บทความ


มวยไทย ( Muay Thai ) 4 ภาค มีอะไรบ้าง

มวยไทย ( Muay Thai ) 4 ภาค มีอะไรบ้าง

มวยไทย ( Muay Thai ) กีฬาและศิลปะป้องกันตัวประจำชาติไทย โดยในแต่ละภาคของไทยก็มีเชิงมวยประจำท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งแบ่งได้เป็น มวยไทย 4 ภาค ดังต่อไปนี้

 

ภาคกลาง : มวยลพบุรี

 

มวยไทยสายภาคกลาง ที่มีวิวัฒนาการมา อย่างยาวนาน ตั้งแต่ พ.ศ.1200 จนมาถึง ในสมัยที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครองราชย์ ได้ส่งเสริม มวยลพบุรี อย่างกว้างขวาง และมีการจัดการแข่งขัน โดยกำหนดขอบสังเวียน และมีกติกาการแข่งขัน รวมถึง สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์อีกหนึ่งพระองค์ที่ชอบชกมวยไทย และปลอมพระองค์ ไปชกมวยกับชาวบ้านอยู่เป็นประจำ โดยพระองค์ได้ทรงสนับสนุนมวยไทยเป็นอย่างมาก และได้ทรงคิดท่าแม่ไม้มวยไทย ในแบบเฉพาะพระองค์ จนกลายเป็น “ตำรามวยพระเจ้าเสือ”

 

จุดเด่นของ มวยลพบุรี คือ เป็นมวยที่ชกฉลาด รุกรับคล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงได้แม่นยำ เรียกว่า "มวยเกี้ยว" หมายถึง มวยที่ใช้ชั้นเชิงเข้าทำคู่ต่อสู้ โดยใช้กลลวงมากมาย เคลื่อนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อ หลบหลีกได้ดี สายตาดี รุก และรับออกอาวุธหมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างรวดเร็ว

 

ภาคเหนือ : มวยท่าเสา

 

เป็นสายมวยไทยภาคเหนือ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ าสายนี้กำเนิดขึ้นเมื่อใด มีเพียงหลักฐานที่ปรากฎว่า ครูมวยไทยท่าเสา ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ "ครูเมฆ" ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ในเรื่องความคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็ว เด็ดขาด และมีลีลาท่าทางสวยงามและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม้เตะ ถีบ และศอก เป็นที่เลื่องลือกระฉ่อน จนนายทองดี หรือที่รู้จักกันดีในนาม "พระยาพิชัยดาบหัก" มาปฏิญาณกับตัวเองว่า จะต้องมาขอเรียนศิลปะมวยไทยกับสำนักท่าเสาให้ได้ และก็ได้เป็นศิษย์ของครูเมฆในเวลาต่อมา

 

จุดเด่นของ มวยท่าเสา คือ การจดมวยกว้าง และน้ำหนักตัวไปทางด้านหลัง เท้าหน้า สัมผัสพื้นเบา ๆ ทำให้ออกมวยได้ไกล รวดเร็ว และรุนแรง หมัดหน้าห่างจากหน้าสูงกว่าไหล่ และหมัดหลังจะต่ำ มวยประเภทนี้ เป็นทั้งมวยอ่อน และมวยแข็ง สามารถรุกรับ ได้ตามสถานการณ์

 

ภาคอีสาน : มวยโคราช

 

เป็นสายมวยภาคอีสาน ถือกำเนิดมาจาก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5-6 โดยในสมัยที่ รัชกาลที่5 ทรงครองราชย์ใน พ.ศ.2411 พระองค์ ทรงโปรดกีฬามวยไทยมาก การฝึกหัดมวยไทยแพร่หลายไปตามหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทรงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งในงานศพของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์อุรุพงษ์รัชสมโภช ในวันที่ 18-21 มีนาคม พ.ศ.2452 (ร.ศ.128) ณ ทุ่งพระเมรุ โดยให้เจ้าเมืองต่าง ๆ คัดเลือกนักมวยฝีมือดีทั่วประเทศมาแข่งมวยไทยกัน

 

นักมวยที่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ของพระองค์ จะได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ และบรรดาศักดิ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนักมวยจากมณฑลโคราช เป็นขุนหมื่นครูมวย คือ แดง ไทยประเสริฐ ได้รับพระราชทานเป็น "หมื่นชงัดเชิงชก" ทำให้มวยโคราชเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา มวยโคราช มีการแต่งกาย การคาดเชือก การจดมวย การฝึกซ้อม การร่ายรำ และรูปแบบวิธีการชกที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะ การชกหมัดวงกว้างหนักหน่วงอย่าง "หมัดเหวี่ยงควาย"

 

ภาคใต้ : มวยไชยา

 

มวยไทยสายภาคใต้ เป็นศิลปะมวยประจำถิ่น อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีต้นกำเนิดมาจาก "หลวงพ่อมา" อดีตนายทหาร จากพระนคร สมัยรัชกาลที่ 3 มาฝึกมวยให้กับ ชาวเมืองไชยา และต่อมาเริ่มชื่อเสียงในช่วงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจาก นายปรง นักมวยเมืองไชยา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นหมื่นมวยมีชื่อ ตำแหน่งกรรมการพิเศษ เมืองไชยา และถือศักดินา 300

 

เอกลักษณ์ของมวยไชยา มีอยู่ 7 ด้าน คือ

1. การตั้งท่ามวย หรือการจดมวย

2. ท่าครู หรือท่าย่างสามขุม

3. การไหว้ครูร่ายรำ

4. การพันมือแบบคาดเชือก

5. การแต่งกาย

6. การฝึกซ้อมมวยไชยา

7.แม่ไม้มวยไชยา

 

กระบวนท่ามวยไชยามีทั้งหมด 5 ชุด คือ แม่ไม้มวยไทยไชยา 7 ท่า ได้แก่ ปั้นหมัด, พันแขน, พันหมัด, กระโดดตบศอก, พันหมัดพลิกเหลี่ยม, เต้นแร้งเต้นกา และการย่างสามขุม

 

มวยไทยทั้ง 4 ภาคต่าง ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป และได้มีคำเปรียบเปรย ความสามารถเชิงมวยของทั้ง ภาคไว้ว่า “ หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา ครบเครื่องพลศึกษา ”  สำหรับ มวยพลศึกษานั้น เป็นมวยที่กรมพลศึกษา นำสุดยอดวิชามวยไทยของแต่ละสาย มาประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด จึงกลายเป็นมวยไทย ที่มีความครบเครื่อง นั่นเอง

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยโคราช มวยไทย ( Muay Thai ) อีสาน แบบดั้งเดิม

มวยไชยา มวยไทย ( Muay Thai ) ขึ้นชื่อ

มวยโคราช มวยไทย ( Muay Thai ) อีสาน แบบดั้งเดิม

มวยโคราช มวยไทย ( Muay Thai ) อีสาน แบบดั้งเดิม

มวยโคราช เป็น มวยไทย ( Muay Thai ) อีสาน ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถูกสืบสาน อนุรักษ์ไว้ทางภาคอีสาน เป็น มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ประจักษ์ต่อชาวไทย และยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติในปัจจุบันอีกด้วย

 

     มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นมีประวัติมาอย่างช้านาน เริ่มตั้งแต่ใช้ในการสงครามจนถึงปัจจุบันซึ่งในสงครามนั้นมีการดัดแปลง มวยไทย ( Muay Thai ) มาใช้ในกองทัพเรียกว่า “ เลิศฤทธิ์ ” มวยโบราณก็จะแยกเป็นสายตามท้องถิ่น มวยไทย ( Muay Thai ) โคราช ก็เป็นอีกหนึ่งในมวยโบราณที่มีประวัติมาอย่างยาวนานเช่นกัน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) โคราช

     มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) โดยมีวัตถุประสงค์ในการปกป้องประเทศชาติ และ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชนั้นเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอกที่ต้องทำการบกับผู้ที่รุกรานจึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมายาวนาน เมื่อสงครามสงบ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชจึงพัฒนาจนมาเป็นศิลปวัฒนธรรมในการต่อสู้ป้องกันตัวเพราะคนไทยในสมัยก่อนนั้นนับตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงพลเมืองทั้งผู้ชาย และผู้หญิงต้องฝึกการต้อสู้ป้องกันตัวทุกคน ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นช่วงเวลาที่มวยคาดเชือกรุ่งเรืองมีการจัดแข่งขันมวยคาดเชือก โดยให้หัวเมืองทั่วประเทศคัดเลือกนักมวยที่มือดีมาแข่งขัน นักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้หลายคน และเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทรงโปรดฯ พระราชทานยศ และบรรดาศักดิ์ เป็นขุนหมื่นครูมวย 3 คน คือ

1. นายปรง จำนงทอง จากเมืองไชยา เป็น หมื่นมวยมีชื่อ

2. นายกลึง โตสะอาด จากเมืองลพบุรี เป็น หมื่นมือแม่นหมัด

3. นายแดง ไทยประเสริฐ จากเมืองโคราช เป็น หมื่นชงัดเชิงชก

 

มวยไทย ( Muay Thai ) โคราช 4 ยุค

1. มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชยุคเริ่มต้น

 

     ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 4 คุณหญิงโมได้นำชาวเมืองโคราชเข้าต่อสู้กับกองทัพทหารของเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทร์ ซึ่งยกทัพมาต้อนพลเมืองโคราชไปเวียงจันทร์จนได้รับชัยชนะ และหลังจากนั้นคุณหญิงโมได้รับการปูนบำเหน็จให้สถาปนาเป็น “ ท้าวสุรนารี ”

2. มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชยุครุ่งเรือง

     ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 – รัชกาลที่ 6 เป็นยุคที่ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราช และ มวยไทย ( Muay Thai ) ในท้องถิ่นอื่น ๆ นั้นมาชกกันแบบคาดเชือกเจริญพัฒนารุ่งเรืองสูงสุด มีนักมวยที่มีฝีมือดีจากเมืองโคราชลูกศิษย์องพระเหมสมาหาร เจ้าเมืองโคราช ได้ไปฝึกซ้อมให้กับประชาชนของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์หลายคนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 6 กรมหลวงชุมพร จนไปถึงประชาชนทั่วประเทศจนไม่มีใครกล้าที่จะมาเป็นคู่ชก

3. มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชยุคเริ่มต้นสวมนวม

     ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 6 – รัชกาลที่ 8 มีการนำเอานวมสวมชกแทนการคาดเชือกมีนักมวยจากนครราชสีมาเดินทางไปชกในกรุงเทพมหานครหลายคนมีการสอน มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชในโรงเรียนนายร้อย จปร. มีคณะมวยเกิดขึ้นหลายคณะ ได้แก่ เทียมกำแหง แขวงมีชัย อุดมศักดิ์ ลูกโนนไทย สินสุวรรณ

4. มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชยุคฟื้นฟูอนุรักษ์

     ในยุคนี้จะนับตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 9 – จนถึงปัจจุบัน ไม่มีการฝึกหักศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชแบบคาดเชือกในสมัยโบราณในเขตพื้นที่เมืองโคราช หรือ จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่สมัยโบราณนั้น มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชมีความเก่งกล้าสามารถเป็นเลิศ แต่ในยุคที่มีเวทีจัดแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) อยู่ทุกแห่ง การฝึกซ้อม และการจัดการแข่งขันเน้นไปทางธุรกิจมากกว่าจึงทำให้การฝึกหัด มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชนั้นน้อยลง แต่ยังมีลูกศิษย์ครูบัว วัดอิ่ม ( นิลอาชา ) คือ พันเอกกำนาจ พุกศรีสุข เป็นผู้ที่ถ่ายทอด มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชคาดเชือกกับผู้ที่สนใจใน มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ เพื่อฟื้นฟู และอนุรักษ์สืบสานที่สยามยุทธ์ กรุงเทพมหานคร สำหรับผู้ที่อยากเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) โคราช และอยากฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) โคราช

 

เอกลักษณ์ของ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราช

     เอกลักษณ์ของ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชนั้น คือ สวมกางเกงขาสั้น สวมมงคลที่ศีรษะขณะชก พันหมัดแบบคาดเชือก ตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอกเพราะ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชเป็นมวยต่อยวงกว้าง และใช้หมัดเหวี่ยงควาย การพันเชือกในลักษณะนั้นจะช่วยป้องกันการเตะ และต่อยได้เป็นอย่างดีจากการฝึกกับครูมวย และคู่ต่อสู้ การฝึกกับครูมวยในเมืองขั้นตอนการฝึกโดยใช้ธรรมชาติเป็นหลัก เมื่อเกิดความคล่องแคล่วแล้วทำพิธียกครูแล้วให้ย่างขุม และฝึกท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ฝึกลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ฝึกท่าแม่สำคัญ ประกอบไปด้วย

- ท่าแม่ไม้ครู 5 ท่า

- ท่าแม่ไม้สำคัญโบราณ 21 ท่า

     หลังจากนั้นจะมีโคลงมวย ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นคติสอนนักมวยเฉพาะ มวยไทย ( Muay Thai ) โคราชพร้อมคำแนะนำ และเตือนสติไม่ให้เกรงกลัวคู่ต่อสู้

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไชยา มวยไทย ( Muay Thai ) ขึ้นชื่อ

ข้อกำหนดของ เวทีมวย ในการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไชยา มวยไทย ( Muay Thai ) ขึ้นชื่อ

มวยไชยา มวยไทย ( Muay Thai ) ขึ้นชื่อ

มวยไชยา เป็นหนึ่งใน มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ขึ้นชื่อไม่แพ้มวยถิ่นอื่น ๆ เลย และยังเป็นมวยโบราณที่กษัตริย์ไทยสืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ มวยไชยา เป็นมรดกอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญของไทย

 

มวยไชยา แบ่งออกเป็น 4 ยุค

1. ยุคเริ่มต้น

     กำเนิดขึ้นมาจากพ่อท่านมา หรือ หลวงพ่อมาอดีตนายทหารจากพระนครสมับรัชกาลที่ 3 ฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ให้กับชาวเมืองไชยา

2. ยุคเฟื่องฟู

     ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช และ ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นักมวยจากเมืองไชยา คือ นายปรง เป็นหมื่นมวยมีชื่อ ตำแหน่งกรรมการพิเศษ เมืองไชยา ถือศักดินา 300

3. ยุคเปลี่ยนแปลง

     ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เกิดขึ้นเพราะต้องรื้อเวที และ พระครูโสภณเจตสิการาม ( เอี่ยม ) เจ้าอาวาสวัดไชยามรณภาพลง

4. ยุคอนุรักษ์

     มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) จึงสิ้นสุดลงด้วยยุคอนุรักษ์หลังจากสิ้นสุดสมัยพระครูโสภณเจตสิการาม ( เอี่ยม ) มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) เริ่มหายไปจากความทรงจำของชาวไชยา แต่ผู้ที่เคยเรียน มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) มาแล้วก็สามารถที่จะนำมาสืบทอดให้กับใครได้อีกหลายคน ได้แก่

  • ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย
  • นายทองหล่อ ยา
  • นายอมรกฤต ประมวล
  • นายกฤษดา สดประเสริฐ
  • นายอเล็กซ์ สุย
  • พันเอกอำนาจ พุกศรีสุข

 

นักมวยที่มีชื่อใน มวยไทย ไชยา ( Muay Thai )

     นักมวยที่มีชื่อใน มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) คือ หมื่นมวย ชื่อ นายปล่อง จำนงทอง ผู้มีท่าเสือลากหางเป็นอาวุธสำคัญการต่อสู้เน้นวงในใช้ความคมของศอก เข่า ประวัติ มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) สืบค้นได้ถึงพระยาจีสัตยารักษ์ ( ขำ ศรียาภัย ) เจ้าเมืองไชยา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถ่ายทอดมาถึงลูกชาย คือ ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ซึ่งภายหลังย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ เผยแพร่ มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) แก่ศิษย์มากมายหลายคนจนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2511

 

เอกลักษณ์ของ มวยไทย ไชยา ( Muay Thai )

1. การตั้งท่ามวย หรือ การจดมวย

2. ท่าครู หรือ ท่ายางสามขุม

3. การไหว้ครูร่ายรำ

4. การพันมือแบบคาดเชือก

5. การแต่งกาย

     นักมวยนุ่งกางเกงขาก๊วย ไม่ใส่เสื้อ ใช้ผ้ามวนพันหุ้มแทนกระจับเรียกโละโปะ หรือ ลูกโปก ไม่ใส่นวมแต่ใช้ด้ายดิบพันมือสวมมงคลแม้ในขณะชก

6. การฝึกซ้อม มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) และแม่ไม้ มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) ซึ่งกระบวนท่าของ มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) มี 5 ชุด คือ แม่ไม้ มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) 7 ท่า ได้แก่

  • ปั้นหมัด
  • พันแขน
  • พันหมัด
  • กระโดดตบศอก
  • พันหมัดพลิกเหลี่ยม
  • เต้นแร้งเต้นกา
  • ย่างสามขุม
  • ท่าเสือลากหาง

 

     ท่าที่สำคัญที่สุดใน มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) คือ ท่าเสือลากหาง เป็นการย่อท่าย่างสามขุมลงต่ำที่สุดเพื่อการล่อลวง ท้าทายคู่ต่อสู้ การย่อลงต่ำสุดของการย่างสามขุมนั้น ขาหลังนั้นแทนหางเสือ และ การย่อลงในลักษณะนี้ได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องทอดขาหลังไปตลอดแนว แต่ไม่ทอดหลังเท้าแตะพื้นยังคงสัมผัสพื้นด้วยปลายฝ่าเท้า  ( ปลายโต่ง ) จนถึงปลายนิ้วเท้า ผู้ที่กำลังฝึกท่าเสือลากหางต้องมีกำลังขามากเป็นพิเศษ หรือ มีการฝึกท่าย่างสามขุมเป็นพื้นฐานจึงสามารถพัฒนาเป็นท่าเสื้อลากหางได้ ท่าเสือลากหางนั้นต้องใช้ระยะใกล้ หรือ ระยะประชิดเพื่อการล่อ การท้าทายให้คู่ต่อสู้ใช้อวัยวุธเข้ากระทำเราเพื่อเราจะได้ใช้ท่าเสือลากหางพลิกแพลงเป็นลูกไม้แก้ไขในทันที

จังหวะที่ 1

     ให้ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนขาหน้า พร้อมย่อลงให้สุดโดยพับเข่าขาหน้าให้ฝ่าเท้าหน้าแตะพื้นเต็มฝาเท้า พร้อมเหยียดทอดขาหลังให้มากที่สุด โดยไม่ให้เข่า และ หลังเท้าแตะพื้น แต่ให้ปลายโต่งด้านบนเป็นจุดสัมผัสพื้น มือ แขน และ ศอก ยังคงอยู่ในท่าจรดมวยทุกประการ และ ถดแขนหน้าเข้ามาให้ศอกเป็นมุมแหลม

จังหวะที่ 2

     ให้กระหยดด้วยขาข้างที่ย่อลงไปข้างหน้า พร้อมกระหยดขี่ทอดเหยียดตามไปเรื่อย ๆ โดยให้ปลายโต่งสัมผัสพื้นตลอดเวลา พันหมัดไปข้างหน้าด้วยท่าพันหมัดจนสุดทาง

7. เคล็ดลับในการป้องกันตัวใน มวยไทย ไชยา ( Muay Thai ) คือ ป้อง ปัด ปิด เปิด

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การเตะ แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

