไทยสายโคราช มวยไทยสายลพบุรี มวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย และมวยไทยสายพลศึกษา

 

มวยไทยสายไชยา 


   1. ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายไชยา พบว่า มวยไทยสายไชยาจากอดีตถึงปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค

          1.1 ยุคแรก กำเนิดขึ้นจากพ่อท่านมาหรือหลวงพ่อมา อดีตนายทหารจากพระนคร สมัยรัชกาลที่ 3 ฝึกมวยให้กับชาวเมืองไชยา และพระยาวจีสัตยารักษ์ เป็นปฐมศิษย์

          1.2. ยุคเฟื่องฟู ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงโปรดฯ ให้มีการชกมวยหน้าพระที่นั่งในงานพระเมรุ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช จากนั้นได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นักมวยจากเมืองไชยา คือ นายปรง จำนงทอง

          1.3. ยุคเปลี่ยนแปลง ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นักมวยคาดเชือกชื่อนายแพ เลี้ยงประเสริฐ ชกกับนายเจียร์ พระตะบอง ถึงแก่ความตาย รัฐบาล จึงประกาศให้มีการสวมนวมแทนการคาดเชือก และในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 เกิดขึ้นเพราะต้องรื้อเวทีและพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดบรมธาตุไชยา มรณภาพลงมวยไทยสายไชยาจึงสิ้นสุดลง
          1.4. ยุคอนุรักษ์ หลังจากสิ้นสุดสมัยพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) มวยไทยสาย ไชยา 
เริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวไชยา อย่างไรก็ตามยังมีผู้ที่เคยเรียนมวยไทยสายไชยา แล้วนำมาสืบทอดต่ออีกหลาย

   2. เอกลักษณ์ของมวยไทยสายไชยา พบว่า มีทั้งหมด 6 ด้าน คือ การตั้งท่ามวยหรือการจดมวยท่าครูหรือท่าย่างสามขุม การร่ายรำไหว้ครู การพันหมัดแบบคาดเชือก การแต่งกายและการฝึกซ้อม

   3. กระบวนท่าของมวยไทยสายไชยา พบว่า มีทั้งหมด 5 ชุด คือ แม่ไม้มวยไทยสายไชยา ท่าบริหารกายเพื่อพาหุยุทธ์ ท่ามวยไทยสายไชยาพาหุยุทธ์ เคล็ดมวยไทยสายไชยา และลูกไม้ มวยไทยสายไชยา

   4. ระเบียบประเพณีของมวยไทยสายไชยาและระเบียบการแข่งขันมวยไทยสายไชยา

 

มวยไทยสายโคราช 


   1. ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายโคราช มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย โดยมีเป้าหมายในการปกป้องประเทศชาติ อีกทั้งโคราชเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอก ที่ต้องทำการรบกับ ผู้รุกรานอยู่เสมอ จึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมาหลายชั่วอายุคน 
เมื่อบ้านเมืองสงบ มวยไทยจึงพัฒนามาเป็นศิลปวัฒนธรรมทางการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติไทย
    
   2. เอกลักษณ์ของมวยไทยสายโคราช พบว่า สวมกางเกงขาสั้นไม่สวมเสื้อ สวมมงคลที่ศีรษะขณะชกและที่พิเศษที่แตกต่างไปจากมวยภาคอื่น ๆ คือ การพันหมัดแบบคาดเชือกตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอก เพราะมวยไทยสายโคราช เวลาต่อย เตะวงกว้าง และใช้หมัดเหวี่ยงควาย 
  3. กระบวนท่าของมวยไทยสายโคราช พบว่า มีการฝึกตามขั้นตอน ฝึกโดยการใช้ธรรมชาติ เมื่อเกิดความคล่องแคล่วแล้วทำพิธียกครู แล้วให้ย่างสามขุมและฝึกท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ท่าฝึกลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ฝึกท่าแม่ไม้สำคัญสำคัญ ประกอบด้วย ท่าแม่ไม้ครู 5 ท่า และท่าแม่ไม้สำคัญโบราณ 21 ท่า แล้วก็มีโครงมวยเป็นคติสอนนักมวยด้วย พร้อมทั้งคำแนะนำเตือนสติไม่ให้เกรงกลัวคู่ตู่สู้
   4. ระเบียบประเพณีของมวยไทยสายโคราช วิธีจัดการชกมวยนิยมจัดชกในงานศพที่ลานวัด 
การเปรียบมวยให้ทหารตีฆ้องไปตามหมู่บ้านแล้วร้องบอก ให้ทราบทั่วกัน เมื่อเปรียบได้แล้วให้นักมวย มาชกประลองฝีมือกันก่อนหากฝีมือทัดเทียมกันก็ให้ชก

มวยไทยสายโคราช 
   1. ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายโคราช มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย โดยมีเป้าหมายในการปกป้องประเทศชาติ อีกทั้งโคราชเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอก ที่ต้องทำการรบกับ ผู้รุกรานอยู่เสมอ จึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมาหลายชั่วอายุคน 

    
   2. เอกลักษณ์ของมวยไทยสายโคราช พบว่า สวมกางเกงขาสั้นไม่สวมเสื้อ สวมมงคลที่ศีรษะขณะชกและที่พิเศษที่แตกต่างไปจากมวยภาคอื่น ๆ คือ การพันหมัดแบบคาดเชือกตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอก เพราะมวยไทยสายโคราช เวลาต่อย เตะวงกว้าง และใช้หมัดเหวี่ยงควาย 


  3. กระบวนท่าของมวยไทยสายโคราช พบว่า มีการฝึกตามขั้นตอน ฝึกโดยการใช้ธรรมชาติ เมื่อเกิดความคล่องแคล่วแล้วทำพิธียกครู แล้วให้ย่างสามขุมและฝึกท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ท่าฝึกลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ฝึกท่าแม่ไม้สำคัญสำคัญ ประกอบด้วย ท่าแม่ไม้ครู 5 ท่า และท่าแม่ไม้สำคัญโบราณ 21 ท่า แล้วก็มีโครงมวยเป็นคติสอนนักมวยด้วย พร้อมทั้

คำแนะนำเตือนสติไม่ให้เกรงกลัวคู่ตู่สู้
   4. ระเบียบประเพณีของมวยไทยสายโคราช วิธีจัดการชกมวยนิยมจัดชกในงานศพที่ลานวัด 
การเปรียบมวยให้ทหารตีฆ้องไปตามหมู่บ้านแล้วร้องบอก ให้ทราบทั่วกัน เมื่อเปรียบได้แล้วให้นักมวย มาชกประลองฝีมือกันก่อนหากฝีมือทัดเทียมกันก็ให้ชก

 

มวยไทยสายลพบุรี 
    1. ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายลพบุรี มีวิวัฒนาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่าง ทำให้มวยไทยสายลพบุรี แบ่งช่วงเวลาต่าง ๆ ตามความสำคัญเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 อยู่ระหว่าง ปีพุทธศักราช 1200–2198 นับเป็นช่วงเริ่มต้นของมวยไทยสายลพบุรี มีปรมาจารย์สุกะทันตะฤๅษี เป็นผู้ก่อตั้งสำนักขึ้นที่เทือกเขาสมอคอน เมืองลพบุรี มีลูกศิษย์ชุดสุดท้ายคือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ช่วงที่ 2  อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2199 – 2410 ถือเป็นช่วงสืบทอดของมวยไทยสายลพบุรี ซึ่งมวยไทยสายลพบุรีเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในสมัยนี้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ ที่ส่งเสริมมวยลพบุรี  อย่างกว้างขวาง มีการจัดการแข่งขัน กำหนดขอบเขตสังเวียนและมีกติกาการชก โดยมีพระพุทธเจ้าเสือ

   2. เอกลักษณ์ของมวยไทยสายลพบุรี พบว่า เป็นมวยที่ชกฉลาด รุกรับคล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงได้แม่นยำ เรียกลักษณะการต่อยมวยแบบนี้ว่า มวยเกี้ยวซึ่งหมายถึง มวยที่ใช้ชั้นเชิงเข้าทำคู่ต่อสู้โดยใช้กลลวงมากมาย จะเคลื่อนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อหลบหลีกได้ดี สายตาดี รุกรับ และออกอาวุธหมัดเท้าเข่าศอกได้อย่างรวดเร็ว สมกับ ฉายาฉลาดลพบุรี

    3. กระบวนท่าของมวยไทยสายลพบุรี พบว่า มี 16 กระบวนท่า ได้แก่ กระบวนท่ายอเขาพระสุเมรุ หักงวงไอยรา ขุนยักษ์จับลิง หักคอเอราวัณ เอราวัณเสยงา ขุนยักษ์พานาง พระรามน้าวศร กวางเหลียวหลัง หิรัญม้วนแผ่นดิน หนุมานถวายแหวน ล้มพลอยอาย ลิงชิงลูกไม้ คชสารถองหญ้า คชสารแทงงา ลิงพลิ้ว
และหนุมานถอนตอ
   4. ระเบียบประเพณีของมวยไทยสายลพบุรี แบ่งได้เป็น 3 หัวข้อ คือ 
       ก) มวยไทยสายลพบุรี มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับวัดในพุทธศาสนา เนื่องจากแหล่งฝึกมวยเกิดจากพระสงฆ์ ที่อยู่ในวัด 
       ข) ความเป็นมาของกระบวนท่าศิลปะมวยไทยสายลพบุรี เป็นกระบวนท่าที่ผสมกลมกลืนจากการหล่อหลอมและเลียนแบบท่าทางของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ลิง และ ช้าง ที่มีอยู่มากในเมืองลพบุรี ตลอดจนจากตำนานการสร้างเมืองลพบุรี 
     ค) รากเหง้าที่มาของศิลปะมวยไทยสายลพบุรี มาจากหลายสำนักเพราะบรรพชนของมวยไทยที่กระจัดกระจายในแต่ละท้องถิ่น รากเหง้าที่มาจึงไม่ชัดเจน แต่พออนุมานได้ว่า เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มาจากองค์ความรู้ที่หลากหลายในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีแนวทางเฉพาะตน

 

มวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย


   1. ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย พบว่า พระยาพิชัยดาบหัก เดิมชื่อจ้อย เกิดที่บ้านห้วยคา เมืองพิชัย ปัจจุบันคืออำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่ออายุ 8 ปี บิดานำตัวไปฝากเรียนกับท่านพระครูวัดมหาธาตุเมืองพิชัย จากนั้นได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนมวยกับครูเที่ยงและเปลี่ยนชื่อเป็นทองดี ครูเที่ยงเรียกว่าทองดี ฟันขาว เรียนมวยสำเร็จ ได้ออกเดินทางขึ้นเหนือต่อเพื่อไปเรียนมวยกับครูเมฆแห่งบ้านท่าเสาได้ไปพักอยู่ที่วัดวังเตาหม้อ (วัดท่าถนนปัจจุบัน) และได้ฝึกหกคะเมนตีลังกาเรียนแบบงิ้วแสดงและนำมาฝึกผสมผสานกับท่ามวย จากนั้นได้เดินทางต่อไปจนถึงสำนักมวยครูเมฆแห่งบ้านท่าเสาและได้ฝากตัวเป็นศิษย์ครูเมฆ

2. เอกลักษณ์มวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย พบว่า มวยไทยสายพระยาพิชัย มีเอกลักษณ์เด่น 5 ประการ คือ การยืนมวยหรือจดมวยยืนน้ำหนักอยู่เท้าหลัง การร่ายรำไหว้ครู ท่านั่งต้องส่องเมฆก่อนยืน มงคลและประเจียด เป็นมงคลถักสีแดงลงอาคมและมีประเจียดข้างเดียว พิธีกรรม เป็นพิธีที่สำคัญมี 3 พิธี ได้แก่ ยกครูหรือขึ้นครู ไหว้ครูและครอบครูไม้มวยมีทั้งอ่อนแข็งอยู่ในคราวเดียวกันจะถนัดเรื่อง การใช้เท้าเป็นอาวุธที่รวดเร็ว

 3. กระบวนท่าของมวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย พบว่า มีกระบวนท่าการชก 15 ไม้ ประกอบด้วย หมัดตรง หมัดครึ่งศอก ครึ่งหมัดครึ่งศอกได้ หมัดเหวี่ยงหรือหมัดขว้าง หมัดตบหรือหมัดเหวี่ยงสั้น หมัดตบหรือหมัดเฉียงสั้น หมัดเหวี่ยงขึ้นตรง หมัดเหวี่ยงกลับ หมัดงัด หมัดเสย หมัดสอยดาว หมัดหงาย หมัดเหวี่ยงบนยาว หมัดจิกหรือหมัดฉก หมัดเสือหรือหมัดมะเหงก หมัดคู่ หมัดอัด และหมัดตวัด 

 4. ระเบียบประเพณีของมวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย พบว่า แบบแผนประเพณีของมวยไทย สายท่าเสาและพระยาพิชัย ประกอบด้วยการขึ้นครูหรือยกครู การไหว้ครูประจำปี การครอบครู และการรำไหว้ครูก่อนชก

 

มวยไทยสายพลศึกษา


   1. ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายพลศึกษา มวยไทยสายพลศึกษาได้ก่อกำเนิดมาพร้อมกับการจัดตั้งสามัคยาจารย์สมาคม เพื่อจัดเป็นสถานที่การออกกำลังกาย สำหรับประชาชนทั่วไป 
ปี พ.ศ.2497 โรงเรียนพลศึกษากลาง ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ การเรียนการสอน ก็ยังคงมีการเรียนมวยไทยเหมือนเดิม โดยมีมวยไทยเป็นหมวดวิชาไม่บังคับ หลังจากนาวาเอกหลวงศุภชลาศัย 
ได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา ได้ของบประมาณสร้างสนามกีฬาแห่งชาติขึ้นที่บริเวณตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน กรุงเทพมหานครฯ และเรียกว่าสนามกีฬาแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน โรงเรียนพลศึกษากลางมีการจัดการเรียนการสอนเต็มเวลา 5 ปี

 2. เอกลักษณ์ของมวยไทยสายพลศึกษา พบว่า มีทั้งหมด 3 ด้าน คือ เอกลักษณ์ด้านการแต่งกาย เอกลักษณ์ด้านการไหว้ครูและร่ายรำมวยไทย เอกลักษณ์ด้านการเรียนการสอน

   3. กระบวนท่าของมวยไทยสายพลศึกษา พบว่า ประกอบด้วย กลวิธีการใช้หมัด กลวิธีการใช้เท้า กลวิธีการใช้เข่า กลวิธีการใช้ศอก แม่ไม้มวยไทย และลูกไม้มวยไทย

   4. ระเบียบประเพณีของมวยไทยสายพลศึกษา ระเบียบแบบแผนและประเพณีของมวยไทยสายพลศึกษาสามารถแยกออกเป็นประเด็นได้ดังนี้ พิธีการขึ้นครู หรือการยกครู พิธีการไหว้ครู และเครื่องดนตรีประกอบ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก culture

แม่ไม้มวยไทย 15 ท่า

แม่ไม้มวยไทย 15 ท่า

จำได้ไหมในตอนเด็กๆ ที่เคยดูในละครย้อนยุคหรือหนังภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับมวยไทยหรือมีการต่อสู้แบบศิลปะพื้นบ้านอย่างมวยไทย ก็จะมีท่าต่างๆ ที่มีชื่อแปลกๆ ของมัน และทุกครั้งที่ได้ยินก็จะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง

 

     สำหรับวันนี้มวยไทย 15 ท่าสำคัญขนาดยอดเยี่ยม โบราณาจารย์ผู้ทรงคุณ ท่านได้จัดแบ่งไว้ 15 ท่า คือ การใช้ หมัด ศอก เข่า เท้า มีทั้งรุก และรับ ในจังหวะสถานการณ์ต่าง ๆ กันตั้งเป็นชื่อกล ต่าง ๆ เพื่อการจดจำ

 

กล  1 สลับฟันปลา (รับวงนอก)

     แม่ไม้กล 1 นี้ เป็นไม้หลักหรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้รับและหลบหมัดตรงของคู่ปรปักษ์ที่ชกนำอย่างรุนแรง และหนักหน่วง หลบออกวงนอก นอกลำแขนของคู่ปรปักษ์ ทำให้หมัดตรงของผู้ชกเลยหน้าไป

ก. ฝ่ายรุกชกด้วยหมัดตรงซ้าย พร้อมกับตัวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า หมายชกบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบไปทางกึ่งขวา 1 ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไปทางขวาประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อย ศีรษะและตัวหลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ทันใดใช้มือขวาจับกำคว่ำที่แขนท่อนบน ของฝ่ายรุก มือซ้าย จับ กำ หงาย ที่ข้อมือของฝ่ายรุก (ท่าคล้ายจับหักแขน)

 

กล 2 ปักษาแหวกรัง (รับวงใน)

ก. ฝ่ายรุกชกใบหน้าฝ่ายรับด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าสืบไปข้างหน้า เฉียงไปทางกึ่งซ้ายเล็กน้อยภายในแขนซ้ายของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ 60  องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าซ้าย ทันใดให้งอแขนทั้ง 2 ขึ้น ปะทะแขนท่อนบนและท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว หมัดของ ฝ่ายรับทั้งคู่ ชิดกัน (คล้ายท่าพนมมือ) ศอกกางประมาณ 1คืบ ศีรษะและใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอย ชำเลืองดูหมัดขวา ของฝ่ายรุก

 

กล 3 ชวาซัดหอก (ศอกวงนอก)

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดตรงซ้ายยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไปทางกึ่งขวา ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา ทันใดรีบงอแขนซ้าย ใช้ศอกกระแทก ชายโครงใต้แขนซ้ายของฝ่ายรุก

 

กล 4 อิเหนาแทงกฤช (ศอกวงใน)

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยตัวเอนประมาณ ๖๐ องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าซ้าย งอศอกขวา ขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก ตอบด้วยแขนซ้าย

 

กล 5 ยกเขาพระสุเมรุ (ต่อยตั้งหมัดต่ำก้มตัว 45องศา)

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำเข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวา ขาซ้ายตึง ย่อตัวต่ำเอนไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนขาขวา ทันใดนั้น ให้ยืดเท้าขวายกตัวเป็นแหนบ พร้อมกับพุ่งหมัดชกขวาเสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคาง ของฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง

 

กล 6 ตาเถรค้ำฟัก (ต่อยคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา)

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าของฝ่ายรุก ทางกึ่งขวาของวงหมัดภายในของฝ่ายรุกที่ชกมา งอเข่าซ้าย เล็กน้อยใช้หมัดซ้าย ชกใต้คางของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนยวาที่งอป้องหมัดซ้ายฝ่ายรุกที่ชกมาให้พ้นตัว

 

กล 7 มอญยันหลัก (รับต่อยด้วยถีบ)

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ ผลักตัวเอนไปทางขวา เอนตัวหนีฝ่ายรุกประมาณ ๔๕ องศา ยืนบนเท้าขวา แขนทั้ง 2 งออยู่ตรงหน้า เหลียวดู ฝ่ายรุก ทันใดนั้น ยกเท้าซ้ายถีบที่ยอดอก หรือท้องน้อยของฝ่ายรุกให้กระเด็นห่างออกไป

 

กล 8 ปักลูกทอย (รับเตะด้วยศอก)

     ใช้รับการเตะกราดของคู่ต่อสู้ โดยใช้ศอกรับสลับกัน

ก. ฝ่ายรุก ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ จากขวาไปซ้าย โน้มตัว เล็กน้อย งอแขนทั้ง ๓ ป้องกันตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัวไปทางซ้าย พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายฉากไปข้างหลัง ใช้แขนขวางอศอกขึ้นรับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกันอยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกันพลาดถูกใบหน้า

 

กล 9 จระเข้ฟาดหาง (รับต่อยด้วยเตะ)

     แม่ไม้นี้ใช้ส้นเท้าฟาดไปทางด้านหลัง เมื่อคู่ต่อสู้พลาดแล้วถลันเสียหลัก จึง หมุนตัวเตะด้วยลูกเหวี่ยงส้นเท้า
ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า
ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวากระโดดไปทางกึ่งขวา ให้พ้นหมัดฝ่ายรุก แขนงอกำบังตรงหน้าแล้วใช้เท้าซ้าย เป็นหลักหมุนตัว เตะด้วยส้นเท้าขวาบริเวณท้องหรือคอ

 

กล 10 หักงวงไอยรา (ถองโคนขา)

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังชายโครงของฝ่ายรับ งอแขนทั้ง ๒ บังอยู่ตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาเข้าหาฝ่ายรุกตรงหน้าเกือบประชิดตัว ข้างตัวไปทางซ้าย เข่าขวางอ เท้าซ้ายเหยียดตรง ทันใด เอามือซ้ายจับเท้าขวาของฝ่ายรุก ต้องพยายามยกขาฝ่ายรุกให้สูง กันฝ่ายรุกใช้ศอกถองศีรษะ

 

กล 11 นาคาบิดหาง (บิดขาจับตีเข่าที่น่อง)

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ แขนทั้ง ๒ งออยู่ตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัวไปทางซ้าย ยืนบนเท้าซ้าย มือซ้ายจับส้นเท้าของฝ่ายรุก มือขวาจับที่ปลายเท้าบิดออกนอกตัว ทันใดนั้น รีบยกเข่าขวาตีที่น่องของฝ่ายรุก

 

กล 12 วิรุณหกกลับ (รับเตะด้วยถีบ)

     แม่ไม้นี้ ใช้รับการเตะโดยใช้ส้นเท้า กระแทกที่บริเวณโคนขา
ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าซ้ายเตะกลาง ลำตัวบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ
ข.ฝ่ายรับ รีบยกเท้าซ้ายถีบไปที่ บริเวณโคนขาซ้ายของฝ่ายรุกพร้อมยกแขน ทั้งสองกันด้านหน้า การถีบนั้นต้องถีบให้เร็ว และแรงถึงขนาด ฝ่ายรุกหมุนกลับเสียหลัก

 

กล 13 ดับชวาลา (ปิดหมัดต่อยตอบ)

     แม่ไม้นี้ใช้แก้การชกด้วยหมัด ตรงโดยชกสวนที่ใบหน้า 

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า แขนขวาคุมบริเวณ ปลายคาง

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ากึ่งขวาหลบอยู่นอกหมัดซ้ายของฝ่ายรุก เอี้ยวตัวไปทางขวา ปัดและกดแขนซ้าย ของฝ่ายรุกที่ชกมา ให้เอนไปทางซ้าย กดให้ต่ำลง ทันใดรีบใช้หมัดซ้ายต่อย บริเวณปากครึ่งจมูกครึ่ง หรือที่เบ้าตา ของฝ่ายรุก แล้วพุ่งตัวโดด ไปทางกึ่งขวา

 

กล 14 ขุนยักษ์จับลิง (รับ - ต่อย - เตะ - ถอง)

     ไม้นี้เป็นไม้สำคัญมาก ใช้แก้ลำคู่ต่อสู้ที่ไวในการต่อย เตะ ถอง ติดพันกัน การปฏิบัติ แบ่งออกเป็น ๓ ตอน

ก. ฝ่ายรุก พุ่งหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายฝ่ายรุกให้พ้นจากตัว

 

กล 15 หักคอเอราวัณ (โน้มคอตีเข่า)

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมอยู่บริเวณคาง

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าซ้ายสืบไปตรงหน้าฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกแขนขวาสอดปัดแขนซ้ายของฝ่ายรุก แล้วโดด เข้าเหวี่ยงคอฝ่ายรุก โน้มลงมาโดยแรง แล้วตีด้วยเข่าบริเวณใบหน้า

 

     จากข้อมูลที่เรารวบรวมมาให้ความรู้คนที่สนใจด้านมวยไทยหรืออยากศึกษาประวัติมวยไทยทั้ง15 ท่านี้ แต่เราขอแนะนำให้ท่านไปฝึกซ้อมหรือเรียนได้ เจริญทอง มวยไทย (Jaroenthong Muay Thai)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก maemaimuaythai

กติกามวยไทย การตรวจร่างกายจำแนกรุ่น

กติกามวยไทย การตรวจร่างกายจำแนกรุ่น

ถ้าจะได้พูดถึงเรื่องกีฬามีหลายอย่างมากทั้ง ว่ายน้ำ ปิงปอง เปตอง และวิ่ง แต่มีคนนิยมเล่นมากที่สุดรองจากฟุตบอลแล้วก็มีกีฬาต้นๆ ของไทยที่ต่างชาตินิยมให้ความสำคัญและสนใจก็คงไม่พ้นกีฬามวยไทยนั้นเองละครับ

 

     ก่อนที่เราจะเริ่มเข้าเรื่องกติกาเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า “มวยไทย” (Muay Thai) คืออะไรประวัติความเป็นมาอย่างไรพอสังเขป

 

     มวยไทย (Muay Thai) เริ่มขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏ แต่เท่าที่ได้ปรากฏนั้น มวยไทยได้เกิดขึ้นมานานแล้วและอาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับชาติไทย เพราะมวยไทยนั้นเป็นศิลปะประจำชาติไทยอย่างแท้จริง มวยไทยในสมัยก่อนมีการฝึกฝนอยู่ในบรรดาเหล่าทหาร เพราะประเทศไทยได้มีการสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้ง สำหรับที่ฝึกมวยไทยนั้น ก็ต้องเป็นสำนักดาบที่มีชื่อเสียงมาก่อน และมีอาจารย์ที่เก่งกาจไว้ฝึกสอน ดังนั้นมวยไทยในสมัยก่อนจึงฝึกเพื่อความหมาย 2 อย่างคือ สำหรับสู้รบกับข้าศึก สำหรับต่อสู้ป้องกันตัว

 

กติกามวยไทย

     ในเวลาของการชั่งน้ำหนักที่กำหนดไว้ผู้แข่งขันต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ว่าเป็นผู้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ ก่อนที่ทำการชั่งน้ำหนักอาจกำหนดไว้ทำการตรวจร่างกายก่อนชั่งน้ำหนักที่กำหนดไว้ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้การชั่งน้ำหนักเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถ้านักมวยคนใดไม่นำบัตรประจำตัวและสมุดนักมวยมาแสดงในขณะตรวจร่างกายชั่งน้ำหนัก จะไม่อนุญาตให้ทำการแข่งขัน

 

     และที่สำคัญเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะต่อยกับใครรุ่นไหน วันนี้เรามีบอกครับ มวยไทยมีทั้งหมด 19 รุ่นด้วยกัน แต่ละรุ่นนั้นจะมีลายละเอียดแตกต่างกัน ดังนี้

 

1. รุ่นพินเวท น้ำหนักต้องเกิน 93 ปอนด์ และไม่เกิน 100 ปอนด์

2. รุ่นมินิฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 100 ปอนด์ และไม่เกิน 105ปอนด์

3. รุ่นไลท์ฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 105 ปอนด์ และไม่เกิน 108 ปอนด์

4. รุ่นฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 108 ปอนด์ และไม่เกิน 112 ปอนด์

5. รุ่นซูปเปอร์ฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 112 ปอนด์ และไม่เกิน 115 ปอนด์

6. รุ่นแบนตั้มเวท น้ำหนักต้องเกิน 115 ปอนด์ และไม่เกิน 118 ปอนด์

7. รุ่นซูปเปอร์เบนยตั้มเวท น้ำหนักต้องเกิน 118 ปอนด์ และไม่เกิน 122 ปอนด์

8. รุ่นเฟเธอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 122 ปอนด์ และไม่เกิน 126 ปอนด์

9. รุ่นซูเปอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 126 ปอนด์ และไม่เกิน 130 ปอนด์

10. รุ่นไลท์เวท น้ำหนักต้องเกิน 130 ปอนด์ และไม่เกิน 135 ปอนด์

11. รุ่นซูปเปอร์ไลท์เวท น้ำหนักต้องเกิน 135 ปอนด์ และไม่เกิน 140 ปอนด์

12. รุ่นเวลเตอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 140 ปอนด์ และไม่เกิน 147 ปอนด์

13. รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท น้ำหนักต้องเกิน 147 ปอนด์ และไม่เกิน 154 ปอนด์

14. รุ่นมิดเดิลเวท น้ำหนักต้องเกิน 154 ปอนด์ และไม่เกิน 160 ปอนด์

15. รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท น้ำหนักต้องเกิน 160 ปอนด์ และไม่เกิน 168 ปอนด์

16. รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท น้ำหนักต้องเกิน 168 ปอนด์ และไม่เกิน 175 ปอนด์

17. รุ่นครุยเซอเวท น้ำหนักต้องเกิน 175 ปอนด์ และไม่เกิน 190 ปอนด์

18. รุ่นเฮฟวี่เวท น้ำหนักต้องเกิน 190 ปอนด์ และไม่เกิน 200 ปอนด์

19. รุ่นซูเปอร์เฮวี่เวท น้ำหนักต้องเกิน 200 ปอนด์ขึ้นไป

 