การเลือกใช้ นวม ของ นักมวย แต่ละรุ่น

ข้อกำหนดของ เวทีมวย ในการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )

ข้อกำหนดของ เวทีมวย ในการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )

เวทีมวย พื้นที่สำคัญที่ใช้ในการแข่งขันกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) โดยเวทีมวยในการแข่งขัน จะต้องมีรูปแบบของเวทีที่เป็นไปตามข้อกำหนดตามกติกา ซึ่งจะมีข้อกำหนดใดบ้าง มาติดตามกันครับ

 

ในการจัดการแข่งขันกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) หรือ มวยสากล โดยทั่วไป จะถูกจัดขึ้นที่ เวทีมวย ซึ่งสามารถเรียกได้ทั้ง เวทีมวย, สังเวียนมวย หรือ สนามมวย ล้วนมีความหมายเป็นสถานที่แข่งขันมวยเหมือนกัน แต่หากเป็นไปตามพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. ๒๕๔๒ จะถูกเรียกว่า "สนามมวย" มีความหมายว่า อาคาร สถานที่ หรือบริเวณอื่นใด สำหรับใช้ในการแข่งขันกีฬามวยเป็นปกติ

 

เวทีมวย ที่ใช้ในการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) หรือ มวยสากล มีการกำหนดเกี่ยวกับ เวทีมวย ตามมาตรฐานในการจัดตั้งและใช้ในการแข่งขัน โดยยึดข้อกำหนดกติกาเดียวกัน ตามที่ AIBA (สหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ) ได้กำหนดไว้ ซึ่งมีข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

 

1. เวที คือ สถานที่ที่ประกอบขึ้น เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬามวย โดยต้องสร้างให้แข็งแรง ปลอดภัยได้ระดับ ปราศจากสิ่งกีดขวาง และพื้นเวทีต้องยื่นออกไปนอกเชือกกั้น อย่างน้อย 90 เซนติเมตร

 

2. พื้นเวที ต้องอยู่สูงจากพื้นที่ตั้ง ไม่ต่ำกว่า 1.20 เมตร ไม่เกิน 1.5 เมตร โดยตั้งเสาที่มุมทั้ง 4 ด้าน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-12.5 เซนติเมตร และสูงขึ้นจากพื้นที่ไม่เกิน 2.85 เมตร พื้นเวทีต้องปูด้วยวัสดุที่มีความนุ่ม เช่น ยาง ผ้าอ่อน ฟองน้ำ หรือวัสดุอื่น ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน มีความหนา ระหว่าง 2.5 เซนติเมตร ถึง 3.75 เซนติเมตร ปูทับด้วย ผ้าใบให้ดึงเรียบ และมิดชิดคลุมพื้นเวทีทั้งหมด

 

3. ในการติดตั้งเวที ต้องให้มุมแดง อยู่ทางซ้ายมือของโต๊ะประธานผู้ตัดสิน มุมน้ำเงินอยู่ตรงข้ามกับมุมแดง ส่วนอีกสองมุมเป็นมุมกลาง

 

4. เชือกกั้นเวทีมี 4 เส้น หุ้มด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่มและเรียบ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร ขึงตึงกับเสาทั้ง 4 เส้นของเวที เชือกแต่ละเส้นสูงจากพื้นเวทีขึ้นไปถึงด้านบนของเชือก เส้นล่าง 45 เซนติเมตร เส้นที่ 2 เท่ากับ 75 เซนติเมตร เส้นที่ 3 เท่ากับ 1.05 เมตร และเชือกเส้นบทสุดเท่ากับ 1.35 เมตร ตามลำดับ เชือกทั้ง 4 เส้นของแต่ละด้าน ต้องผูกยึดกันด้วยผ้าเหนียว 2 ชิ้น มีขนาดกว้าง 3-4 เซนติเมตร มีระยะห่างเท่า ๆ กัน ผ้าที่ผูกนั้นต้องยึดแน่น มุมทั้ง 4 ต้องหุ้มนวม หรือวัสดุอื่นให้เรียบร้อย ที่สามารถป้องกันอันตรายแก่นักมวยได้ และต้องมีบันได้มุมแดง และมุมน้ำเงิน เพื่อให้นักมวย พี่เลี้ยง และแพทย์สนาม ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ได้

 

5. ให้ติดกล่องพลาสติก หรือกล่องที่ทำด้วยวัสดุอย่างอื่น ที่มุมกลางทั้งสองมุม (ด้านนอกสังเวียน) มุมละ 1 กล่อง เพื่อให้ผู้ชี้ขาดทิ้งสำลี หรือกระดาษบาง ๆ ที่ซับเลือดแล้ว หรือสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว

 

6. สังเวียน คือ พื้นที่ส่วนหนึ่งของเวทีเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยวัดจากภายในเชือกกั้น ขนาดเล็ก มีความยาวด้านละ 6.00 เมตร ขนาดใหญ่ มีความยาวด้านละ 6.5 เมตร

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การเตะ แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

การเลือกใช้ นวม ของ นักมวย แต่ละรุ่น

การเตะ แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

การเตะ แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

การเตะ แบบ มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถน็อคคู่ต่อสู้ได้จากระยะไกล ซึ่งถ้าคู่ต่อสู้โดนเต็ม ๆ แน่นอนว่าน็อคได้ไม่แพ้ท่ามวยอื่น ๆ เลย เรามาดูการเตะแบบ มวยไทย ( Muay Thai ) กันว่าอันตรายแค่ไหน

 

     ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่ากีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่หลายคนคงยังไม่รู้รายละเอียดเบื้องลึกของกีฬาชนิดนี้เท่าที่ควร เอาจริง ๆ มันเป็นกีฬาที่สามารถเรียกเหงื่อได้เยอะมากเลย เพราะมันต้องใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการชก หรือ การเตะ ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง การเตะ กันนะทุกคน ว่า มวยไทย ( Muay Thai ) มีการเตะแบบไหนบ้าง

     จริง ๆ การใช้เท้าในศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) มันแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกัน คือ การเตะ กับ การถีบ ซึ่ง การเตะ กับการถีบไม่เหมือนกัน เราจะอธิบายง่าย ๆ คือ การเตะ หมายถึงการใช้อวัยวะส่วนเอวจนไปถึงปลายเท้า เรียกว่าการเตะ ส่วนการถีบ คือ การใช้ปลายเท้า ฝ่าเท้า ในการต่อสู้ ซึ่งมันต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

การเตะ

     หมายถึง การใช้เท้าเป็นอาวุธในการต่อสู้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ได้ดีเมื่อเป็นฝ่ายรุก หรือสกัดการรุกของคู่ต่อสู้ เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด เป็นอาวุธที่ยาวที่สุด ในร่างกายของ มวยไทย ( Muay Thai )

     การเตะ มี 4 ประเภท คือ เตะเฉียง เตะตัด เตะตรง เตะตวัดหลัง เป็นการเตะทแยงขึ้น โดยเตะขึ้นเป็นมุม ๔๕ องศา โดยทั่วไปจะใช้เท้าหลังเป็นเท้าเตะเหวี่ยงขาทั้งท่อนขึ้นไปให้เข่างอเล็กน้อยเมื่อจะถึงเป้าหมาย ให้บิดเท้าเอากระดูกสันหน้าแข้งเข้าหาเป้าหมาย การเตะเฉียงให้รุนแรง จะต้องสืบเท้าเข้าหาคู่ต่อสู้บิดสันแข้งเข้าหาคู่ต่อสู้

     การเตะลงแข้งโดยใช้ส้นหน้าแข้งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ อาวุธของ มวยไทย ( Muay Thai ) ซึ่งจะใช้ช่วงระหว่างกลางหน้าแข้งไปถึงข้อเท้า แต่บางจังหวะก็ใช้ปลายเท้า ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเตะ ต้นกล้วย หรือการฝึกเตะกระสอบสอบ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ได้รับการปรับปรุงให้สำหรับฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ซึ่งจะแข็งเป็นพิเศษ เพื่อทำให้ปลายประสาทที่หน้าแข้ง

     เมื่อลงแข้งจะได้ไม่มีความรู้สึกถึงความเจ็บปวด และทำให้หน้าแข้งแข็งเป็นพิเศษ และด้วยท่วงท่าที่ออกแบบในการใช้น้ำหนักทั้งตัวร่วมด้วยในการเตะ และการลงแข้ง

 

เริ่มโดยการฝึกท่ายืน

     ก่อนจะลงแข้งได้หนักหน่วงเราต้องยืนอย่างถูกวิธีกันก่อน คือ

1. ให้ยืนปลายเท้าทั้งสองห่างกันเท่ากับไหล่ หรือขนานกับไหล่ทั้ง 2 ข้าง

2. เขย่งปลายเท้าทั้งสองข้าง ให้ปลายเท้าสองหันขี้ไปด้านหน้า

3. ยืนเอียงตัว วางน้ำหนักให้เท้าหน้า ( หรือเท้าซ้าย ) เท้าหลัง ( เท้าขวา ) คือ อาวุธที่ปล่อยออกไป ( อยู่ในท่าการ์ดมวยที่เท้าซ้ายอยู่หน้า แล้วแต่ถนัดของบุคคล )

4. เท้าหน้า จะเป็นจดหมุนที่ตรึงอยู่กับพื้นหมุนได้ตามแรงเหวี่ยงที่จะเตะ

 

ฝึกการเตะแบบลงแข้ง

1. เหวี่ยงลำตัว และขาข้างที่ต้องการจะเตะไปด้านหน้า เหยียดขาให้ตรงในการเตะตลอดเวลา โดยพยายามยกขาให้สูงกว่าเอวไปด้วย และเน้นฝึกโดยการเตะลมในการเริ่มฝึกเพื่อจะได้ความคมในการเตะก่อน

2. เน้นเตะโดยให้สันหน้าแข้งเข้าเป้าหมาย พร้อมกับบิดสะโพกเอียงไปตามแรงเหวี่ยงเพื่อเพิ่มพลังในการเตะ

3. ในขณะที่เตะ มือ และแขนข้างที่เตะ จะเหวี่ยงตามแรงวางด้านหน้า ไม่ต้องมีอาการเกร็งเพื่อจะได้ไม่ขัดกับทิศทางในการเตะ ในขณะเดียวกันแขนอีกข้างหนึ่งควรยกมาป้อง หรือขวางกันหน้าตัวเองไว้ พร้อมเอนตัวออกไปด้านหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

การวอร์มร่างกายเพื่อการเตะแบบลงแข้งอย่างมีประสิทธิภาพ

1. โดยฝึกกระโดดเชือก หรือกระโดดสปริงข้อเท้า หรือกระโดดกบ ยิ่งทำมาก ข้อเท้าแข็งแรงปลายเท้าก็จะสปริงตัวได้ไว ความเร็วในการเตะก็จะเพิ่มมากขึ้น

2. ยืนยกขาขึ้นงอเข่าที่ละข้าง หมุนสะโพกไปข้างหน้าและกลับหลัง ข้างละ 10-20 รอบ

 

การถีบมีแบบไหนบ้าง ?