     เราทำความรู้จักกับ รุ่นไปแล้วที่นี่เรามาทำความเข้าใจอีกเรื่องนั้นก็คือ การชั่งน้ำหนัก เพราะ การชั่งน้ำหนัก สำหรับผู้แข่งขันทุกคนต้องพร้อมที่จะชั่งน้ำหนักและตรวจร่างกายในตอนเช้าวันแรกของการแข่งขันตั้งแต่งเวลาประมาณ 07.00 – 10.00 นาฬิกา สำหรับวันแข่งขันต่อไปเฉพาะนักมวยที่จะแข่งขันตามรายการวันนั้น และน้ำหนักในการชั่งได้เป็นทางการในวันแรกถือเป็นน้ำหนักของนักมวยตลอดการแข่งขัน แต่ต้องมาทำการชั่งน้ำหนักทุกวันที่เขามีการแข่งขัน ในวันชั่งน้ำหนักแต่ละวัน อนุญาตให้ผู้แข่งขันขึ้นชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่เป็นทางการเพียงครั้งเดียว น้ำหนักที่ชั่งนั้นถือเป็นเด็ดขาด ก่อนทำการชั่งน้ำหนักทุกครั้งผู้แข่งขันต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ปริญญาที่ได้รับการแต่งตั้งว่าเป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์จึงจะเข้าแข่งขันได้ น้ำหนักที่ปรากฏที่ตาชั่งด้วยตัวเปล่า น้ำหนักที่ชั่งต้องเป็นมาตราเมตริกหรือใช้เครื่องช่างไฟฟ้าก็ได้

 

     นอกจากกติกาการชั่งน้ำหนักแล้วมวยไทยก็จะกติกาอื่นๆ อีกมากมายรวมถึงชื่อท่าทางการออกอาวุธอีกด้วย ถ้าใครสนใจอยากจะต่อยมวยทางเราแนะนำ เจริญทอง มวยไทย ยิม ( Jaroenthong  Muay  thai  ) สามารถเข้ามาติดต่อได้ทุกวัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก siamsporttalk

มวยไทยท่าเสา

มวยไทยท่าเสา

     มวยไทยโบราณนั้นมีมีมากมายหลายสายและมวยไทยท่าเสานั้นก็เป็นอีกหนึ่งมวยไทยโบราณของจังหวัดอุตรดิตถ์ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว

 

มวยไทยท่าเสา

     มวยไทยท่าเสาเป็นมวยไทยทางภาคเหนือที่ไม่มีประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดว่ามวยไทยท่าเสานี้กำเนิดขึ้นเมื่อไหร่และใครเป็นครูมวยคนแรกของมวยไทยท่าเสาแต่มีครูมวยไทยท่าเสาที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งนั้นก็คือ “ครูเมฆ” ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องความคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็ว เด็ดขาด มีลีลาท่าทางสวยงามและมีความสามารถที่มีประสิทธิภาพอย่างมากโดยเฉพาะการเตะ ศอกและถีบเป็นความสามารถที่มีชื่อเสียงอย่างมากจนทำให้นายทองดีสาบานกับตัวเองว่าจะต้องมาเรียนศิลปะมวยไทยกับสำนักท่าเสาให้ได้และจนสุดท้ายก็มาเป็นลูกศิษย์ของครูเมฆผู้ประสิทธิประสาทวิชามวยไทยท่าเสาให้กับนายทองดีและได้น้ำความรู้ที่ได้รับมานั้นไปผสมผสานกับมวยจีนอีกทีหนึ่ง เมื่อนายทองดีได้เป็นเจ้าเมืองพระยาพิชัยก็กลับมาคารวะครูเมฆและแต่งตั้งให้ครูเมฆเป็นกำนันปกครองตำบลท่าอิฐ ครูเมฆได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ผู้สืบสกุลต่อมาจนถึงครูเอี่ยม ครูเอี่ยมถ่ายทอดแก่ผู้สืบสกุลโดยครูเอม ครูถ่ายทอดผู้สืบสกุล คือ ครูอัด คงเกตุ และเมื่อครูอัด คงเกตุกับลูกศิษย์มาชกมวยที่กรุงเทพฯ ก่อนสงครามโลกครั้งที่2 ใช้ชื่อค่ามวยว่า “เลือดคนดง” และนอกจากครูอัด คงเกตุแล้วครูเอมยังสืบทอดให้กับหลานตาอีก 5 คนซึ่งอายุรุ่นเดียวกับครูอัด คงเกตุและทั้ง 5 คนเป็นนักมวยตระกูล “เลี้ยงเชื้อ” ในเวลาต่อมากรมหลวงชุมพรฯ ได้เปลี่ยนให้เป็น “เลี้ยงประเสริฐ” เป็นบุตรของนายสอน นางขำ (ลูกครูเอม) และทั้ง 5 คนนี้ถือว่าเป็นยอดมวยเชิงเตะเพราะมีท่าทีที่แพรวพรายทุกกระบวนท่าที่ได้สืบทอดมาจากสำนักท่าเสาของครูเมฆจนทำให้มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ซึ่ง 5 คนนั้น ได้แก่

- ครูโต๊ะ เกิดประมาณ พ.ศ.2440 เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายสอนและนางขำ เป็นนักมวยที่มีอาวุธหนักหน่วงและเชิงเตะ เข่าและหมัดรวดเร็ว 
- ครูโพล้ง เกิดปี พ.ศ.2444 มีอาวุธมวยไทยรอบด้าน โดยเฉพาะลูกเตะที่ว่องไวและรุนแรง ความสามารถในการถีบอย่างยอดเยี่ยม จนได้รับฉายาว่า “มวยตีนลิง” ครูโพล้งมีเอกลักษณ์การไหว้ครูร่ายรำตามแบบฉบับของสำนักท่าเสา ในจำนวน 5 คน ครูโพล้ง มีฝีมือดีที่สุด เมื่อมาชกกรุงเทพ ฯ เคยชนะ นายสร่าง ลพบุรี และครูบัว วัดอิ่ม เคยชนะนายสิงห์วัน ประตูเมืองเชียงใหม่ ที่เชียงใหม่ และนายผัน เสือลาย ที่โคราช แต่เคยพลาดท่าแพ้ นายสุวรรณนิวาสวัด ที่กรุงเทพ ฯ ครั้งหนึ่ง เพราะโดนจับขาเอาศอกถองโคนขาจนกล้ามเนื้อพลิก 
- ครูฤทธิ์ เกิดปี พ.ศ.2446 มีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนกว่าพี่น้องคนอื่นๆ เคยชกชนะหลายครั้งที่กรุงเทพ ฯ และเคยชกเสมอ บังสะเล็บ ครูมวยคณะศรไขว้ (ลูกศิษย์ครูแสง อุตรดิตถ์ ผู้สืบทอดสายมวยพระยาพิชัยดาบหัก)
- ครูแพ เกิดปี พ.ศ.2447 เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงระดับครูโพล้ง เคยปราบ บังสะเล็บ ศรไขว้ ชนิดที่คู่ต่อสู้บอบช้ำมากที่สุดและชก นายเจียร์ พระตะบอง นักมวยแขกครัวเขมรเสียชีวิตด้วยไม้หนุมานถวายแหวน ทางราชการจึงกำหนดให้มีการสวมนวมแทนคาดเชือก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
- ครูพลอย เกิดปี พ.ศ.2450 เป็นมวยที่คล่องแคล่วว่องไวในเชิงเตะ ถีบและหมัด เนื่องจาก ครูโพล้ง เป็นผู้ถ่ายทอดเชิงชกให้ด้วย ครูพลอยถึงถอดแบบการใช้เท้าจากครูโพล้ง ครูพลอยเคยมาชกชนะในกรุงเทพ ฯ หลายครั้งแต่ก็ได้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุเพียง 24 ปีเท่านั้น 


     นอกจากครูโพล้งและพี่น้องได้ร่วมกันสอนเชิงมวยให้แก่ลูกศิษย์หลายคนที่มีชื่อเสียงแล้วยังมีศิษย์สำนักท่าเสาอีกหลายคน ได้แก่

- นายประพันธ์ เลี้ยงประเสริฐ

- นายเต่า คำฮ่อ (เชียงใหม่)

- นายศรี ชัยมงคล ผู้เป็นเพื่อนสนิทของครูพลอยและเป็นผู้ที่ ผล พระประแดง ยอมรับว่าเจ็บตัวมากที่สุดเมื่อได้ชกแพ้ นายศรี อย่างสะบักสะบอม ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตการต่อสู้เลย เพราะนายศรี มีอาวุธหนักหน่วงเกือบทุกอย่างและรวดเร็ว รวมไปถึงยังมีเชิงมวยสูงมากด้วย 

     หลังจากการจากไปของครูโพล้ง มวยไทยสายท่าเสาได้ลดบทบาทลงไปอย่างมากยิ่งครูมวยในปัจจุบันสอนมวยตามแบบฉบับของสายมวยอื่น ๆ มวยไทยท่าเสาสายครูเมฆแห่งสำนักท่าเสาก็ยิ่งห่างหายไป แม้แต่ชาวอุตรดิตถ์เองปัจจุบันยังไม่สามารถบอกความแตกต่างของมวยท่าเสากับมวยสายอื่น ๆ ได้เลย 

 

เอกลักษณ์มวยไทยท่าเสา

เอกลักษณ์มวยไทยท่าเสาการไหว้ครูจะไหว้พระแม่ธรณีก่อนทำพิธีไหว้ครู การไหว้ครูมวยไทยท่าเสาจะไหว้บรมครูก่อน คือ “พระอิศวร” เพราะนับว่าพระอิศวรเป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชาการต่อสู้แบบฉบับมวยไทยท่าเสา การกราบพระรัตนตรัย จะกราบในทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) ซึ่งเป็นทิศที่ผีฟ้าไม่ข้าม การนับหน้าไหว้ครูไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นไปตามประเพณีของพราหมณ์ ในการเห็นหน้าโบราณสถาน หรือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สอดคล้องกับความเชื่อว่าบรมครูของมวยไทยท่าเสามีพระอิศวรและทิศตะวันออกเป็นทิศที่พระอาทิตย์ส่องแสงมาสู่โลกและมวลมนุษย์เป็นสัญญาลักษณ์ของวันใหม่และจุดเริ่มต้นที่เป็นมงคล หรือ นักมวยก่อนกราบจะหันหน้าเข้าหาดนตรี ปี่ กลอง เพราะถือว่า ดนตรี ปี่ กลอง ได้ไหว้ครูหรือพระอิศวรแล้ว การจดมวยของมวยไทยท่าเสามือซ้ายนำและสูงกว่ามือขวา เมื่อเปลี่ยนเหลี่ยมมือขวานำและสูงกว่ามือซ้าย เมื่อตั้งมวยได้ถูกต้องและย่างแปดทิศได้คล่องแคล่วว่องไวแล้ว นักมวยจะต้องฝึกท่ามือสี่ทิศพร้อม ๆ กัน กับการจดมวยและย่างแปดทิศ ท่ามือต้องออกด้วยสัญชาตญาณเพื่อให้เกิดการ “หลบหลีก ปัด ป้อง ปิด” ในการป้องกันตัว การคาดเชือกสายมวยไทยท่าเสาต้องเอาเชือกด้านตราสังผีมาลงคาถาอาคมแล้วบิดให้เขม็งเกลียง หลังจากนั้นเอามาขดก้นหอย 4 ขด แล้วเอาด้ายตราสังมาเคียนทำเป็นวง 4 วง รองข้างล่างก้นหอยอีกทีหนึ่งเพื่อสวมเป็นสนับมือ เมื่อสวมนิ้วมือแล้วก็เอาด้ายตราสังมาเคียนทับอีกทีหนึ่ง หลังจากนั้นเชือกที่คาดจะต้องลงรักและคลุกน้ำมันยาง ต่อมาก็คลุกแก้วบดอีกทีหนึ่งเป็นอันเสร็จพิธีคาดเชือก นักมวยไทยท่าเสาจะต้องเสกพริกไทย 7 เม็ดและกินทุกวันเพื่อให้อยู่ยงคงกะพันและเสกคาถากระทู้ 7 แบกประจำทิศบูรพา คือ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา 15 จบ ก่อนขึ้นชกต้องเสกหมาก หรือ ว่านเคี้ยวกินด้วยคาถาฝนแสนห่า ประจำทิศอาคเนย์ 8 จบ คือ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง ครูอาจเสกแป้งประหน้านักมวยก่อนชกด้วยนะจังงัง มวยไทยท่าเสาอาจจะสูญสิ้นไปหากไม่มีการอนุรักษ์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก muaythaionlines

มวยไทยโคราช

มวยไทยโคราช

มวยไทยนั้นมีประวัติมาอย่างช้านาน เริ่มตั้งแต่ใช้ในการสงครามจนถึงปัจจุบันซึ่งในสงครามนั้นมีการดัดแปลงมวยไทยมาใช้ในกองทัพเรียกว่า “เลิศฤทธิ์” มวยโบราณก็จะแยกเป็นสายตามท้องถิ่น มวยไทยโคราชก็เป็นอีกหนึ่งในมวยโบราณที่มีประวัติมาอย่างยาวนานเช่นกัน

 

มวยไทยโคราช

มวยไทยโคราชมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบันเพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการปกป้องประเทศชาติและมวยไทยโคราชนั้นเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอกที่ต้องทำการบกับผู้ที่รุกรานจึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมายาวนาน เมื่อสงครามสงบมวยไทยโคราชจึงพัฒนาจนมาเป็นศิลปวัฒนธรรมในการต่อสู้ป้องกันตัวเพราะคนไทยในสมัยก่อนนั้นนับตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงพลเมืองทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องฝึกการต้อสู้ป้องกันตัวทุกคน ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นช่วงเวลาที่มวยคาดเชือกรุ่งเรืองมีการจัดแข่งขันมวยคาดเชือก โดยให้หัวเมืองทั่วประเทศคัดเลือกนักมวยที่มือดีมาแข่งขัน นักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้หลายคนและเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทรงโปรดฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ เป็นขุนหมื่นครูมวย 3 คน คือ

1.นายปรง จำนงทอง จากเมืองไชยา เป็น หมื่นมวยมีชื่อ

2.นายกลึง โตสะอาด จากเมืองลพบุรี เป็น หมื่นมือแม่นหมัด

3.นายแดง ไทยประเสริฐ จากเมืองโคราช เป็น หมื่นชงัดเชิงชก

 

มวยไทยโคราช 4 ยุค

1.มวยไทยโคราชยุคเริ่มต้น

ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่1 – รัชกาลที่4 คุณหญิงโมได้นำชาวเมืองโคราชเข้าต่อสู้กับกองทัพทหารของเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทร์ ซึ่งยกทัพมาต้อนพลเมืองโคราชไปเวียงจันทร์จนได้รับชัยชนะและหลังจากนั้นคุณหญิงโมได้รับการปูนบำเหน็จให้สถาปนาเป็น “ท้าวสุรนารี”