  • ถีบตรง คือ การถีบออกไปเลยตรง ๆ โดยที่ปลายเท้า หรือส้นเท้าปะทะกับส่วนต่าง ๆ ในร่างกายของคู่ต่อสู้ ซึ่งสามารถเหยียดเท้าตรง หรือว่างอเข่าถีบก็ได้เช่นกัน
  • ถีบข้าง คือ ลักษณะการถีบที่ถีบออกไปด้านข้างลำตัว
  • กลับหลังถีบ คือ การถีบตรงออกไปทางด้านหลัง ซึ่งอาจจะเหยียดขาตรง หรือว่างอเข่าถีบเป้าหมายก็ได้เช่นกัน
  • กระโดดถีบ คือลักษณะการถีบที่เราสืบเท้าไปด้านหน้า และกระโดดลอยตัว ใช้เท้าข้างที่ถนัดถีบไปที่คู่ต่อสู้ของเรา
  • ถีบจิก คือ การใช้ปลายเท้าข้างที่ถนัดของเรา ถีบออกไปบริเวณหน้าท้องของคู่ต่อสู้หรือลิ้นปี่ของคู่ต่อสู้นั่นเอง

 

     มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นมีอาวุธที่ให้ออกมากมาย หนึ่งในที่รุนแรงที่สุดนั่นก็คือ ลูกเตะ และจะแรงไปมากกว่านั้นอีก นั่นก็คือ ลูกเตะลงแข้งนั่นเอง เพราะหน้าแข้งจะเป็นส่วนที่แข็งมากที่สุดในร่างกาย

     ใครที่อ่านแล้วรู้สึกฮึกเหิมในใจ และอยากจะใส่นวมเตะต่อยออกกำลังกายบ้าง ขอเชิญที่ เจริญทอง มวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym )

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เครื่องรางของขลัง ที่ใช้ใน มวยไทย สมัยโบราณ

มวยไทย กับ เทควันโด แตกต่างกันมากแค่ไหน

การเลือกใช้ นวม ของ นักมวย แต่ละรุ่น

การเลือกใช้ นวม ของ นักมวย แต่ละรุ่น

นวม อุปกรณ์กีฬาอย่างหนึ่งที่ใช้ในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) โดย นักมวย จะต้องสวมใส่ไว้ที่มือ ขณะกำหมัด ซึ่งขนาดของนวมจะมีขนาดที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตาม การแบ่งนักมวยในแต่ละรุ่น

 

ในการชกมวย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อม หรือแข่งขันจริง นักมวย จำเป็นต้องสวมใส่ "นวม" สวมไว้ที่ข้อมือทั้ง 2 ข้อ เพื่อใช้ในการออกหมัดไปยังเป้าหมาย หรือคู่ต่อสู้ ซึ่งนวม จะช่วยป้องกันอาการกระดูกฝ่ามือร้าว หรือหักได้

 

สำหรับ นวมที่ใช้ในการแข่งขัน ได้มีการกำหนดไว้ว่า ส่วนที่เป็นหนังของนวม ต้องหนักไม่เกินครึ่งหนึ่งของน้ำหนักนวมทั้งหมด และส่วนของไส้นวม ต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักนวมทั้งหมด ไส้นวมต้องไม่ถูกกระทำให้เปลี่ยนรูป หรือถูกบดขยี้ให้กระจายไปจากรูปเดิม

 

ในการแข่งขัน นักมวย ต้องใช้นวม ที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งนายสนามมวย หรือผู้จัดรายการแข่งขันมวยได้จัดไว้ให้เท่านั้น ซึ่งข้อกำหนดในการสวมใส่นวม ของนักมวยในแต่ละรุ่น สามารถแบ่งการใช้นวมได้ 3 ประเภท ดังนี้

 

นักมวยที่ต้องใช้ นวม ขนาด 6 ออนซ์ (132 กรัม) คือ นักมวย 8 รุ่น ดังนี้

  • รุ่นพินเวท น้ำหนักต้องเกิน 93 ปอนด์ (42.272 กิโลกรัม) และไม่เกิน 100 ปอนด์ (45.454 กิโลกรัม)
  • รุ่นมินิฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 100 ปอนด์ (45.454 กิโลกรัม) และไม่เกิน 105 ปอนด์ (47.727 กิโลกรัม)
  • รุ่นไลท์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 105 ปอนด์ (47.727 กิโลกรัม) และไม่เกิน 108 ปอนด์ (48.988 กิโลกรัม)
  • รุ่นฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 108 ปอนด์ (48.988 กิโลกรัม) และไม่เกิน 112 ปอนด์ (50.802 กิโลกรัม)
  • รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 112 ปอนด์ (50.802 กิโลกรัม) และไม่เกิน 115 ปอนด์ (52.163 กิโลกรัม)
  • รุ่นแบนตั้มเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 115 ปอนด์ (52.163 กิโลกรัม) และไม่เกิน 118 ปอนด์ (53.524 กิโลกรัม)
  • รุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 118 ปอนด์ (53.524 กิโลกรัม) และไม่เกิน 122 ปอนด์ (55.338 กิโลกรัม)
  • รุ่นเฟเธอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 122 ปอนด์ (55.338 กิโลกรัม) และไม่เกิน 126 ปอนด์ (57.153 กิโลกรัม)

 

นักมวยที่ต้องใช้ นวม ขนาด 8 ออนซ์ (227 กรัม) คือ นักมวย 4 รุ่น ดังนี้

  • รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 126 ปอนด์ (57.153 กิโลกรัม) และไม่เกิน 130 ปอนด์ (58.967 กิโลกรัม)
  • รุ่นไลท์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 130 ปอนด์ (58.967 กิโลกรัม) และไม่เกิน 135 ปอนด์ (61.235 กิโลกรัม)
  • รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 135 ปอนด์ (61.235 กิโลกรัม) และไม่เกิน 140 ปอนด์ (63.503 กิโลกรัม)
  • รุ่นเวลเตอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 140 ปอนด์ (63.503 กิโลกรัม) และไม่เกิน 147 ปอนด์ (66.678 กิโลกรัม)

 

นักมวยที่ต้องใช้ นวม ขนาด 10 ออนซ์ (284 กรัม) คือ นักมวย 7 รุ่น ดังนี้

  • รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 147 ปอนด์ (66.678 กิโลกรัม) และไม่เกิน 154 ปอนด์ (69.853 กิโลกรัม)
  • รุ่นมิดเดิลเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 154 ปอนด์ (69.853 กิโลกรัม) และไม่เกิน 160 ปอนด์ (71.575 กิโลกรัม)
  • รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 160 ปอนด์ (71.575 กิโลกรัม) และไม่เกิน 168 ปอนด์ (76.374 กิโลกรัม)
  • รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 168 ปอนด์ (76.374 กิโลกรัม) และไม่เกิน 175 ปอนด์ (79.379 กิโลกรัม)
  • รุ่นฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 175 ปอนด์ (779.379 กิโลกรัม) และไม่เกิน 190 ปอนด์ (86.183 กิโลกรัม)
  • รุ่นเฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 190 ปอนด์ (86.183 กิโลกรัม) และไม่เกิน 200 ปอนด์ (90.900 กิโลกรัม)
  • รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 200 ปอนด์ขึ้นไป (90.900 กิโลกรัมขึ้นไป)

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เครื่องรางของขลัง ที่ใช้ใน มวยไทย สมัยโบราณ

มวยไทย กับ เทควันโด แตกต่างกันมากแค่ไหน

มวยไทย กับ เทควันโด แตกต่างกันมากแค่ไหน

มวยไทย กับ เทควันโด แตกต่างกันมากแค่ไหน

มวยไทย กับ เทควันโด ศิลปะการต่อสู้ไทย เกาหลี ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แต่กีฬา 2 ชนิดนี้ แตกต่างกันขนาดไหน แบบไหนที่เหมาะกับการออกกำลังกายของเรามากที่สุด มาดูไปพร้อมกันเลย

 

ควรเรียน เทควันโด ( Taekwondo ) กับใครจึงจะเหมาะสม ?

     อาจารย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถมาสอนการเล่น เทควันโด ( Taekwondo ) อย่างถูกวิธีนั้น ต้องอยู่ระดับสายดำขึ้นไป ประกอบกับมีใบประกาศรับรองออกโดย คุกกิวอน, เกาหลี ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้สอน ต้องอยู่ในขั้นที่ 4 - 10 ในไทย สามารถสอบถามข้อมูลได้ตาม สถานที่รับสอน เทควันโด ( Taekwondo ) ต่าง ๆ ได้ เพราะในการเล่น เทควันโด นั้น บางคนเรียนเพื่อดูแลสุขภาพ หรือจะเป็นการป้องกันตัว รวมไปถึงคัดตัวเป็นนักกีฬา

 

ทำไมชาวเกาหลี ถึงนิยมเล่น เทควันโด ( Taekwondo )

     เทควันโด ( Taekwondo ) ศิลปะต่อสู้จากแดนกิมจิ โดยไม่ใช้อาวุธของชาวเกาหลี แท คือ เท้า เป็นการโจมตีด้วยเท้า คว็อน คือ มือ หรือเป็นการโจมตีด้วยมือ โท คือ สติปัญญา ดังนั้น เทควันโด ( Taekwondo ) เป็นวิถีแห่งการใช้มือ และเท้าในการต่อสู้ การป้องกันตัว โดยควบคุมโดยสติ

      เริ่มต้นจากเกาหลีที่ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นในปี 1910 - 1945 เทควันโด ( Taekwondo ) ผสมผสานระหว่าง ศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นอย่าง คาราเต้ ผสมผสาน กับการละเล่นพื้นบ้านเกาหลีที่เรียกว่า Taekyon

     เทควันโด ( Taekwondo ) สามารถดูการแข่งขันผ่านได้ทางกีฬาโอลิมปิก ซีเกมส์ จากการดูสังเกตได้ว่า เทควันโด ( Taekwondo ) เป็นการป้องกันตัวที่ไม่รุนแรงจนเกินไป ต่างกับคาราเต้ ของญี่ปุ่น

 

เรียน เทควันโด ( Taekwondo ) ดีจริงหรือไม่ ?

  • เทควันโด ( Taekwondo ) ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น และบุคลิกภาพ รวมทั้งพัฒนาเรื่อง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น
  • เทควันโด ( Taekwondo ) ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว มีความยืดหยุ่น ข้อต่อต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหว
  • เทควันโด ( Taekwondo ) ช่วยพัฒนาเรื่อง การทรงตัว เพราะเมื่อกำลังยกขาเตะ เด็กจะยืนเพียงขาเดียว
  • เทควันโด ( Taekwondo ) ช่วยสร้างความคล่องตัว ยืดหยุ่น จากการเตะ ยืดขาเตะ เป็นเรื่องดีสำหรับระบบกล้ามเนื้อ
  • เทควันโด ( Taekwondo ) ช่วยในการทำงานของระบบข้อต่อ ระบบกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เพราะในการเล่น เทควันโด ( Taekwondo ) มีการกระโดด ต่อย มือ เตะ และเท้า ต้องกระทบเป้าเตะ ช่วยในระบบกล้ามเนื้อ ส่วนระบบข้อต่อได้จากการปัด หมุนตัว และหมุนข้อมือ
  • เทควันโด ( Taekwondo ) พัฒนาเรื่องระบบการหายใจ และช่วยพัฒนาระบบเผาผลาญอาหาร เพราะเป็นกีฬาที่ต้องการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เคลื่อนที่เร็ว
  • เป็นการสร้างเสริมระบบของร่างกาย ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

มวยไทย ( Muay thai )

     มวยไทย ( Muay thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ผู้สอนวิชาได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นบวกกับชื่อเสียง คนเคารพ คนรู้จัก ทั้งนี้เพราะต้องการถ่ายทอดวิชาไม่ให้สูญหายไปตามเวลา โดยมุ่งเน้นถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์ ที่มีความเหมาะสม ส่วน ค่ายมวย เป็นที่รวมของผู้ชื่นชอบในการชกมวย แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ เพื่อนำไปใช้ ในการประลอง หรือ แข่งขัน  ในยุคนี้คนนิยมต่อยมวยมากขึ้น เป็นการออกกำลังอีกรูปแบบหนึ่ง มีการสอน เป็นคอร์ส โปรแกรมการเรียนอย่างถูกต้อง

     มวยไทย ( Muay thai ) สามารถแบ่งออกเป็น มวยโคราช ( ภาคอีสาน ) มวยท่าเสา ( ภาคเหนือ ) มวยไชยา ( ภาคใต้ ) มวยพระนคร และ มวยลพบุรี ( ภาคกลาง ) ดังคำที่ว่า หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา

     สำหรับใครที่กำลังหาค่ายมวย หรือ ยิม สำหรับการเรียน หรือ ออกกำลังต่อย มวยไทย ( Muay thai ) นั้น เราขอแนะนำ เจริญทอง มวยไทย ยิม ศรีนครินทร์ ( jaroenthongmuaythaisrinakarin ) ค่ายมวยครบวงจร ย่านศรีนครินทร์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนกรุง เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ทุกวัน ผ่านการฆ่าเชื้อ วางใจเรื่องความสะอาด บรรยากาศดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลตัวเอง ต้องการลดน้ำหนัก ลดหุ่น ออกกำลังหายเพื่อสุขภาพ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

นักมวย ลดน้ำหนักแบบไหนมาหาคำตอบกัน ?

เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงขณะแข่ง มวยไทย

เครื่องรางของขลัง ที่ใช้ใน มวยไทย สมัยโบราณ

เครื่องรางของขลัง ที่ใช้ใน มวยไทย สมัยโบราณ

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะการต่อสู้ของไทยที่มีมาตั้งแต่ สมัยโบราณ ในอดีตมวยไทยถูกใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายศัตรู เพื่อปกป้องบ้านเมือง จึงมีการใช้ เครื่องรางของขลัง ชนิดต่าง ๆ ร่วมด้วย

 

หลายคนคงทราบกันดีว่า มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีการสืบทอดมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ ซึ่งมวยไทยในสมัยโบราณ ยกตัวอย่างเช่น สมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - 1921) ที่มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นการต่อสู้ด้วยการใช้มือเปล่า หรืออาจใช้ร่วมกับการต่อสู้ด้วย อาวุธต่าง ๆ โดยจุดประสงค์ในการต่อสู้ คือ การต่อสู้กับข้าศึก ที่เข้ามาทำสงคราม รุกรานบ้านเมือง นั่นเอง

 

ในสมัยนั้น สำนักฝึกสอนมวยไทยที่สำคัญหนึ่งในนั้น ก็คือ วัด และในสมัยนั้น มีการร่ำเรียนวิชาอาคมร่วมด้วย โดยใช้วิชานี้ เพื่อความอยู่ยงคงกระพัน ตามความเชื่อที่ว่า จะช่วยให้การต่อสู้ ได้รับชัยชนะ และรอดปลอดภัย จากหอกคมดาบต่าง ๆ ที่มาจากฝ่ายข้าศึก นักรบ หรือนักมวย ในสมัยนั้น จึงมีการพกพา เครื่องรางของขลัง ไปในขณะการรบด้วย ดังต่อไปนี้

 

มงคล

 

เครื่องรางของขลัง ที่ทำจาก ผ้าดิบ หรือสายสิญจน์ จากเกจิอาจารย์ เป็นผู้เขียน อักขระหัวใจมนตร์  คาถา และเลขยันต์ แล้วถักหรือม้วนพันด้วยด้าย หรือด้ายสายสิญจน์ ห่อหุ้มด้วยผ้า ทำเป็นทรงกลม ให้ครอบศีรษะได้ ซึ่งการทำ มงคล จะผ่านพิธีกรรม จากครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคม ทำเป็นวง และรวบเป็นหางยาวไว้ข้างหลัง โดยการสวมใส่ มงคล ถือเป็นเครื่องราง ที่ให้สิริมงคล และคุ้มกันอันตรายแก่ผู้สวมได้

 

ประเจียด

 

เครื่องรางของขลัง ที่ทำมาจาก ผ้าสาลู ( ผ้าขาวบางเนื้อดี ) หรือผ้าดิบ สีขาวหรือสีแดง ตัดเป็นสามเหลี่ยม ลงเลขยันต์ มหาอำนาจ ส่วนใหญ่ จัดอยู่ในชุดวิชาคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด กำลังตัว หรือคุ้มกำลัง ภาษาที่ใช้เขียนมักเป็นอักขระโบราณ ที่พระครู หรือเกจิอาจารย์ จะเป็นผู้เขียน และทำพิธี ม้วนหรือถัก พันด้วยด้ายอาจใส่ว่าน ตะกรุด หรือเครื่องรางของขลังชนิดอื่น ไว้ข้างในผ้าประเจียดก็ได้ การม้วนหรือพัน ประเจียด มีลักษณะคล้ายกับ การทำมงคล จึงได้ลักษณะที่เป็นวง และรวบหางยาวเหมือนกัน เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า เนื่องจาก ใช้ผูกติดกับต้นแขน และมีการใช้ 2 อันกับแขนทั้ง 2 ข้าง

 

เป็นเครื่องรางคุ้มกันตัว ใช้ผูกติดกับต้นแขน ตลอดเวลา การแข่งขันชกมวย

 

พระเครื่อง  

 

เครื่องรางของขลัง ที่ทำมาจาก โลหะ ผงปูน ดิน หรืออาจใช้วัตถุ หลายชนิดจาก แหล่งต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความขลัง แล้วทำ พิธีพุทธาพิเศกลงเลขยันต์ มีพิธีกรรม ที่รวมการบวงสรวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การบริกรรมคาถาอาคมต่าง ๆ โดยนักมวย จะพก พระเครื่อง ติดตัว โดยพันไว้ในมงคล หรือผ้าประเจียด บ้างก็ใช้อมไว้ในปากเวลาชก แต่วิธีนี้ไม่ค่อยนิยม เพราะอาจเป็น อันตรายต่อตนเองได้

 

เสื้อยันต์

 

เสื้อที่ทำมาจาก ผ้าดิบสีแดง หรือสีขาว ตัดเป็นเสื้อในลักษณะ แบบเสื้อกั๊กคอกลมแขนกุด ( หากเคยเห็นในภาพยนตร์ จะใช้เป็นสีแดงเป็นส่วนใหญ่ ) เขียนอักขระเลขยันต์และรูปภาพต่าง ๆ แบบเดียวกับผ้ายันต์และประเจียด ใช้สวมทับเสื้อชนิดอื่น หรือสวมเพียงตัวเดียว นักรบมักจะสวมยามออกศึกสงคราม เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยป้องกัน ศาสตราวุธทุกชนิด ส่วนนักมวยนั้น จะไม่ค่อยสวมเสื้อยันต์ แต่มักจะ พกพา เครื่องรางของขลัง ชนิดอื่นแทน