2.มวยไทยโคราชยุครุ่งเรือง

ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่5 – รัชกาลที่6 เป็นยุคที่มวยไทยโคราชและมวยไทยในท้องถิ่นอื่นๆนั้นมาชกกันแบบคาดเชือกเจริญพัฒนารุ่งเรืองสูงสุดมีนักมวยที่มีฝีมือดีจากเมืองโคราชลูกศิษย์องพระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช ได้ไปฝึกซ้อมให้กับประชาชนของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่5 และ รัชกาลที่6 กรมหลวงชุมพร จนไปถึงประชาชนทั่วประเทศจนไม่มีใครกล้าที่จะมาเป็นคู่ชก

3.มวยไทยโคราชยุคเริ่มต้นสวมนวม

ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่6 – รัชกาลที่8 มีการนำเอานวมสวมชกแทนการคาดเชือกมีนักมวยจากนครราชสีมาเดินทางไปชกในกรุงเทพมหานครหลายคนมีการสอนมวยไทยโคราชในโรงเรียนนายร้อย จปร. มีคณะมวยเกิดขึ้นหลายคณะ ได้แก่ เทียมกำแหง แขวงมีชัย อุดมศักดิ์ ลูกโนนไทย สินสุวรรณ

4.มวยไทยโคราชยุคฟื้นฟูอนุรักษ์

ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่9 – จนถึงปัจจุบัน ไม่มีการฝึกหักศิลปะมวยไทยโคราชแบบคาดเชือกในสมัยโบราณในเขตพื้นที่เมืองโคราช หรือ จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน ทั้งๆที่สมัยโบราณนั้นมวยไทยโคราชมีความเก่งกล้าสามารถเป็นเลิศ แต่ในยุคที่มีเวทีจัดแข่งขันมวยไทยอยู่ทุกแห่ง การฝึกซ้อมและการจัดการแข่งขันเน้นไปทางธุรกิจมากกว่าจึงทำให้การฝึกหัดมวยไทยโคราชนั้นน้อยลง แต่ยังมีลูกศิษย์ครูบัว วัดอิ่ม (นิลอาชา) คือ พันเอกกำนาจ พุกศรีสุข เป็นผู้ที่ถ่ายทอดมวยไทยโคราชคาดเชือกกับผู้ที่สนใจในมวยไทยโคราชทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์สืบสานที่สยามยุทธ์ กรุงเทพมหานคร สำหรับผู้ที่อยากเรียนมวยไทยโคราชและอยากฝึกมวยไทยโคราช

 

เอกลักษณ์ของมวยไทยโคราช

เอกลักษณ์ของมวยไทยโคราชนั้น คือ สวมกางเกงขาสั้น สวมมงคลที่ศีรษะขณะชก พันหมัดแบบคาดเชือก ตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอกเพราะมวยไทยโคราชเป็นมวยต่อยวงกว้างและใช้หมัดเหวี่ยงควาย การพันเชือกในลักษณะนั้นจะช่วยป้องกันการเตะและต่อยได้เป็นอย่างดีจากการฝึกกับครูมวยและคู่ต่อสู้ การฝึกกับครูมวยในเมืองขั้นตอนการฝึกโดยใช้ธรรมชาติเป็นหลัก เมื่อเกิดความคล่องแคล่วแล้วทำพิธียกครูแล้วให้ย่างขุมและฝึกท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ฝึกลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ฝึกท่าแม่สำคัญ ประกอบไปด้วย

- ท่าแม่ไม้ครู 5 ท่า

- ท่าแม่ไม้สำคัญโบราณ 21 ท่า

หลังจากนั้นจะมีโคลงมวย ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นคติสอนนักมวยเฉพาะมวยไทยโคราชพร้อมคำแนะนำและเตือนสติไม่ให้เกรงกลัวคู่ต่อสู้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก baanmaha

มวยไทยไชยา

มวยไทยไชยา

     มวยไทยไชยาเป็นมวยไทยโบราณของบรรพบุรุษไทยและกษัตริย์ไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อสืบสานต่อไปในอนาคตที่มั่นคง

 

มวยไชยาแบ่งออกเป็น 4 ยุค

1.ยุคเริ่มต้น

กำเนิดขึ้นมาจากพ่อท่านมา หรือ หลวงพ่อมาอดีตนายทหารจากพระนครสมับรัชกาลที่3 ฝึกมวยให้กับชาวเมืองไชยา

2.ยุคเฟื่องฟู

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภชและได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นักมวยจากเมืองไชยา คือ นายปรง เป็นหมื่นมวยมีชื่อ ตำแหน่งกรรมการพิเศษ เมืองไชยา ถือศักดินา 300

3.ยุคเปลี่ยนแปลง

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่9 เกิดขึ้นเพราะต้องรื้อเวทีและพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดไชยามรณภาพลง

4.ยุคอนุรักษ์

มวยไทยไชยาจึงสิ้นสุดลงด้วยยุคอนุรักษ์หลังจากสิ้นสุดสมัยพระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) มวยไทยไชยาเริ่มหายไปจากความทรงจำของชาวไชยา แต่ผู้ที่เคยเรียนมวยไทยไชยามาแล้วก็สามารถที่จะนำมาสืบทอดให้กับใครได้อีกหลายคน ได้แก่

- ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย

- นายทองหล่อ ยา

- นายอมรกฤต ประมวล

- นายกฤษดา สดประเสริฐ

- นายอเล็กซ์ สุย

- พันเอกอำนาจ พุกศรีสุข

 

นักมวยที่มีชื่อในมวยไทยไชยา

นักมวยที่มีชื่อในมวยไทยไชยา คือ หมื่นมวย ชื่อ นายปล่อง จำนงทอง ผู้มีท่าเสือลากหางเป็นอาวุธสำคัญการต่อสู้เน้นวงในใช้ความคมของศอก เข่า ประวัติมวยไทยไชยาสืบค้นได้ถึงพระยาจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยา ในสมัยรัชกาลที่5 ถ่ายทอดมาถึงลูกชาย คือ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ซึ่งภายหลังย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ เผยแพร่มวยไทยไชยาแก่ศิษย์มากมายหลายคนจนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2511

 

เอกลักษณ์ของมวยไทยไชยา

1.การตั้งท่ามวย หรือ การจดมวย

2.ท่าครู หรือ ท่ายางสามขุม

3.การไหว้ครูร่ายรำ

4.การพันมือแบบคาดเชือก

5.การแต่งกาย

นักมวยนุ่งกางเกงขาก๊วย ไม่ใส่เสื้อ ใช้ผ้ามวนพันหุ้มแทนกระจับเรียกโละโปะ หรือ ลูกโปก ไม่ใส่นวมแต่ใช้ด้ายดิบพันมือสวมมงคลแม้ในขณะชก

6.การฝึกซ้อมมวยไทยไชยาและแม่ไม้มวยไทยไชยา ซึ่งกระบวนท่าของมวยไทยไชยา มี 5 ชุด คือ แม่ไม้มวยไทยไชยา 7 ท่า ได้แก่

- ปั้นหมัด

- พันแขน

- พันหมัด

- กระโดดตบศอก

- พันหมัดพลิกเหลี่ยม

- เต้นแร้งเต้นกา

- ย่างสามขุม

- ท่าเสือลากหาง

ท่าที่สำคัญที่สุดในมวยไทยไชยา คือ ท่าเสือลากหาง เป็นการย่อท่าย่างสามขุมลงต่ำที่สุดเพื่อการล่อลวง ท้าทายคู่ต่อสู้ การย่อลงต่ำสุดของการย่างสามขุมนั้น ขาหลังนั้นแทนหางเสือและการย่อลงในลักษณะนี้ได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องทอดขาหลังไปตลอดแนว แต่ไม่ทอดหลังเท้าแตะพื้นยังคงสัมผัสพื้นด้วยปลายฝ่าเท้า (ปลายโต่ง) จนถึงปลายนิ้วเท้า ผู้ที่กำลังฝึกท่าเสือลากหางต้องมีกำลังขามากเป็นพิเศษ หรือ มีการฝึกท่าย่างสามขุมเป็นพื้นฐานจึงสามารถพัฒนาเป็นท่าเสื้อลากหางได้ ท่าเสือลากหางนั้นต้องใช้ระยะใกล้ หรือ ระยะประชิดเพื่อการล่อ การท้าทายให้คู่ต่อสู้ใช้อวัยวุธเข้ากระทำเราเพื่อเราจะได้ใช้ท่าเสือลากหางพลิกแพลงเป็นลูกไม้แก้ไขในทันที

- จังหวะที่1

ให้ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนขาหน้า พร้อมย่อลงให้สุดโดยพับเข่าขาหน้าให้ฝ่าเท้าหน้าแตะพื้นเต็มฝาเท้า พร้อมเหยียดทอดขาหลังให้มากที่สุด โดยไม่ให้เข่าและหลังเท้าแตะพื้น แต่ให้ปลายโต่งด้านบนเป็นจุดสัมผัสพื้น มือ แขนและศอก ยังคงอยู่ในท่าจรดมวยทุกประการและถดแขนหน้าเข้ามาให้ศอกเป็นมุมแหลม

- จังหวะที่2

ให้กระหยดด้วยขาข้างที่ย่อลงไปข้างหน้า พร้อมกระหยดขี่ทอดเหยียดตามไปเรื่อยๆ โดยให้ปลายโต่งสัมผัสพื้นตลอดเวลา  พันหมัดไปข้างหน้าด้วยท่าพันหมัดจนสุดทาง

7.เคล็ดลับในการป้องกันตัวในมวยไทยไชยา คือ ป้อง ปัด ปิด เปิด

มวยไทยกับการใช้หมัด

มวยไทยกับการใช้หมัด

     มวยไทย (Muay thai) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่แม้ไม่มีอาวุธติดตัวก็สามารถป้องกันตัวเองจากศัตรูได้ โดยใช้อวัยวะในร่างกายของเราให้เป็นประโยชน์

 

มวยไทย

มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ต้องใช้อวัยวะในร่างกายผสมผสานกันและเคลื่อนไหวด้วยจังหวะที่กลมกลืนกับแรง หรือ อาวุธในการจู่โจมคู่ต่อสู้และป้องกันตัว การฝึกหัดฝึกฝนมวยไทยผู้ที่ฝึกต้องเรียนรู้อย่าลึกซึ้งเกี่ยวกับการใช้อวัยวะในร่างกาย ซึ่งจะแบ่งออกเป็น หมัด ศอก เข่า เท้า การใช้อวัยวะเหล่านี้สามารถที่จะเรียนรู้หรือฝึกแยกเป็นหมวดหมู่ได้ ถ้าใช้อวัยวะเหล่านี้จนชำนาญก็คือต้นกำเนิดของศิลปะมวยไทย

 

มวยไทยกับการใช้หมัด

หมัดตรง หมายถึงการชกหมัดออกไปจากไหล่ให้เป็นแนววิธีทางตรงไปสู่เป้าหมาย แบ่งเป็นหมัดตรงชกนำและหมัดตรงชกตาม

1.หมัดตรงชกนำ 

หมัดตรงชกนำ หมายถึง การชกหมัดที่อยู่ด้านหน้าพุ่งไปยังเป้าหมายโดยอาศัยแรงจากไหล่ ลำตัว ตั้งตรง และเท้ายันพื้นเพื่อเป็นหลักและแรงส่งออกไป ถ้าจดเหลี่ยมขวาหมัดตรงชกนำคือหมัดซ้ายถ้าจดเหลี่ยมซ้าย หมัดตรงชกนำคือหมัดขวา  อาจจะชกออกไปโดยไม่เคลื่อนเท้า หรือ เคลื่อนเท้าไปด้านหน้า ด้านหลัง ข้างซ้ายและข้างขวาก็ได้ส่วนมากเวลาชกไปแล้วน้ำหนักตัวมักจะตกอยู่บนเท้าที่อยู่หน้าเสมอ

2.หมัดตรงชกตาม 

หมัดตรงชกตาม หมายถึง การชกหมัดที่อยู่ด้านหลังตรงไปยังเป้าหมาย โดยอาศัยแรงจากไหล่ ลำตัวและเท้า ส่งแรงไปที่หมัดถ้าจดเหลี่ยมขวา หมัดตรงชกตามคือหมัดขวา ถ้าจดเหลี่ยมซ้ายหมัดตรงชกตามคือหมัดซ้าย เมื่อหมัดตรงชกตามพุ่งออกไป ลำตัว เอวและสะโพกจะบิดคว่ำลงเท้าหลังจะส่งแรงน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าหน้า อาจจะสืบเท้าไปข้างหน้า ถ้าชกถอยหลังหรือฉากออกข้างชกหมัดตรงชกตามก็ได้ส่วนมากแล้วถ้าเดินหน้าหมัดตรงชกตามจะหนักหน่วงและรุนแรงกว่าหมัดชกนำ

3.หมัดเหวี่ยง หรือ หมัดขว้าง

หมัดเหวี่ยง หรือ หมัดขว้าง หมายถึง การชกโดยการงอและเกร็งข้อศอกไว้ให้หมัดออกไปเป็นวิธีทางโค้งขนานกับพื้นดินอาจจะคว่ำหมัด หรือ ตั้งหมัดก็ได้ แต่พยายามให้สันหมัดถูกเป้าหมายหมัดเหวี่ยงแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ หมัดเหวี่ยงสั้น หมัดเหวี่ยงยาว หมัดเหวี่ยงกลับ

4.หมัดเหวี่ยงสั้น หรือ หมัดขว้างสั้น

หมัดเหวี่ยงสั้น หรือ หมัดขว้างสั้นจะใช้ได้ดีเมื่อคู่ต่อสู้ปิดป้องกำบังต่างๆ เช่น คู่ต่อสู้ยกมือป้องกันใบหน้าตรงๆ ถ้าชกหมัดตรงก็จะถูกมือและท่อนแขนของคู่ต่อสู้ยกกันไว้ ดังนั้นควรใช้หมัดเหวี่ยงสั้นเพราะหมัดนี้จะโค้งผ่านเลยแขนคู่ต่อสู้เข้าสู่ใบหน้าหรือปลายคางทางข้างซ้ายหรือข้างขวาก็ได้ หมัดเหวี่ยงสั้นอาจจะมีวิธีทางของหมัดไม่ขนานพื้น คือ อาจจะเฉียงขึ้น หรือ เฉียงลงสู้พื้นบ้างก็ได้ตามแต่ความเหมาะสมของสถานการณ์และอาจจะกระทบเป้าหมายโดยคว่ำสันหมัด

5.หมัดเหวี่ยงยาว หรือ หมัดขว้างยาว

หมัดเหวี่ยงยาว หรือ หมัดขว้างยาว หมายถึง การชกหมัดโดยการเหยียดแขนยาวออกไป เกร็งแขนให้ตึง คว่ำมือ พยายามให้สันหมัดถูกเป้าหมาย โดยเหวี่ยงออกไปเป็นวงกว้างให้วิธีทางขนานกับพื้นดินหมัดเหวี่ยงยาวให้ชกเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปเป้าหมายชก คือ ปลายคาง หน้าและคอ

6.หมัดเสย 

หมัดเสย หมายถึง หมัดที่ชกโดยการงอข้อศอก เกร็งข้อศอก หงายหมัดขึ้น วิธีทางของหมัดจะออกจากด้านล่างสู่ด้านบนทำมุมฉากกับพื้นหมัดเสยมีสองลักษณะ คือ หมัดเสยนำ และเสยหมัดตาม หมัดเสยจะใช้ได้ดีเมื่อเป้าหมายอยู่ใกล้ตัว เช่น การเข้าคลุกวงในแล้วคู่ต่อสู้ก้มต่ำเป้าหมายที่ชก คือ บริเวณคาง ท้อง หน้าอกและหน้า

7.หมัดโขก 

หมัดโขก เป็นหมัดเหวี่ยงจากบนลงล่างเป้าหมายบริเวณขมับ หรือ คางหมัดโขกเป็นหมัดที่รุนแรงใช้หมัดตาม เพื่อให้วงเหวี่ยงมีรัศมีกว้างขึ้นเป็นหมัดที่มีทิศทางจากบนลงล่างแบ่งเป็นหมัดโขกวงกว้างกับหมัดโขกวงแคบหมัดนี้เป็นหมัดที่รุนแรงเพราะอาศัยแรงเหวี่ยงของไหล่และแขน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก muaythaionlines

มวยไทยกับการใช้เข่า

มวยไทยกับการใช้เข่า

     มวยไทย (Muaythai) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ต้องใช้อวัยวะร่างกายเพื่อต่อสู้โดยปราศจากอาวุธทั้งสิ้น วันนี้เรามีการฝึกมวยไทยกับการใช้เข่ามาให้ความรู้ความเข้าใจ ดังนี้

 

มวยไทยกับการใช้เข่า

เข่านั้นเป็นอวัยวะที่มีข้อต่อระหว่างกระดูกขาส่วนบนกับกระดูกขาส่วนล่าง อันมีกระดูกสะบ้ามักจะแข็งนูนและกลมเป็นตัวกลางระหว่างกระดูกทั้งสองส่วน โดยมีเอ็น พังผืดและกล้ามเนื้อยึดติดไว้อย่างหนาแน่น บริเวณต้นขามีกล้ามเนื้อมัดใหญ่และแข็งแรงมากอยู่หลายหมัด เมื่อคุณพับเข่ารวมกับขาส่วนล่างซึ่งจะมีกล้ามเนื้อน่องอยู่นั้นจึงทำให้เข่าที่ตีออกไปนั้นมีความหนักแน่น แต่เข่านั้นเป็นอาวุธสั้นรองจากเตะจึงใช้ได้ผลดีในระยะประชิดมากกว่าในระยะไกล เช่น เข่าคลุกวงในกอดปล้ำตีเข่า โยนเข่าและแทงเข่า ส่วนเป้าหมายของคู่ต่อสู้ คือ ท้อง หน้าอก ซี่โครงข้างลำตัว อวัยวะเพศ ต้นขาและทวารหนัก แต่ถ้าตีสูงขึ้นไปอีกบริเวณต้นแขน ปลายคาง ใบหน้าและศีรษะ นอกจากจะใช้ต่อสู้แล้วยังสามารถใช้เข่าเพื่อป้องกันการโจมตีของการเตะกลางและเตะตัดล่างเพราะเข่านั้นเป็นอวัยวะที่แข็งมากที่สุดส่วนหนึ่งเพื่อปะทะกับเท้าที่เตะมาทำให้เท้านั้นอาจจะได้รับความเจ็บปวดและพิการได้

 

การใช้เข่ามี 2 ลักษณะ

1.การใช้เข่าโดยที่ไม่ใช้มือ หรือ แขนเกาะยึดดึงกระชากคู่ต่อสู้

2.การใช้เข่าโดยใช้มือ หรือแขนเกาะยึดดึงกระชากคู่ต่อสู้

     การใช้เข่านั้นถ้าแบ่งลักษณะวิถีทางของเข่าที่ออกจากตัวไปถึงคู่ต่อสู้นั้นมีหลายอย่าง เช่น เข่าเฉียง เข่าตรง เข่าโค้ง เข่าตัด เข่าลอย เข่าแต่ละอย่างมีวิธีการทำ จังหวะและโอกาสที่จะใช้แตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกัน

 

เข่าตรงมวยไทย

เข่าตรงมวยไทย หมายถึง เข่าที่เคลื่อนจากตัวเราไปสู้คู่ต่อสู้เป็นแนวตรงล้ำไปข้างหน้า มี 2 ลักษณะ คอ เข่าตรงตีนำ และ เข่าตรงตีตาม วิธีการทำมีดังนี้

1.เข่าตรงตีนำ 

จากท่าจดมวยเหลี่ยมขวาน้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าขวา ซึ่งเป็นเท้าหลังให้ถ่ายน้ำหนักตัวมาที่เท้าหน้า คือ เท้าซ้ายพร้อมกับวางเท้าลงยันพื้นกระตุกเข่าตีขึ้นตรงๆพร้อมกับถ่ายน้ำหนักตัวให้มาอยู่ เท้าขวาน้ำหนักตัวจะไปรวมกันที่ปลายเข่าที่ตีขึ้นไป ดังนั้นการเกร็งกล้ามเนื้อท้องที่ดึงพับเข่าและลำตัวเข้าสวนทางกัน ถ้าเป็นไปอย่างฉับพลันได้จังหวะสัมพันธ์กันมุมของเข่าที่ตีออกไปจะล้ำไปข้างหน้าตรงๆเหมาะสำหรับตีเข่าตรงในระยะประชิด กอด ปล้ำ และการกระชากตี 

2.เข่าตรงตีตาม 

โอกาสที่จะใช้เข่าตรงตีตาม คือ จังหวะที่คู่ต่อสู้จะเข้ามาต่อยหรือฟันศอกจะต้องหลบหลีกปิดป้องหมัดของคู่ต่อสู้ให้ดีจังหวะที่คู่ต่อสู้ถลำเข้ามาโดยไม่ระวังตัวและจังหวะที่คู่ต่อสู้ยืนปักหลักอยู่ไม่ระวังตัวก็ตีเข่าตรงตามได้ในจังหวะที่มีการปัดให้คู่ต่อสู้ถลำไปทางขวาหรือซ้ายแล้วตี

3.เข่าขวาตรง

จังหวะเกาะ กอด ปล้ำ รัดเอว และกระชากตี การเกาะยึด ปล้ำ รัดเอว และกระชากตีทำให้การตีเข่ามีประสิทธิภาพรุนแรงและหนักหน่วงมากกว่าการตีเข่านำ เพราะเป็นเข่าที่ถนัดที่สุด การกอดปล้ำเหล่านี้จะต้องทำด้วยความแข็งแรงเหนียวแน่นรัดกุมเก็บคางให้มิดชิดแนบลำตัวไหล่กดข้อศอกและแขนให้ชิดกันจะทำการตีเข่าได้ผลดีและปลอดภัยยิ่งขึ้นเป้าหมายของการตีเข่าตามก็คล้ายกับเข่านำ คือ ตั้งแต่ต้นขา ทวารหนัก อวัยวะเพศ ท้อง หน้าอก ข้างลำตัว คางและใบหน้า 

4.เข่าเฉียง

การตีเข่าที่มีวิถีทางการตีเฉียงขึ้นจากจุดที่เข่าอยู่ไปจนถึงจุดที่เข่าปะทะเป้าหมายที่เข่าซ้ายจะเฉียงมากระทบเป้าหมายทางขวา ถ้าตีเข่าขวาจะเฉียง มากระทบเป้าหมายทางด้านซ้าย ถ้าคู่ต่อสู้เดินเข้ามาตรงๆเข่าเฉียงจะถูกเป้าหมายบริเวณต้นขาและลำตัวด้านข้าง ถ้าจะใช้การกระชาก ผลัก ฉุด เตะ กอด ปล้ำ ให้คู่ต่อสู้เสียหลักแล้วจึงจะสามารถตีเข่าเฉียงเข้าบริเวณ ท้อง หน้าอก ปลายคาง และ ใบหน้าได้ เมื่อมีการโน้มคอมักจะเหวี่ยงคู่ต่อสู้ไปทางด้านหนึ่งจึงสามารถตีคู่ต่อสู้ไปทางด้านใดด้านหนึ่งจึงสามารถตีเข่าเฉียงได้ถนัด การเหวี่ยงนั้นจะต้องเหวี่ยงให้ทิศทางของคู่ต่อสู้เข้ามาสวนทางกับทิศทางของเข่าเฉียงที่ตีขึ้นไปจึงจะได้ผลดี

5.เข่าโค้ง 

เป็นเข่าที่ผู้ใช้จะต้องบิดสะโพกคว่ำลงให้ทิศทางของเข่าลอยโค้งจากบนลงปะทะเป้าหมายให้ปลายเท้าเหยียดเป็นเส้นตรงกับขาและเข่า

7.เข่าตัด 

เป็นเข่าที่มีทิศทางการตีเข่าผ่านจากขวาไปซ้าย หรือ ซ้ายไปขวาขนานกับพื้นให้ส่วนของหัวเข่าปะทะเป้าหมาย ส่วนของเข่า ขาและปลายเท้าเป็นเส้นตรงขนานพื้น

8.เข่าลอย 

เป็นการกระโดดโยนเข่าขึ้นไปตรงๆเป้าหมายที่ปลายคาง หรือ หน้าอกของคู่ต่อสู้

9.เข่าโหน 

เป็นเข่าที่อาศัยมือ หรือ แขนเกาะโหนคอโหนไหล่ หรือ โหนเหนี่ยวศีรษะคู่ต่อสู้ลดลงมาพร้อมกับตีเข่าสวนขึ้นไป

10.เข่ากระโดดเหยียบ 

เป็นการตีเข่าที่อาศัยการใช้เท้าอีกเท้าหนึ่งเหยียบคู่ต่อสู้แล้วกระโดดเข่าเข้าบริเวณศีรษะ ขมับ คอ ใบหน้า ปลายคาง หน้าอก ท้องและชายโครง การเหยียบอาจจะเหยียบหน้าแข้ง เข่า ต้นขา ก็ได้

 

     ถ้าหากคุณรู้วิธีการของการใช้เข่าในมวยไทย (Muaythai)ก็จะทำให้คุณสามารถป้องกันเข่าจากคู่ต่อสู้และตอบกลับได้อย่างรุนแรงเพราะเข่านั้นถือว่าเป็นอาวุธในร่างกายที่มีพลังและมีอานุภาพรุนแรงมาก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก muaythaionlines

“แม่ไม้” กับ “ลูกไม้” มวยไทย

“แม่ไม้” กับ “ลูกไม้” มวยไทย

      มวยไทย (muay thai) เป็นศิลปะมวยไทยที่ไม่เหมือนชาติใด เป็นปฐมภูมิความคิดของคนไทยที่สืบทอดกันมาช้านานและเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมขอชาติโดยเฉพาะ

      มวยไทย (muay thai) นั้นสามารถใช้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายเป็นอาวุธได้หมด เช่น การออกอาวุธยาว หมายถึง การใช้เท้าเตะ รองจากการออกอาวุธยาว คือ การออกอาวุธเข่าและศอก การออกที่ใช้อวัยวะหมัด ศอก เท้า เข่าและศีรษะได้อย่างครบทุกส่วนแล้ว เมื่อเข้าประชิดตัวต้องสามารถกอดรัด ปล้ำ หัก จับ ทุ่ม โขก คู่ต่อสู้ได้ทั้งรุกและรับอย่างชำนาญ การฝึกหัดมวยไทยนั้นต้องใช้ความพยายามและอดทนต่อความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น การฝึกต้องใช้เวลานานอาจจะเริ่มตั้งแต่เด็กที่มีอายุประมาณ 9-10 ปี ต้องเรียนรู้จริยธรรมคุณธรรมสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ให้โมโหหรือโกรธได้อย่างง่ายๆ เพราะเป็นช่องทางที่จะทำให้เสียเปรียบคู่ต่อสู้ได้ง่ายเกิดจากความขาดสติยับยั้งและความสุขุมรอบคอบไม่สามารถใช้ความคิดของตนเองให้เกิดไหวพริบได้

 

ลักษณะลีลาของมวยไทย

1.มวยหลัก หรือ มวยแข็ง หมายถึง มีวิธีการต่อสู่อย่างรัดกุม สุขุมรอบคอบ ทั้งท่าคุมมวยและจดมวยให้มั่นคง กาเคลื่อนตัวควรก้าวอย่างเต็มไปด้วยความระมัดระวังอาจจะทำให้ดูเหมือนเชื่องช้าแต่ลักษณะประเภทนี้จะถูกสอนให้ตั้งรับและรอจังหวะสุขุมเยือกเย็น มีลำหักลำโค่นดีใช้ศิลปะมวยไทยได้หนักหน่วง รุนแรงและแม่นยำ ลีลาของมวยไทย (muay thai) ลักษณะนี้เหมาะกับคนรูปร่างใหญ่และใจเย็นฝึกฝนมวยหลัก

 

2.มวยเกี้ยว หรือ มวยอ่อน หมายถึง มีวิธีการต่อสู้ที่ใช้ชั้นเชิงแพรวพราว การเข้าทำคู่ต่อสู้ จะไม่หยุดนิ่ง เคลื่อนตัวไปมา ทั้งซ้ายและขวาสลับกันจึงทำให้คู่ต่อสู้จับทางมวยยาก มวยเกี้ยวจะมีลีลาท่าทางที่คล่องแคล่วว่องไว หลบหลีก หลอกล่อและมีสายตาที่ดี การฝึกนั้นถึงขั้นต้องเยื้องย่างในน้ำ ตีน้ำให้กระเซ็น ห้ามหลับตา แรงต้านของน้ำจะช่วยให้เมื่ออยู่บนบกจะสามารถรุกรับ ออกอาวุธได้อย่างรวดเร็วทั้งเท้า เข่า หมัดและศอก ลีลาของมวยไทย (muay thai) ลักษณะนี้เหาะสำหรับคนที่มีรูปร่างเล็ก ผอมเพรียว จะสามารถฝึกหัดมวยเกี้ยวได้ดี

 