 

ผ้ายันต์

 

เครื่องรางของขลัง ที่ทำมาจาก ผ้าดิบ หรือผ้าเนื้อบาง สีขาว หรือสีแดงเขียน อักขระเลขยันต์ และรูปภาพต่างๆ โดยเกจิอาจารย์ ที่เชื่อถือว่า มีคาถาอาคมแก่กล้า วิธีทำคล้ายผ้าประเจียด แต่ผ้ายันต์มักเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้พกติดตัว หรือพันเป็นผ้าประเจียดก็ได้

 

ตะกรุด

 

เครื่องรางของขลัง ที่ทำมาจาก แผ่นโลหะบาง รูปสี่เหลี่ยม เช่น ทอง เงิน นาก ทองแดง หรือใบลาน และกระดาษสา ลงเลขยันต์ คาถาอาคม เช่นเดียวกับลงผืนผ้า เพื่อทำประเจียด แล้วม้วนให้กลม ตรงกลางเว้นช่องว่าง สำหรับใช้สายเชือกร้อย เพื่อคาดบั้นเอว คล้องคอ หรือคาดไว้ที่ต้นแขนไว้ หากนักมวย ใส่ในมงคล หรือประเจียด มักจะใช้ ตะกรุดขนาดเล็ก

 

แหวนพิรอด  

 

หรือเรียกได้อีกชื่อว่า “แหวนตะกร้อ” เครื่องรางของขลัง ที่ทำด้วย กระดาษสา หรือถักด้วยหวาย ผ่านพิธีกรรมแล้วลงรักปิดทองเรียกว่า “กำลังพิรอด” ใช้สวมต้นแขน หรือ แขวนพิรอดใช้สวมนิ้ว เป็นของวิเศษหายาก และเชื่อว่ามีอานุภาพมาก โดยแหวนพิรอด มีพุทธคุณ ด้านแคล้วคลาดปลอดภัย กันสัตว์มีพิษเขี้ยวงา ภูติผีปีศาจได้

 

 

พิสมร  

 

เครื่องรางของขลัง ทำด้วยแผ่นโลหะ หรือใบลาน รูปสี่เหลี่ยม ลงเลขยันต์ มีที่ร้อยสาย แต่โดยมาก ไม่ม้วนให้กลมอย่างตะกรุด ต้องผ่านพิธีกรรม เช่นเดียวกับตะกรุด

 

การใช้ เครื่องรางของขลัง เหล่านี้ในการต่อสู้ มวยไทย ( Muay Thai ) ก็ได้เลือนหายไปตามกาลเวลาและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ก็ยังมี เครื่องรางของขลังบางชนิด ที่ถูกใช้ในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) อยู่ คือ การสวมใส่ มงคล และ ประเจียด ในการร่ายรำไหว้ครูมวยไทย ก่อนการแข่งขัน มวยไทย และหลังจากรำไหว้ครูเสร็จ นักมวย ก็ถอดมงคลออก หรือในบางการแข่งขัน อาจถอดประเจียด ออกด้วย

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

นักมวย ลดน้ำหนักแบบไหนมาหาคำตอบกัน ?

เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงขณะแข่ง มวยไทย

นักมวย ลดน้ำหนักแบบไหนมาหาคำตอบกัน ?

นักมวย ลดน้ำหนักแบบไหนมาหาคำตอบกัน ?

ใคร ๆ หลาย ๆ คนคงเห็นแล้วว่า นักมวย มีรูปร่าง กับหุ่นที่ดีขนาดไหน เคยสงสัยกันไหมว่า เค้าลดน้ำหนักกันอย่างไรออกกำลังกาย กันแบบไหน วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน

 

            คำว่า มวย ถือเป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย หรือ ต่างประเทศ ก็มีกลุ่มคนที่ให้ ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก มวย นั่นสามารถ แบ่งได้หลากหลาย ประเภท ด้วยกัน ไม่ว่าจะถูกเรียนว่า มวยไทย หรือ มวยสากล ก็ล้วนแล้ว เป็นกีฬา ประเภท ต่อสู้ จะเป็นกีฬา ที่ใช้คนเพียง คนมาชกต่อยกัน เพื่อหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด โดยการ ที่ต้องใช้ พละกำลัง รวมไปถึง ความสามารถ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว สมาธิ ความคล่องแคล่วของร่างกาย และสิ่งสุดท้าย ที่สำคัญที่สุด ก็คงจะเป็น เรื่องของ พละกำลังกายต่อสู้ ที่นักมวย ส่วนใหญ่ กว่าจะได้มา คงไม่ใช้เรื่อง ที่ง่ายสักเท่าไร เพราะต้องแรก มาด้วย การซ้อม การฝึกฝน กันเป็นเวลานานพอสมควร กว่าจะได้ พละกำลัง หรือ ทักษะการต่อสู้ แต่คงมี ใคร ๆ หลาย ๆ ท่านคงจะคิดสงสัยว่า นักมวย เค้าออกกำลังกาย กันแบบไหน เค้าควบคุ้มน้ำหนักกันอย่างไร นักมวย ใช้วิธีไหน กว่าจะได้ หุ่นที่สวยงาม กล้ามเนื้อ ที่แข็งแรง วันนี้เราจะพาไปหาคำ ตอบกัน

 

            วันนี้เราจะเอา หลักการ ลดน้ำหนักของ นักมวย ที่สาว ๆ หรือ หนุ่มท่านใดที่สนใจ สามารถ ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตประจำวัน และไม่ขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ของเรา อีกด้วย การ ออกกำลังกาย การควบคุ้มน้ำหนักในฉบับ นักมวย จะมีดังนี้

 

  • เราควรที่จะ ออกกำลังกาย อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ติดต่อกันประมาณ 45 นาที ขึ้นไป เพื่อให้ร่างกาย ของเรานั้น ได้ชินกับการออกกำลังกาย และเรา ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกาย ท่าเดิม หรือ ใช้อุปกรณ์ การออกกำลังกาย ชิ้นเดิมซ้ำ ๆ เราควรหา อุปกรณ์ ที่ช่วยในการ ออกกำลังกาย ในหลายรูปแบบ เพื่อให้เราได้ ใช้ทุกส่วนของร่างกาย ในการ ออกกำลังกาย นั่นเอง
  • ควบคุ้มอาหาร หรือ ลดอาหารจำพวกแป้ง ให้ เรารับเน้นประทาน ผัก ผลไม้ และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ รวม ทั้งดื่ม นมพร่องมันเนย เพื่อไปชดเชย ซ่อมแซมกล้ามเนื้อในส่วน ที่สึกหรอ
  • ฝึกความอดทน ฝึกความอดกลั้น อย่ารับประทานอาหารตามใจปาก เพราะ ถ้าเรากินตามในปากก็อาจทำให้น้ำหนักเราขึ้นโดยไม่รู้ตัว ได้นั่นเอง
  • พักผ่อน ให้เพียงพอต่อ ที่ร่างกาย ต้องกรในแต่ละวัน เช่น เราอาจจะ ว่างแผน การนอนไว้ ให้เกิน 6 – 7 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ ร่างกาย ได้พักผ่อน ได้อย่างเต็มที่ เพราะ การที่เรา นอนดึกจะทำให้กลไกลภายในร่างกาย ของเรา เกินการทำงานผิดปกติ และมันจะไปส่งผลทำให้ อ้วนได้ง่าย และ เราควรที่จะพักผ่อนให้ถึงประมาณ 7 – 8 ชั่วโมง เนื่องจาก ร่างกายของ เรานั้นจะมีการปรับสมดุลในขณะที่เราหลับ นั่นเอง
  • จัดตาราง ว่านแผน การรับประทาน และการ ออกกำลังกาย ในแต่ละวัน ให้เป็นเวลา เป็นระบบ เช่นถ้าเรา ไม่ว่าง ออกกำลังกาย ตอนเย็น ก็ลองให้ว่างแผนเปลี่ยน เวลา เป็นการ ออกกำลังกาย ตอนเช้าแทน หรือ หาเวลา ว่างในหนึ่ง วันเพื่อที่จะออกกำลังกาย ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ทุก ๆ วันและตาราง การรับประทาน ให้จำเอาไว้ว่า มื้อเช้าสำคัญที่สุด มื้อ เที่ยงหรือมื้อเย็น ว่าสามารถ เลือกได้ว่า จะรับประทาน ตอนไหน หรืออาจจะรับประทาน ทั้ง เช้า กลางวัน รวมไปถึงเย็น แต่ต้อง ไม่รับประทาน มากจนเกินกว่าที่ร่างกาย ของเราต้องการ นั่นเอง

 

นี้เป็นการ ออกกำลังกาย ที่บอกได้เลยว่า ไม่ใช้แค่ นักมวย คนธรรมดาก็สามารถ ทำได้ เพราะเป็นการ ออกกำลังกาย ในรูปแบบ ที่ไม่หนักจนเกินไป จะเป็นการ ออกำลังกายที่จะพอให้ร่างกาย ได้ขยับ หรือ ได้ใช้ระยะเวลาการ เปลี่ยนแปลง ที่จะพร้อมต่อการ ออกกำลังที่หนักขึ้น นั่นเอง

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงขณะแข่ง มวยไทย

ความนิยม กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ใน ชาวต่างชาติ

เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงขณะแข่ง มวยไทย

เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงขณะแข่ง มวยไทย

เครื่องดนตรีไทยถือว่ามีมาอย่างยาวนาน ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในงานมหรสพต่าง ๆ เช่น งานบวช งานแต่ง หรือแม้กระทั่งการต่อย มวยไทย จนทุกวันนี้ไม่ว่าจะมีงานอะไรก็ต้องมีดนตรีประกอบในงานของคนไทยไปเสียแล้ว