     มวยหลักและมวยเกี้ยวต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว คือ มวยหลักนั้นจะมีความรุนแรงในการใช้ ศอก เขา เท้า ส่วนมวยเกี้ยวนั้นจะใช้ศอก เข่า เท้า ได้อย่างรวดเร็วและฉับไวกว่าและไม่รุนแรงเท่ามวยหลัก แต่มวยหลักและมวยเกี้ยวนั้นต่างขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะตัวบุคคลสำหรับผู้ที่มีรูปร่างไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไปก็สามารถฝึกฝนผสมผสานกันระหว่างมวยหลักและมวยเกี้ยวได้ คือ มีทั้งความรุนแรงในการใช้ศอก เข่า เท้าและความคล่องแคล่วว่องไว การฝึกฝนที่ดีควรจะเป็นทั้งมวยหลักและมวยเกี้ยว คือ ตีทั้งวงนอกและวงใน ถนัดทั้งรุกและรับ เพราะฉะนั้นการฝึกแม่ไม้และลูกไม้ควรฝึกฝนหลายรูปแบบ ซึ่งจะใช้เวลานานและต้องมีความอดทนฝึกฝนตลอดปีติดต่อกันเป็นขั้นตอนมีระบบและระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน

 

แม่ไม้กับลูกไม้มวยไทย

แม่ไม้กับลูกไม้มวยไทย คือ กระบวนท่าศิลปะป้องกันตัวทั้งรุกและรับที่มีท่าทางที่สวยงามและน่าเกรงขามเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่บรรพบุรุษของคนไทยได้คิดสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด ซึ่งมีวิวัฒนาการมาเป็นพันปีและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน แม่ไม้มวยไทยที่สำคัญในการฝึกอันเป็นพื้นฐานของการใช้ไม้มวยไทย ซึ่งผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะมาฝึกลูกมวยไทย ถือว่าทั้งแม่ไม้กับลูกไม้มวยไทยนั้นเป็นการฝึกอย่างละเอียด

1.แม่ไม้มวยไทย 15 ท่า

- สลับฟันปลา
- ปักษาแหวกรัง
- ชวาซัดหอก
- อิเหนาแทงกริช
- ยอเขาพระสุเมรุ
- ตาเถรคาฝัก
- มอญยันหลัก
- ปักลูกทอย  
- จระเข้ฟาดหาง
- หักงวงไอยรา
- ปิดหางนาคา
- วิรุฬหกกลับ
- ดับชวาลา
- ขุนยักษ์จับลิง
- หักคอเอราวัณ  

2.ลูกไม้มวยไทย 15 ท่า

- เอราวัณเสยงา
- บาทาลูบพักตร์
- ขุนยักษ์พานาง
- พระรามน้าวศร
- ไกรสรข้ามห้วย
- กวางเหลียวหลัง
- หิรัญม้วนแผ่นดิน
- นาคามุดบาดาล
- หนุมานถวายแหวน
- ยวนทอดแห
- ทะแยค้ำเสา
- หงส์ปีกหัก
- สักพวงมาลัย
- เถรกวาดลาน
- ฝานลูกบวบ

 

     แม่ไม้กับลูกไม้มวยไทยเป็นการผสมผสานการใช้อาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก เพื่อการรุกหรือรับในการต่อสู่ของมวยไทยและถ้านำไปผสมผสานกับมวยหลักและมวยเกี้ยวก็จะยิ่งทำให้พลิกแพลงไปใช้กับคู่ต่อสู้ได้มากมาย

ขอขอบคุณขอมูลจาก muaythaionline

เครื่องรางของขลังในมวยไทย

เครื่องรางของขลังในมวยไทย

     มวยไทยในอดีตนั้นเป็นสิ่งสำคัญของลูกผู้ชายไทยเพราะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การร่ำเรียนวิชาอาคมเพื่อความอยู่ยงคงกระพันเชื่อว่าจะช่วยให้การต่อสู้รับชัยชนะและปลอดภัยจากคมหอก คมดาบและช่วยป้องกันคาถาอาคมของฝ่ายศัตรูด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นที่นักรบต้องมีเครื่องรางของขลัง เครื่องรางของขลังในมวยไทย เช่น การสักยันต์ ตะกรุด

 

มงคล

มงคลนั้นทำด้วยสายสิญจน์ หรือ ผ้าดิบที่มาจากเกจิอาจารย์เป็นผู้เขียนอักขระหัวใจมนตร์ คาถาและเลขยันต์ถักและม้วนพันด้วยด้าย หรือ ด้ายสายสิญจน์ ห่อหุ้มด้วยผ้าซึ่งผ่านพิธีกรรมจากครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมและทำให้เป็นวงใช้สวมศีรษะ โดยการรวบเป็นหางยาวไว้ข้างหลัง มงคลนั้นก็มีตำนานในอดีตเช่นกัน คือ เล่ากันว่าห่วงวงกลมทำมาจากงูกินหาง อาจจะเป็นงูหนึ่งตัวที่กินหางตัวเองหรืองูสองตัวที่กินหางกันเอง การที่งูกินหางกันเองนั้นมาจากอำนาจสะกดจิตหรือพลังจิตในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ แล้วนำห่วงกลมที่เกิดจากงูนั้นไปย่างไฟจนแห้งสนิท หลังจากนั้นก็นำไปแช่น้ำมนตร์ ซึ่งน้ำมนตร์นี้หุงมาจากน้ำมันมะพร้าวผสมด้วยว่านยาสมุนไพรบางอย่างแล้วก็พันไว้ด้วยผ้ายันต์หรือด้ายสายสิญจน์หุ้มไว้อีกชั้นหนึ่งใช้เป็นเครื่องผูกศีรษะ แต่ในปัจจุบันสูญหายไปหมดแล้ว มงคลถือว่าเป็นเครื่องรางที่ให้สิริมงคลและคุ้มกันอันตราย ในอดีตนั้นใช้สวมศีรษะในขณะชก แต่ถ้าในขณะที่ชกนั้นมงคลหลัดออกจากศีรษะลงพื้น ฝ่ายตรงข้ามจะหยุดทันทีเพื่อให้เก็บมงคลใส่ขึ้นมาบนศีรษะก่อนแล้วจึงเริ่มชกต่อ นักรบในอดีตก็สวมมงคลบนศีรษะในการออกรบเช่นกัน เวลาที่ไม่ได้ใช้ก็จะเก็บรักษาไว้บนที่สูง เช่น บนหิ้ง บนตู้ หัวนอน เพื่อบูชาและป้องกันคนเดินข้ามเพราะจะทำให้คาถาอาคมเสื่อมลงได้

 

ประเจียด

ประเจียด คือ การใช้ผ้าสาลู (ผ้าขาวบางเนื้อดี) หรือ ผ้าดิบ สีขาวหรือสีแดงตัดเป็นสามเหลี่ยมลงเลขยันต์มหาอำนาจ ส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในชุดวิชาคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด กำลังตัวหรือคุมกำลัง ในส่วนของภาษาที่ใช้เขียนมักเป็นอักขระโบราณ เช่น อักษรขอม อักษรเทวนาครี ซึ่งจะทำมาจากพระครู เกจิอาจารย์ ผู้เขียนจะทำพิธีพุทราภิเษกแบบเดียวกับพระเครื่องหรือพระบูชา ม้วนหรือถักพันด้วยด้าย อาจจะใส่ว่าน ตระกรุด หรือ เครื่องรางของขลังชนิดอื่นเอาไว้ในผ้าประเจียดได้เป็นเครื่องรางที่นักมวยจะใช้ผูกติดกับต้นแขนตลอดการชกมวย

 

ผ้ายันต์

ผ้ายันต์ คือ ผ้าดิบหรือผ้าเนื้อบางสีขาวหรือสีแดง เขียนอักขระเลขยันต์และรูปภาพต่าง ๆ โดยพระครูหรือเกจิอาจารย์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือว่ามีอาถาอาคม วิธีทำคล้าย ๆ กับประเจียดแต่ผ้ายันต์นั้นจะเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้า ใช้พกติดตัวหรือพันแบบประเจียดก็ได้

 

เสื้อยันต์

เสื้อยันต์นั้นใช้ผ้าดิบสีแดงหรือสีขาวตัดเป็นเสื้อกั๊กคอกลมแขนกุด เขียนอักขระเลขยันต์และรูปภาพต่าง ๆ แบบเดียวกับผ้ายันต์และประเจียด ใช้สวมทับเสื้อชนิดอื่นหรือสวมเพียงตัวเดียว นักรบมักจะสวมยามออกศึกสงครามเพราะเชื่อกันว่าจะช่วยป้องกันศาสตราวุธทุกชนิด ส่วนนักมวยนั้นจะไม่ค่อยสวมเสื้อยันต์แต่มักจะใช้เครื่องรางชนิดอื่นแทน

 

พระเครื่อง

พระเครื่องนั้นทำด้วยโลหะ ผงปูน ดิน หรืออาจจะทำมาจากวัตถุหลายชนิดจากแหล่งต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเคารพนับถือนำมารวมกัน บางครั้งมีการใช้เส้นผม เชี่ยนหมาก เศษจีวรของเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหรือที่ศรัทธาลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความขลังแล้วจึงทำพิธีพุทธาภิเษกลงเลขยันต์ คือ จัดพิธีกรรมที่รวมการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย นักมวยจะพกพระเครื่องติดตัวเวลาชก โดยการพันไว้กับมงคล หรือ ผ้าประเจียด นักมวยบางคนก็อมไว้ในปากเวลาชก วิธีที่อมไว้ในปากไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะอาจจะเกิดอันตรายขึ้นต่อตนเองได้

 

ตะกรุด

ตะกรุดใช้แผ่นโลหะบางรูปสี่เหลี่ยม เช่น ทอง เงิน ทองแดง นาก ใบลาน หรือ กระดาษลงเลขยันต์คาถาอาคม แบบเดียวกับที่ลงผืนผ้าเพ่อทำประเจียด แล้วม้วนให้กลมตรงกลางเว้นช่องว่างสำหรับใช้สายเชือกร้อยสำหรับคาดบั้นเอว คล้องคอ หรือ คาดเอาไว้ใต้ต้นแขน ถ้าจะใช้สำหรับใส่ในมงคลหรือประเจียดมักจะใช้เป็นตะกรุดขนาดเล็กแทน

 

พิสมร

พิสมรทำด้วยแผ่นโลหะหรือใบลานรูปสี่เหลี่ยม ลงเลขยันต์มีที่ร้อยสาย แต่โดยส่วนมากจะไม่ม้วนกลมอย่างเช่นตะกรุด แต่ผ่านพิธีกรรมเดียวกับตะกรุด

 

พิรอด

พิรอดทำด้วยกระดาษสา หรือ ถักด้วยหวายผ่านพิธีกรรมแล้วลงรักปิดทองเรียกว่า “กำลังพิรอด” ใช้สวมต้นแขน หรือ แขวนพิรอดใช้สวมนิ้ว ถ้าหากเป็นกำไลพิรอดชนิดงู 2 ตัวที่กินหางกันเองจนตายทั้งคู่เช่นเดียวกับการทำมงคล นับว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่หายากและเชื่อว่ามีอานุภาพสูง

 

ว่าน

ว่าน คือ พืชที่มีสรรพคุณมากมาย ว่านบางชนิดสามารถรักษาโรคได้ใช้รับประทานรักษาโรคบางชนิดหรือใช้ทารักษาบาดแผล รักษาผิวหนัง บางชนิดห้ามรับประทานเพราะเป็นพิษ บางชนิดเชื่อว่าทำให้ผิวหนังทนความร้อนได้หรือหนังเหนียว จึงนิยมนำมาเป็นเครื่องรางของขลังโดยการปลุกเสกคาถาอาคมเช่นเดียวกับเครื่องรางของขลังชนิดอื่น ใช้พกติดตัวในมงคล ประเจียดหรือเป็นส่วนผสมในการทำพระเครื่อง แต่บางคนนั้นนำไปแช่น้ำดื่ม

 

การคาดเชือก

การคาดเชือกนั้นถือว่าเป็นเอกลักษณ์เห็นได้ชัดในมวยไทย โดยการคาดเชือกที่มือโดยใช้ด้ายดิบที่จับเป็นโจ ใช้พันสันหมัดและข้อมือ ความแตกต่างกันแล้วแต่ความต้องการของประเภทนักมวย การคาดเชือกนั้นมีประโยชน์ต่อนักมวยมากเพื่อไม่ทำให้กระดูกนิ้วมือเคล็ดง่ายและทำให้หมัดแข็ง น้ำหนักหมัดมีความหนาแน่นกว่าหมัดธรรมดา แต่ถ้าพันมากเกินไปก็เกิดผลเสียเช่นกันเพราะจะทำให้ชกอืดอาด แต่ในนักมวยบางคนจะมีครูอาจารย์เป็นผู้พันด้ายดิบให้พร้อมกับท่องคาถาไปพร้อม ๆ กัน คุณลักษณะพิเศษของการคาดเชือกนั้นทำให้สามารถบอกภูมิลำเนาของสำนักมวยได้ว่ามาจากที่ไหน เช่น

- มวยโคราช เป็นนักมวยเตะและต่อยวงกว้างจะคาดหมัดถึงข้อศอกเพื่อป้องกันการเตะ

- มวยไชยา เป็นนักมวยที่ถนัดใช้ศอกและแขน การคาดเชือกจึงเลยข้อมือไม่มากนักเพื่อกันเคล็ดเท่านั้น

 

     นี้ก็เป็นเครื่องรางของขลังในมวยไทยที่นักมวยจะนิยมใช้ทุกครั้งเมื่อต้องขึ้นชก แต่อย่างไรก็ตามมักอยู่ที่ความเชื่อของคน เพราะก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคในการชกด้วยเช่นกัน

ท่าออกกำลังกายสไตล์นักมวย

ท่าออกกำลังกายสไตล์นักมวย

แน่นอนว่าการออกกำลังกายของหนุ่มๆ ต้องมีเป้าหมายที่จะหุ่นฟิตเฟริ์ม และเอาเจ้าไขมันส่วนเกินที่ติดตามเราตัวอยู่ตลอดเวลาออกไปจากชีวิต และอยากที่จะเห็นรูปร่างของตัวเองถอดเสื้อหุ่นปังๆ ในกระจกเวลาแทนที่จะมานั่งดูพุงห้อยย้อยลงพื้น

 

     ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราด้วย เพราะหากเราคิด 10 ลงมือทำ 1 แน่นอนมันเกิดได้ขึ้นหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ อย่ารอที่จะเริ่มทำอะไรให้กับตัวเอง วันนี้ทาง Jaroenthong GYM ได้นำเอาเทคนิคต่างๆ เบิร์นไขมัน กล้ามสวย สาวๆ ต้องกรี๊ดอย่างแน่นอน โดยสามารถทำได้เองที่บ้านแถมประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกด้วย