 

     องค์ประกอบที่สำคัญ และเป็นส่วนสร้างบรรยากาศให้แก่การไหว้ครู และร่ายรำ มวยไทย รวมทั้งการแข่งขันชกมวยนั้น คือ วงดนตรีปี่กลองซึ่งมีจังหวะ และท่วงทำนองช้า และเร็วตามช่วงเวลาของการแข่งขัน เมื่อเริ่มไหว้ครูท่วงทำนองก็จะช้าเนิบนาบช่วยให้ลีลาในการร่ายรำไหว้ครูดูอ่อนช้องดงามเป็นจังหวะน่าชม และเมื่อเริ่มการแข่งขันเสียงดนตรีก็เริ่มมีจังหวะเร็วขึ้น บอกให้ผู้ได้ยินได้ชมรู้ว่าขณะนั้นนักมวยกำลังใช้ชั้นเชิงต่อสู้กันอยู่ในสังเวียน   และเมื่อถึงยกสุดท้ายจังหวะดนตรียิ่งเร่งเร้าขึ้น เร้าใจให้นักมวยได้เร่งพิชิตคู่ต่อสู้ และเร้าใจผู้ชมมวยรอบสนามให้ตื่นเต้นกับผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า จังหวะดนตรีจึงเป็นส่วนสร้างความรู้สึกของนักชก และผู้ชมรอบสนามให้สนุกสนานตื่นเต้นกับการแข่งขันได้อย่างน่าอัศจรรย์

     เครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงประกอบการแข่งขันชก มวยไทย มีชื่อเรียกว่า “วงปี่กลอง” มีนักดนตรีร่วมบรรเลงดนตรีโดยทั่วไปจำนวน 4 คนเครื่องดนตรีประกอบด้วยปี่ชวา 1 เลา กลองแขก 2 ใบ และฉิ่ง 1 คู่

 

          ปี่ชวา

     ทำเป็น 2 ท่อนเหมือนปี่ไฉน คือ ท่อนเลาปี่ยาวราว 27 ซม. ท่อนลำโพงยาวราว 14 ซม. เจาะรูนิ้ว รูปร่างลักษณะเหมือนปี่ไฉนทุกอย่างแต่มีขนาดยาวกว่าปี่ไฉน กล่าวคือ ปี่ชวาเมื่อสวมท่อนลำโพง และเลาปี่เข้าด้วยกันแล้ว ยาวประมาณ 38–39 ซม. ตรงปากลำโพงกว้างขนาดเดียวกับปี่ไฉน ทำด้วยไม้จริงหรืองา ส่วนที่ทำต่างจากปี่ไฉนก็คือ ตอนบนที่ใส่ลิ้นปี่ทำให้บานออกเล็กน้อย ลักษณะของลิ้นปี่เหมือนกับลิ้นปี่ไฉน ต่างแต่มีขนาดยาวกว่าเล็กน้อย แม้เราจะไม่รู้ที่มาของปี่ชวาแต่ชื่อของปี่ชนิดนี้บอกตำนานอยู่ในตัว และโดยเหตุที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนปี่ไฉนของอินเดีย จึงเข้าใจว่าชวาคงได้แบบอย่างมาจากปี่ไฉนของอินเดีย เป็นแต่ดัดแปลงให้ยาวกว่า เสียงที่เป่าออกมาจึงแตกต่างไปจากปี่ไฉน เรานำปี่ชวามาใช้แต่เมื่อไรไม่อาจทราบได้แต่คงจะนำเข้ามาใช้คราวเดียวกับกลองแขก และเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนั้น ปรากฏว่าเรามี ปี่ชวาใช้ในกระบวนพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินแล้ว เช่น มีกล่าวถึงใน “ลิลิตยวนพ่าย” ว่า

“สรวญศรัพทพฤโฆษฆ้อง กลองไชย

ทุมพ่างแตรสังข์ ชวา    ปี่ห้อ”

     ซึ่งคงจะหมายถึง ปี่ชวา และปี่ห้อหรือปี่อ้อ ปี่ชวาใช้คู่กับกลองแขก ( ชวา ) เช่น เป่าประกอบการเล่นกระบี่กระบอง และประกอบการแสดงละครเรื่องอิเหนา ตอนรำกริช และใช้ในวงปี่พาทย์นางหงส์กับใช้ในวงดนตรีที่เรียกว่าวงปี่ชวากลองแขก หรือวงกลองแขกปี่ชวา วงเครื่องสายปี่ชวา และวงบัวลอย ทั้งนำไปใช้เป่าในกระบวนแห่ ซึ่ง “จ่าปี่” เป่านำ กลองชนะในกระบวนพยุหยาตราด้วย

 

          กลองแขก

     รูปร่างยาวเป็นกระบอก หน้าหนึ่งใหญ่ เรียกว่า “หน้ารุ่ย” กว้างประมาณ 20 ซม. อีกหน้าหนึ่งเล็กเรียกว่า “หน้าด่าน” กว้างประมาณ 17 ซม. หุ่นกลองยาวประมาณ 57 ซม. ทำด้วยไม้จริงหรือไม้แก่น เช่น ไม้ชิงชัน หรือไม้มะริด ขึ้นหนัง 2 หน้าด้วยหนังลูกวัว หรือหนังแพะ ใช้เส้นหวายผ่าซีกเป็นสายโยงเร่งเสียง โยงเส้นห่าง ๆ แต่ต่อมาในระยะหลังนี้คงจะใช้ไม่ได้ เนื่องจากหาหวายใช้ไม่สะดวก บางคราวจึงใช้สายหนังโยงก็มี สำรับหนึ่งมี 2 ลูก ลูกเสียงสูง เรียกว่า “ตัวผู้” ลูกเสียงต่ำเรียกว่า “ตัวเมีย” ตีด้วยฝ่ามือทั้งสองหน้าให้เสียงสอดสลับกันทั้งสองลูก กลองแบบนี้เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “กลองชวา” เพราะเข้าใจว่าเราได้แบบอย่างมาจากชวา ในวงปี่พาทย์ของชวาก็มีกลอง 2 ชนิดคล้ายกันนี้ แต่รูปกลองตอนกลางป่องโตมากกว่าของไทย เราคงจะนำกลองชนิดนี้มาใช้ในวงดนตรีของไทยมาแต่โบราณในกฎหมายศักดินามีกล่าวถึง “หมื่นราชาราช” พนักงานกลองแขก นา 200 และมีลูกน้อง เรียกว่า “ชาวกลองเลวนา 50” บางทีแต่เดิมคงจะนำเข้ามาใช้ในขบวนแห่นำเสด็จพระราชดำเนิน เช่น กระบวนช้าง และกระบวนเรือ และใช้บรรเลงร่วมกับปี่ชวาประกอบการเล่นกระบี่กระบอง เป็นต้น ภายหลังจึงนำมาใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ของไทย เมื่อครั้งนำละครอิเหนาของชวามาเล่นเป็นละครไทยในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ใช้ในเมื่อละครรำเพลงกริช เป็นต้นต่อมานำมาใช้ตีกำกับจังหวะแทนตะโพนในวงปี่พาทย์ และใช้แทนโทนกับรำมะนา ในวงเครื่องสายด้วย

 

          ฉิ่ง

     เป็นเครื่องตีทำด้วยโลหะ หล่อหนา เว้ากลางปากผายกลม รูปคล้ายถ้วยชาไม่มีก้น สำรับหนึ่งมี 2 ฝา แต่ละฝาวัดผ่านศูนย์กลางจากสุดขอบข้างหนึ่งไปสุดขอบอีกข้างหนึ่งประมาณ 6 ซม. ถึง 6.5 ซม. เจาะรูตรงกลางเว้าสำหรับร้อยเชือก เพื่อสะดวกในการถือตีกระทบกันให้เกิดเสียงเป็นจังหวะ ฉิ่งที่กล่าวนี้สำหรับใช้ประกอบวงปี่พาทย์ ส่วนฉิ่งที่ใช้สำหรับวงเครื่องสายและวงมโหรี มีขนาดเล็กกว่านั้นคือ วัดผ่านศูนย์กลางเพียง 5.5 ซม.ที่เรียกว่า “ฉิ่ง” ก็คงจะเรียกตามเสียงที่เกิดขึ้นจากการเอาขอบของฝาหนึ่งกระทบเข้ากับอีกฝาหนึ่งแล้วยกขึ้น จะได้ยินเสียงกังวานยาวคล้าย “ฉิ่ง” แต่ถ้าเอา 2 ฝานั้นกลับกระทบประกบกันไว้ จะได้ยินเสียงสั้นคล้าย“ฉับ” เครื่องตีชนิดนี้ สำหรับใช้ในวงดนตรีประกอบการขับร้องฟ้อนรำ และการแสดงนาฏกรรม โขน ละคร

 

          การบรรเลงประกอบ มวยไทย ใช้เพลงอะไรบ้าง ?