 

Shoulder Presses

 

     ในการแข่งขันกีฬามวยนั้น หัวไหล่ที่แข็งแรง นั้นเป็นปัจจัยสำคัญ ในการชกเนื่องจากว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นเป้นส่วนสำคัญที่ใช้ในการใช้ปล่อยหมัดออกไปและยังช่วยเป็นการ์ดป้องกันจากการโจมตีของคู่ต่อสู้

     ดังนั้นในท่า Shoulder Presses จะเป็นท่าเคล็ดลับในการสร้างกล้ามเนื้อของหัวไหล่อย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลักก็คือ ดัมเบล แต่ถ้าหากไม่มีจริง ๆ สามารถใช้ขวด จับให้มั่นคงจากนั้นดันพื้น และลง อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับท่าบริหารร่างกายส่วนบนอื่นก็จะทำให้คุณมีหัวไหล่ที่สวยงามราวและแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

 

Clap Press-Up

 

     อีกหนึ่งวิธีออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ใช้ได้ผลจริง และยังทำได้บ่อยครั้งตามใจต้องการอีกด้วย นั่นคือ Clap Press-Up โดยวิธีการก็แสนง่าย เพียงคุณใช้กำลังของมวลกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบนออกมาให้หนัก ท่านี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความเข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่มันยังช่วยมันยังช่วยปรับสัดส่วนของ Body Balance ซึ่งเป็นสิ่งที่นักมวยจำเป็นสำหรับนักมวยทุกคนด้วย

 

Plank

 

     เป็นหนึ่งในท่าที่ดูธรรมดาๆแต่ต้องบอกว่าหินมากกับการที่จะทำให้แกร่ง นับเป็นที่ทรมานที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วนเพื่อที่จะสามารถทำท่า Plank ให้แกร่งและนาน อย่างไรก็ตามในการออกกำลังกายต้องออกอย่างเหมาะสม และคู่ไปกับท่า Crunches และ Sit Up จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ให้กลับร่างกายและช่วยให้หมัดหนักขึ้นอีกด้วย

 

Skipping

 

     ในการชกมวยนอกจากการชกแล้วก็ยังคงอาศัยความเร็วเพื่อนที่จะหลบหลีกหมัดของคู่ต่อสู้ที่ปล่อยออกมาดังนั้นความว่องไวของ Foot work การที่จะเพิ่มขีดความสามารถตรงจุดนี้สามารถทำได้โดยการเล่นท่าSkipping ใช้เพียงเชือก และที่โล่ง เท่านั้นคุณก็สามารถทำได้แล้ว Skipping ก็เป็นปัจจัยหลักของท่าฝึกฝนการเป็นมวยอาชีพที่ใช้ แถมยังเป็นทำที่ใช้รักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมออีกด้วย

 

Push Ups

 

     ในส่วนของท่านี้ ค่อนข้างที่จะยากสำหรับคนที่ไม่เคยหรือไม่ค่อยได้ออกกำลัง “ Push Ups ” น่าจะเป็นอุปสรรคในช่วงแรก เพียงแค่คุณตั้งใจและพร้อมที่จะเปลี่ยนตัววเอง ท่าง่ายๆท่านี้คง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอาจจะเริ่มจาก ทำที่ละน้อยๆครั้ง แล้ว เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะท่านี้ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อหลายส่วน หัวไหล่ แผงอก จะเป็นที่นิยมของนักมวยทุกคน ถ้าหากมีเวลาว่าง เราก็ควรที่จะPush Ups เป็นประจำทุกวัน

 

Sit-Ups

 

     ท่าเบสิคที่หลายไคนน่าจะรู้จักดี แต่พื้นฐานของท่านี้ที่เป็นหัวใจหลักของความเข็งแรงของนักมวยระดับโลกหลายๆคน เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง และมันจะสร้างความมั่นใจของนักมวยที่จะไม่ต้องค่อยพะวงกับการลดการ์ดลงป้องกันลำตัว และเพิ่มโอกาสเดินหน้าแลกหมดแบบไม่กลัว

 

Squats

 

     ท่านี้เสริมความแกร่งในช่วงล่วง ซึ่งสำคัญมากกับการเคลื่อนไหวและความมั่นคงกับการยืน นักมวยที่ดีจะต้องมีการยืนที่มั่นคง เพื่อเข้าวงในใช้เทคนิคต่างๆ ในการจัดการคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา ในการ Squats จะช่วยเพิ่มความเข็งแรงและว่องไว และยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต้นขาด้านหน้า-หลัง

การใช้ Squats และออกกำลังกายที่ใช้ส่วนสะโพกอื่นๆอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณช่วงล่างที่มั่นคงและแข็งแรงไม่แพ้ใครแน่นอน

 

Shadow Boxing

 

     Shadow Boxing  เรียกง่ายๆเป็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นับเป็นการสร้างเทคนิคการชกที่ดีที่สุดในการฝึกซ้อม รวมไปถึงการรักษาน้ำหนักความความฟิตของร่างกาย ในการทำ Shadow Boxing เรานั้นสามารถทำได้ในทุกสถานที่ แต่จะมีสถานที่นึงที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “ในบ่อทรายหรือชายหาด ”  เนื่องจากเทคนิคนี้นักมวยได้เริ่มเรียนรู้เทคนิค จากการที่ดูนักฟุตบอลที่เล่นตามชายหาด ซึ่งทรายจะช่วยยึดเหนี่ยวช่วงล่างของลำตัวเราไว้ ทำให้ขยับลำตัวช่วงบนของเราได้อย่างอิสระระหว่างที่ทำอยู่ ดังนั้นมันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เทคนิคและการชกได้ดียิ่งขึ้น

 

Chin Ups

     

     ที่ขาดไม่ได้ไม่ได้เลยในการฟิตร่างกายช่วงบน หากท่านใดต้องการจะมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรงและสมส่วน  เน้นไปที่การเล่นท่า Chin up เพราะท่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก และหัวไหล่ ในท่าเดียว

 

     จะสังเกตได้ว่า ที่บ้านของเหล่านักมวยมักจะมีบาร์ที่สามารถยึด ไม่ว่าจะ ประตูบ้าน หรือ แทนบาร์สำหรับโหน เพื่อที่จะบริการกล้านเนื้อส่วนนั้นเป็นกิจวัตรของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบที่จะทำให้หนักขึ้นอย่างรวดเร็วควรเริ่มจากจำนวนครั้งที่ทำไหวก็พอ หากเป็นไปได้หาคนคอยเซฟในการยกตัวในช่วงแรกก็จะดีกว่าการหักโหมมากเกินไป อาจจะทำให้อันตรายถึงขั้น กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดอาการบาดเจ็บ ซึ่งมันส่งผลให้เราเสียโอกาสต่างๆในการออกกำลังกาย

 

Burpees

 

     ท่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความ ยากและเหนื่อยแทบขาดใจ และ Burpee ยังคงเป็นท่าที่ยากที่สุดใน 10 ท่าที่กล่าวมา แต่ท่านี้ช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นหัวใจ และเป็นเห็นผลดีที่สุดของการออกกำลังกาย เป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกายหากใครที่อยากจะมีรูปร่างที่สมส่วนอลองท่านี้เลย “Burpee” ต้องออกให้ถูกต้อง ลองดูท่าที่ถูกต้องในวิดีโอที่ถูกต้องใน Youtube ได้เลย ไม่ยากอย่างที่คิด

 

     คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยในทันที การเริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญ วินัย ความอดทน สร้างpassion ให้กับตัวเอง  sixpack ของคุณก็จะผุดขึ้นมาในไม่ช้า อย่าลืมที่จะดูแลตัวเองและสุขภาพด้วยนะครับ

มวยไทยมาจากไหน กันแน่

มวยไทยมาจากไหน

“ Muay thai ” มวยไทย ไม่มีปรากฏในสมัยใด มีเพียงตำนานที่กล่าวขานมาว่า เป็นศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย เพื่อใช้ในการปกป้องอาณาจักรของไทยเรานั้นแหละ การต่อสู้ด้วยหมัด เท้า ศอก ศีรษะ แขน ขา ได้ถูกคิดค้นและกลั่นออกมาจากมันสมองบรรพชนชาวไทย จนมวยไทยนั้นเป็นศาสตร์ที่มีหลักสูตรเฉพาะตัว เช่นเดียวกับศิลปะศาสตร์ด้านอื่นๆ มวยไทยไม่ได้นิยมชมชอบเพียงแต่ในประเทศไทย ยังได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศโซนยุโรปและทั่วโลก ซึ่งเป็นกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

         

     กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย และหน่วยงานภาพต่างๆได้มีการ ผลักดันให้มีการสถาปนา "วันมวยไทย” โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ กำหนดให้วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ของทุกๆปี จะจัดให้เป็นวันมวยไทย ซึ่งเป็นวันที่ตรงกันวันเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระปรีชาสามารถด้านมวยไทยเป็นที่ประจักษ์ และเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ที่เสด็จออกไปชกมวยกับสามัญชน ตามบันทึกในพงศาวดาร (ฉบับพระราชหัตเลขา พ.ศ.๒๕๔๒) ที่กล่าวว่า

  

   พระเจ้าเสือ ทรงแต่งกายแบบชาวบ้าน เสด็จทางน้ำพร้อมเรือตามเสด็จ ไปขึ้นที่ตำบลตลาดกรวด ช่วงนั้นกำลังมีงานมหรสพและมีผู้คนไปเที่ยวชมงาน และมีการละเล่นมากมายหลายอย่าง และพระองค์ได้เสด็จไปยังสนามมวยและให้นายสนามจัดหาคู่ชกให้ โดยให้คนประกาศกับประชาชนทราบว่า พระองค์เป็นนักมวยจากเมืองกรุง ถึงทำให้ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะสมัยนั้นนักมวยในเมืองกรุงศรีอยุธยามีชื่อเสียงมาก นายสนามจึงได้จัดนักมวยที่มีฝีมือเท่าที่มีอยู่ มาเป็นคู่ชก กับ พระเจ้าเสือ ถึง 3 คนซึ่งแต่ละคนเป็นนักมวยที่มีฝีมือดี  แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและความชำนาญในศิลปะมวยไทย ที่พระองค์ได้ทรงฝึกหัดและศึกษาจากสำนักมวยหลายสำนัก จึงทำให้พระองค์สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทั้ง ๓ คนได้ และได้รับรางวัลเป็นเงินหนึ่งบาท ส่วนผู้แพ้ได้สองสลึง ซึ่งพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยกับการได้ชกมวยในคราวนั้นไม่น้อย

 

     จากการที่พระเจ้าเสือทรงพระปรีชาสามารถเกี่ยวกับมวยไทย จึงทรงคิดท่าแม่ไม้ ไม้กลมวยไทยขึ้นมาเป็นแบบเฉพาะพระองค์ เรียกว่า "มวยไทยตำรับพระเจ้าเสือ” จากที่ได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยรัชการที่ ๕ ซึ่งเป็นตำรามวยตำรับพระเจ้าเสือที่เก่าแก่ที่สุด เป็นมรดกทางภูมิปัญญาจากบรรพชนที่ได้รับการถ่ายทอดมาสู่ชนรุ่นหลัง และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

 

     ในความเป็นไทย ระหว่างศิลปะการต่อสู้ และ การป้องกันตัว ที่เรียกว่ามวยไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ในการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังคงมีนัยแฝงอยู่มากมาย เนื่องจากมีที่มารากเหง้าของชนเผ่าไทยและในฐานะ “มวยไทย”ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เป็นทั้งวิถีชีวิต สังคม และจิตวิญญาณความเป็นไทย ที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกราช เอกลักษณ์  ตลอดจนเพื่อรณรงค์ปลุกจิตสำนึกให้ชนรุ่นหลังรำลึกถึงความเป็นมาของภูมิปัญญาแห่งชนชาติ ที่ได้รังสรรค์ “มวยไทย”ไว้เป็นมรดกการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์

 

     ในสมัยนี้หากต้องการจะชมศิลปะมวยไทยเหล่านี้ก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยช่องทางหลากหลาย เช่นไลน์ ยูทูป หรือบนทีวีมีก็มีให้ชมหลากหลายช่องและหากอยากสัมผัสบรรยากาศจริง ก็ยังสามารถมาดูได้ที่ยิมมวย jaroenthong muay thai gym Khaosan ในเวที muay thai super champ หรือทางช่อง 8 ของเรานั้นเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

รู้หรือไม่ ทำไมต้องรำมวยก่อนชก

รู้หรือไม่ ทำไมต้องรำมวยก่อนชก

รู้ไหมทำไมถึงต้องมีการรำไหว้ครู แล้วทำไมต้องมีท่าทางต่างๆ ต้องบอกก่อนเลยว่า การทำความเคารพก็เป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามของคนไทยมาดั่งเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการรำไหว้ครูที่เป็นจารีตประเพณีสำคัญในการแสดงความเคารพและยังเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งผู้เรียนฝึกฝนจะต้องมีการขึ้นครู เป็นสิ่งแรกด้วยเช่นกัน

     พูดง่ายๆว่าเป็นการฝากตัวเป็นศิษย์-อาจารย์ อยู่ในโอวาทย์ ของครูบาอาจารย์ แสดงถึงความความนอบน้อม ยอมรับเพื่อที่จะเรียนรู้ความกล้าหาญ และการเตรียมพร้อมในการที่จะฝึกฝนไปในขั้นต่อๆไป นักมวยจะต้องมีครู และต้องเคารพและเทิดทูนครู เพราะว่าการที่ครูยินยอมที่จะรับผู้ใครเป็นศิษย์นั้น ในอดีตกาลนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะในสมัยนั้นครูที่เป็นมวย มีฝีมือไม่ได้มีอยู่มากมาย และในการสอนไม่ได้คิดค่าบริการสอน แต่หากใครที่ต้องการจะเรียนจะต้องฝากเนื้อฝากตัวกับครู คอยปรนนิบัติอยู่เป็นเวลานาน จนกว่าจะได้รับการถ่ายทอดวิชาจนครบถ้วน เพราะสาเหตุครูมวยกับศิษย์ในสมัยก่อนนั้นจึงมีความสนิทใจราวกับพ่อกับลูก

     การไหว้ครูก่อนที่จะมีการแข่งขันมวยไทยเป็นข้อแตกต่างจากกีฬาอื่นๆ โดยเฉพาะ "คิกบ็อกซิง" (kick boxing) ที่ได้มีการลอกเลียนแบบการชกมวยของไทย แทบจะเหมือนกันทุกอย่างเพียงแต่ไม่ให้ใช้ศอกในการชกบนสนามและไม่มีการไหว้ครูก่อนเริ่ม ดังนั้น ในการรำไหว้ครูจึงถือเป็นจุดเด่น และเอกลักษณ์ของกีฬามวยไทยอย่างแท้จริง

 

ยศ เรืองสา ได้กล่าวถึงข้อควรปฏิบัติของผู้ฝึกมวย ในหนังสือ ตำรามวยไทยตำรับพระเจ้าเสือว่า นักมวยมีข้อพึงปฏิบัติดังนี้

 ๑) จงทำตนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

๒) จงสุภาพต่อคนทั่วไป

๓) จงเป็นผู้มีสันติธรรมไม่พาลเกเร

๔) จงเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น

๕) ต้องเป็นผู้มีมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อต่อทุกสิ่ง

๖) จงเป็นผู้เสียสละต่อหมู่ชน เมื่อประเทศชาติต้องการ

๗) จงสร้างแก่นแท้ของจิตใจให้แกร่งกร้าวเยี่ยงเหล็กเพชร

๘) จงเป็นผู้เห็นธรรมในหลักพระพุทธศาสนา และมีศีลธรรมประจำใจ

๙) ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา รักชื่อเสียงและค่ายคณะของตน

๑๐) ต้องออกกำลังกายอยู่เสมอเป็นประจำ

๑๑) ต้องไม่เอาเปรียบคู่ต่อสู้ในทางผิดกติกา และศีลธรรม

๑๒) ต้องเคารพกฎหมายของบ้านเมือง

นอกเหนือจากการขึ้นครูก็จะมีการครอบครู นั้นหมายถึง การที่ศิษย์ได้ศึกษาศิลปะมวยไทยจนหมดสิ้นแล้ว และสามารถถ่ายทอดวิชาให้แก่ผู้อื่นได้ ก็จะทำพิธีครอบครูให้ 

 

ประโยชน์จากการร่ายรำไหว้ครู

การไหว้ครูสื่อความหมายให้เห็นคุณค่าด้านวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย มีคุณประโยชน์มากมายทางด้านจิตใจของนักมวยและผู้ชมมวย  ดังนี้

 

๑) ปลูกฝังนิสัยให้เป็นมวย คือ รู้จักรัก เคารพครูอาจารย์ บิดามารดา ผู้ให้กำเนิดมวยไทย

๒) ปลูกฝังจิตสำนึกให้ตระหนักในคุณค่าของศิลปะมวยไทย เกิดความรักและหวงแหนที่จะอนุรักษ์ให้คงไว้สืบไป

๓) เป็นกิจกรรมเผยแพร่เอกลักษณ์ และศิลปวัฒนธรรมประจำชาติได้อย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรี

โดยหัวใจหลักๆของการร่ายรำไหว้ครู คือ การระลึกถึงพระคุณของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชา และระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปกป้องคุ้มครองรักษาให้รอดพ้นจากภัยอันตราย ส่วนการร่ายรำถือเป็นการแสดงถึงความฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้ และเป็นการอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสายไปด้วยในตัว รวมทั้งได้ดูชั้นเชิงคู่ต่อสู้ ดูสถานที่ในการหลบหลีก ขณะเข้าโรมรันพันตูกับคู่ต่อสู้

 

การร่ายรำไหว้ครู 

 

ท่ายืน ไหว้ทิศขวา

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องขวา ไหว้ทิศเบื้องขวา ร่ายรำท่านกยูงรำแพน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

ท่ายืน ไหว้ทิศซ้าย

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องซ้าย ไหว้ทิศเบื้องซ้าย ร่ายรำท่าหงส์เหิน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

ท่ายืน ไหว้ด้านหน้า-หลัง

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทางขวาจนไปถึงด้านหลัง ไหว้ทิศเบื้องหลัง พยักหน้า ๓ ครั้ง ทำท่าดูดัสกร ร่ายรำท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง หมุนไปทางขวา ก้าวเท้าชิด ไหว้ทิศเบื้องหน้า

 

ในการไหว้ครูนั้นนับเป็นศิลปะแม่ไม้มวยไทยที่มีความงดงามและเอกลักษณ์ของไทยและขาดไม่ได้เลยนั่นคือการแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ ในปัจจุบันอาจจะหาดูได้ไม่ยากในทีวี ไม่ว่าจะเป็นช่องมวยไทย 7 สี แต่หากเป็นการแสดงและการสืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ อาจจะหาดูได้น้อยแล้ว กลับกันที่ชาวต่างชาติกลับให้ความสำคัญกับมวยไทยของเราอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่มีการออกอาวุธที่คม สวยงาม ยังถือเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อให้ดูดีและยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างมวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และทั่วโลกต่างให้การยอมรับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สารานุกรมไทย

ออกกำลังกายในร่ม หนีฝน หนีฟ้า มีอะไรบ้าง

ออกกำลังกายในร่ม หนีฝน หนีฟ้า มีอะไรบ้าง

เชื่อว่าสำหรับใครหลาย ๆ คนที่มีความชื่นชอบรักในการออกกำลังกายแต่แน่นอนว่าอุปสรรคไม่มาสามารถเลือกที่เกิดได้ อย่างในช่วงนี้ก็คงหนีไม่พ้น ฤดูฝน ทำให้เราไม่สามารถออกไปเล่นกิจกรรมกลางแจ้งได้เพราะฝนตกอาจจะเกิดความไม่สะดวกทั้งด้านการเดินทาง รถติด เชื้อโรคที่มากับฝนทำให้ไม่สบายและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำกิจกรรมตอนเล่นกีฬาอีกด้วย วันนี้เรามีกีฬาที่สามารถเล่นได้ในฤดูฝน เราไปดูกันว่ามีกีฬาอะไรบ้าง

 

ซ้อมชกมวย

     ซ้อมชกมวย เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เหมือนเป็นการออกกำลังกายและมีความมันส์ สนุกสนาน และเผาผลาญแคลอลี่ได้ดีมากในเวลาเดียวกัน เนื่องจากว่า มวยเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่เรียกเหงื่อได้อย่างมากเพราะใช้ร่างกายเกือบทุกส่วนทั้งแขน ขา ลำตัว จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดี ส่วนเรื่องสถานที่ส่วนใหญ่ค่ายมวยจะอยู่ในร่ม เรื่องฝนจึงไม่เป็นปัญหากับกีฬาประเภทนี้ เอาความอึดอัดและความเครียดจากที่ทำงานไประบายอารมณ์โดยการชก เตะ ต่อย ให้หายเครียดกับงานกันดีกว่า

 

แบดมินตัน

     แบดมินตันเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมรรถภาพร่างกายที่ดี ทั้งด้านความแข็งแรง ความอดทน การทำงานสัมพันธ์กันของประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ พลังความยืดหยุ่นของอวัยวะต่าง ๆ ความคล่องตัว ฯลฯ ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างนี้จึงจำเป็นว่าคนที่จะสามารถเล่นแบดมินตันได้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง อวัยวะทุกส่วนได้รับการพัฒนาอยู่เสมอโดยเฉพาะข้อมูล ขา แขน และสายตา กีฬาประเภทนี้ต้องอาศัยความฉลาดและไหวพริบสูงจึงสนุกมากเมื่อได้เล่นกับคู่แข่งที่มีชั้นเชิงพอ ๆ กัน แค่เลือกคอร์ตในร่มก็สนุกกับการแข่งขันชิงไหวพริบกับเพื่อนในแก๊งได้แล้ว

 

เต้นซุมบ้า

     การออกกำลังกายเต้นซุมบ้า คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ผสมผสานท่าเต้นสไตล์ลาตินอเมริกา เวลาเต้นจึงเหมือนกับการที่เราได้ระบำหน้าท้อง แอโรบิก และฮิปฮ็อปไปด้วยกัน แถมเสียงเพลงลาตินที่เร้าอารมณ์ยังทำให้เราอยากเต้นซุมบ้าเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานและถ้าได้เต้นซุมบ้าไปกับเพื่อน ๆ ยิ่งทำให้เพลิดเพลินไปด้วย ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้นแบบไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและยังสามารถเผาผลาญไขมันได้ดี

 

ฟุตซอลในร่ม

     การเล่นฟุตซอลในร่มถ้าเราลองเปลี่ยนมาเล่นในร่มก็สนุกไม่แพ้กัน แถมยังไม่เปียกฝนเมื่อฝนตกอีกด้วย ไปเสียเหงื่อกับแก๊งเพื่อนได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรกันดีกว่า

 

     การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นว่าเราต้องออกกำลังกายกลางแจ้งเพียงอย่างเดียว ในสถานการณ์หน้าฝนแบบนี้กีฬาในร่มก็สร้างประโยชน์ได้ไม่แพ้กันอย่าลืมดูแลสุขภาพกันได้นะคะ

 

ปีนหน้าผาจำลอง

     ปีนหน้าผาจำลอง คือ การท้าทายความแข็งแรงและจิตใจเพราะต้องจับ เกาะ ยึดเหนี่ยวและโหนตัวไปบนหน้าผาที่ทั้งสูงและเสียว  นอกจากจะได้เหงื่อแล้วได้ความตื่นเต้นและไหวพริบมากขึ้น คนที่ชอบความท้าทายเลือกหน้าผาจำลองในยิมหรือศูนย์กิจกรรมไปประลองกับแก๊งเพื่อนดูก็ได้ รับลองว่าทั้งสนุกและท้าทายอย่างมาก

 

ขอขอบคุณข้อมูล generail

How to ออกกำลัง ให้ได้ผลดีกับสุขภาพ

How to ออกกำลัง ให้ได้ผลดีกับสุขภาพ

เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้วิธีการออกกำลังกายดีอยู่แล้ว แต่วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องไม่ใช่การออกกำลังให้หนักและอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรือแม้แต่การใช้ยาลดน้ำหนักที่เห็นในโฆษณาทั่วๆไปในโลกออกไลน์ วันนี้เราจะมาอธิบายวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องและหลากหลายรูปแบบ

     สิ่งแรกเลยคือ ต้องทำความเข้าใจกับร่างกายของเราว่าไหวเท่าไหน เป้าหมายในการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดผลดีกับสุขภาพ จะช่วยจะระเบียบร่างกายและการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายด้านต่างๆ ได้แก่ ความทนทาน ความแข็งแรง การทรงตัว และความยืดหยุ่น ดังนี้

 

1ความทนทาน (Endurance) ช่วยให้หัวใจแข็งแรง เพื่อร่างกายจะได้ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ดีขึ้น และไม่เหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมหนัก ๆ เช่น เล่นมวยไทย, ศิลปป้องกันตัว

2ความแข็งแรง (Strenght) ช่วยให้แบกของหนัก ออกแรง รวมทั้งทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น

3การทรงตัว (Balance) ช่วยให้ทรงตัว รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่หกล้มได้ง่าย

4ความยืดหยุ่น (Flexibility) ช่วยให้ยืดตัว เอี้ยวตัว หรือเคลื่อนไหวร่างกายได้ง่ายขึ้น

 

เริ่มต้นออกกำลังกายอย่างถูกต้อง

     ในการเตรียมตัวสำหรับก่อนที่จะมีการเริ่มออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก จะช่วยให้เราได้มีการกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและการกระตุ้นให้ตัวเองให้ออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน อีกทั้งยังออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องและส่งผลดีต่อสุขภาพ ผู้ออกกำลังกายลองเริ่มต้นออกกำลังกาย ดังนี้

กำหนดกิจวัตรประจำวัน ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ควรที่จะเริ่มสำรวจตัวเองว่า ออกกำลังกายล่าสุดเมื่อไหร่ ครั้งละกี่นาที อีกทั้งยังเป็นข้อมูลในการวางแผนสำหรับออกกำลังกายต่อไปด้วย

 

หาเป้าหมายในการออกกำลังกาย จะเป็นการช่วยฝึกให้เรามีแผนในการออกกำลังกาย และมุ่งไปสู่ความต้องการให้ได้ชัดเจนและทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ง่ายกว่าเดิม และก็ต้องสำรวจตัวเองอยู่สม่ำเสมอ

 

เขียนแผนการออกกำลังกาย แผนการออกกำลังกายควรมีพื้นฐานมาจากเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเลือกประเภทกิจกรรมและระบุเหตุผล ช่วงเวลา รวมทั้งสถานที่ที่ต้องทำกิจกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ ควรเลือกกิจกรรมที่ผู้ฝึกจะทำได้จริง รวมทั้งหมั่นสำรวจว่าบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ รู้สึกสนุกในขณะที่ออกกำลังกายเพื่อฝึกตัวเองให้ออกกำลังหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

 

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการออกกำลังกาย การปรับระดับความหนักของกิจกรรมหรือการออกกำลังกายถือเป็นเรื่องที่เราควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งในผู้ออกกำลังกายบางราย มีปัญหาในการออกกกำลังกายรวมไปถึงสุขภาพ หรือไม่สามารถเริ่มออกกำลังกายระดับที่หนักได้ โดยควรทีจะรีบพบแพทย์เพื่อปรึกษาเพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงต่างๆ ดังนี้

 

กิจกรรมที่ควรเลี่ยงและผลกระทบของอาการป่วยหรือการผ่าตัดที่ส่งผลต่อการออกกำลังกาย

อาการป่วยที่ยังหาไท่ทราบถึงสาเหตุ เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก ปวดข้อต่อ เวียนศีรษะ หรือหายใจไม่สุด ผู้ฝึกควรพักร่างกายจนกว่าจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาอาการดังกล่าว

 

ปัญหาด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อการออกกำลังกาย เช่น ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบอาจต้องเลี่ยงออกกำลังกายบางประเภท

 

ปัญหาด้านสุขภาพที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ และอาจส่งผลต่อกิจกรรมที่ทำอยู่ เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตหรือเบาหวานจำเป็นต้องรู้วิธีออกกำลังกายที่ปลอดภัยกับตัวเอง

 

การเลือกใส่รองเท้าสำหรับออกกำลังกายที่เหมาะสม รองเท้าออกกำลังกายนับเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละอย่าง เช่น เดิน วิ่ง เต้น โบว์ลิ่ง หรือเทนนิส โดยเลือกรองเท้าพื้นเรียบ ไม่ทำให้ลื่น รองรับและพอดีกับเท้าของตนเอง รวมทั้งหมั่นตรวจสภาพรองเท้าเป็นประจำ หากรองเท้าสึกหรือรู้สึกปวดเท้า  หน้าแข้ง เข่า หรือสะโพก หลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่