  • เพลงประกอบการรำไหว้ครู มวยไทย ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันนัก มวยไทย ทุกคนจะรำไหว้ครู มวยไทย เพื่อระลึกถึงพระคุณครู มวยไทย ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ โดยบทเพลงที่ใช้ในช่วงการรำไหว้ครูมวยไทย คือ เพลงโยนในสะระหม่าไทย
  • เพลงในระหว่างชกยกที่ 1 จะใช้เพลงแขกเจ้าเซ็นสองชั้น
  • เพลงอัตราจังหวะสองชั้นทั่วไป เช่น แขกเชิญเจ้า พราหมณ์เข้าโบสถ์ หรือเพลงในอัตรา 2 ชั้น และชั้น

เดียวใช้บรรเลงระหว่างยกที่ 2 ถึงยกที่ 5

  • เพลงเชิด ใช้บรรเลงในระหว่างการชกซึ่งใกล้หมดเวลาทาการแข่งขันในยกสุดท้าย ส่วนของหน้าทับกลองที่

ประกอบกับการบรรเลงคู่กับปี่ชวา โดยใช้กลองแขกบรรเลงนั้น ในวงปี่มวยนั้นจะมีการ แบ่งใช้หน้าทับดังต่อไปนี้

          - หน้าทับโยน ใช้บรรเลงประกอบกับเพลงโยนซึ่งขณะบรรเลงอยู่ในช่วงของการรำไหว้ครู มวยไทย

          - หน้าทับแขกเจ้าเซ็นสองชั้น ใช้เมื่อบรรเลงประกอบในเวลาทำการแข่งขันโดยจะตีหน้าทับเจ้าเซ็นไปตลอดไม่มีเปลี่ยน แม้ปี่ชวาจะบรรเลงเพลงใด ๆ ก็ตาม

           - หน้าทับเชิด ใช้บรรเลงในช่วงใกล้หมดเวลาในการแข่งขันยกสุดท้าย

     กล่าวได้ว่าการบรรเลงแต่ละครั้งจะเริ่มต้นที่การเป่าเพลงโยน ให้นักมวยไหว้ครู ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 นาที จากนั้นเมื่อระฆังตีให้สัญญาณการชกยกที่ 1 นักดนตรีปี่มวยจะบรรเลงเพลงแขกเจ้าเซ็น ซึ่งจะสามารถบรรเลงเพลงนี้ในทุก ๆ ยกจนถึงช่วง 1 นาทีสุดท้าย ธรรมเนียมปฏิบัติของการบรรเลงวงปี่มวยลุมพินีจะต้องเปลี่ยนเพลงบรรเลงไปเป็นเพลงเชิด ชั้นเดียว ซึ่งความหมายในการบรรเลงเพลงเชิดนั้นคือการแจ้งให้รู้เป็นสัญญาณว่าใกล้จะหมดเวลาในการแข่งขันชกมวย ในส่วนบทเพลงที่นักดนตรีปี่มวยลุมพินีบรรเลงในยกที่ 2 ถึง 4 และยกที่ 5 ในสองนาทีแรก เพลงไม่ได้ถูกกาหนดไว้ตายตัวว่าจะต้องใช้เพลงใดบรรเลง แต่โดยส่วนมากนักดนตรีปี่มวยสนามมวยลุมพินี เช่นจ่าสิบเอกช้อย เพิ่มผล สิบตรีสมนึก บุญจาเริญ พันโทเสนาะ หลวงสุนทร จ่าสิบเอกทวี ไทยพยัคฆ์ จะนิยมใช้เพลงในสาเนียงแขก ซึ่งมีอัตราจังหวะชั้นเดียวหรือ 2 ชั้น ซึ่งในบทเพลงสาเนียงอื่น ๆ นั้น สามารถนามาใช้ได้ไม่ได้ผิดแปลกอย่างใด ซึ่งเหตุผลที่ทาให้นักดนตรีปี่มวยลุมพินีนิยมการบรรเลงเพลงสาเนียงแขกนั้น มาจากการเริ่มต้นบรรเลงเพลงแรกในการแข่งขันยกที่ 1 เริ่มต้นด้วยเพลงแขกเจ้าเซ็น ซึ่งเป็นเพลงสาเนียงแขก จึงได้นิยมเลือกเพลงที่สาเนียงเดียวกันเป่าต่อไปยังยกต่อ ๆ ไปจนถึงจบ หรือเลือกเพลงลูกทุ่ง หรือเพลงสมัยนิยมมาบรรเลงประกอบกับการชก มวยไทย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ความนิยม กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ใน ชาวต่างชาติ

ฟันยาง อุปกรณ์กีฬา มวยไทย ที่ใช้ ป้องกันช่องปาก

การแต่งกาย ของ นักมวย ตามกติกาการแข่งขัน

การแต่งกาย ของ นักมวย ตามกติกาการแข่งขัน

การแข่งขันกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในแต่ละครั้ง นักมวย พี่เลี้ยง และผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทั้งหมด จะต้องจัดการแข่งขันให้เป็นไปตามกติกาในการแข่งขันกีฬามวย รวมไปถึง การแต่งกาย ของนักมวย อีกด้วย

 

คณะกรรมการกีฬามวย ได้ออกระเบียบ และกติกามาตรฐาน ที่ใช้สำหรับ การแข่งขันกีฬามวย โดยได้กำหนด การแต่งกายของ นักมวย ที่เข้าแข่งขัน ดังต่อไปนี้

 

1. ต้องสวมกางเกงขาสั้น เพียงครึ่งโคนขา ให้เรียบร้อย ไม่สวมเสื้อ และรองเท้า นักมวยมุมแดง ให้กางเกงสีแดง ชมพู สีเลือดหมู หรือสีขาวที่มีแถบแดงคาด นักมวย มุมน้ำเงิน ใช้กางเกงสีน้ำเงิน และสีดำ ห้ามคาดแถบสีแดง และต้องสวมเสื้อคลุม ตามข้อบังคับ สภามวยไทยโลก ( WBC Muay Thai )

 

2. ต้องสวมกระจับ ที่ทำขึ้นจาก วัสดุแข็งแรงทนทาน และได้รับ การรับรองจาก สภามวยไทยโลก ( WBC Muay Thai ) เมื่อถูกตีด้วยเข่า หรืออาวุธในการต่อสู้อย่างอื่น ตรงบริเวณอวัยวะเพศ จะไม่ทำให้เกิดอันตราย การผูกกระจับ ต้องผูกปมไว้ด้านหลัง และต้องผูกด้วยเงื่อนตาย เก็บปลายเชือกส่วนที่เหลือให้เรียบร้อย

 

3. ไม่ไว้ ผมยาวรุงรัง และห้ามไว้เครา อนุญาตให้ไว้หนวดได้ แต่ต้องยาว ไม่เกิน ริมฝีปาก

 

4. เล็บเท้า ต้องตัดให้เรียบ และสั้น

 

5. ต้องสวมมงคล ผ้าประเจียด หรือ รัดเกล้า เฉพาะเวลา ร่ายรำไหว้ครู ก่อนทำ การแข่งขันเท่านั้น เครื่องรางอนุญาต ให้ผูกที่โคนแขน หรือเอว แต่ต้องหุ้มผ้า ให้มิดชิด เรียบร้อย เพื่อป้องกัน มิให้ เกิดอันตราย แก่คู่แข่งขัน

 

6. อนุญาตให้ใช้ ปลอกยืดรัดข้อเท้ากันเคล็ด สวมข้อเท้าได้ข้างละไม่เกิน 1 อัน แต่ห้ามมิให้เลื่อนปลอกรัดขึ้นไปเป็นสนับแข้งหรือม้วนพับลงมา และห้ามใช้ผ้ารัดขาและข้อเท้า

 

7. ห้ามใช้เข็มขัด หรือเครื่องประดับ ที่เป็นวัสดุ ที่ทำให้เกิดอันตราย

 

8. ห้ามใช้ น้ำมันวาสลิน , น้ำมันร้อน , ไขสมุนไพร หรือสิ่งอื่น ที่ทำให้ คู่แข่งขัน เสียเปรียบ หรือเป็นที่น่ารังเกียจทา บริเวณร่างกาย หรือนวม

 

9. ฟันยาง ผู้แข่งขันต้องใส่ฟันยาง

 

จากการแต่งกาย ทั้ง 9 ข้อนี้ จะเห็นได้ว่า ในการแข่งขันกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) จะมีอุปกรณ์ ในการสร้าง ความปลอดภัย ในการแข่งขัน 2 อย่าง คือ

 

1) กระจับนักมวย ( Groin guard ) ที่ใส่เพื่อป้องกัน การได้รับบาดเจ็บ บริเวณอวัยวะเพศ และบริเวณใกล้เคียงได้ โดย กระจับนักมวย นั้น ได้ถูกออกแบบ ให้เหมาะสม สำหรับ นักมวย หรือนักกีฬา มากขึ้น โดยจะมีการผลิตออกมาหลายขนาด เพื่อรองรับกับ ความแตกต่าง ของสรีระร่างกาย และขนาดอวัยวะเพศ ของแต่ละคน ให้มีความเหมาะสม และความกระชับ

 

2) ฟันยาง ( Mouth Guard ) ที่จะช่วยป้องกัน ส่วนของ ฟันของนักมวย  ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ จากการ ถูกแรงกระแทก ที่กระทบ บนในหน้า และบริเวณช่องปาก โดยการเลือกใช้ ฟันยาง ควรเป็นชนิด ที่มีความยืดหยุ่น คงทนต่อ การฉีกขาด และ มีความสะดวกสบาย

 

ทั้ง 2 อุปกรณ์นี้ จึงเป็นอุปกรณ์ในการ ป้องกันตัวของนักมวย ที่มีความสำคัญอย่างมาก หากนักมวย ไม่สวมใส่ จะถือได้ว่า เป็นการละเมิดเกี่ยวกับ การแต่งกาย ต้องให้ผู้ชี้ขาดมีอำนาจสั่งแก้ไข ทั้งนี้ ยังรวมไปถึง นักมวย ที่แต่งกายไม่สะอาด อีกด้วย

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับ พิธีแสดงความเคารพครู

ความนิยม กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ใน ชาวต่างชาติ

มวยไทย กับ พิธีแสดงความเคารพครู

มวยไทย กับ พิธีแสดงความเคารพครู

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณ กีฬา มวยไทย จึงมีการประเพณีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะ พิธีแสดงความเคารพครู ที่มวยไทยในสมัยโบราณ ศิษย์จำเป็นต้องฝากตัวกับครูมวย เพื่อร่ำเรียนวิชามวยไทย

 

พิธีแสดงความเคารพต่อครู หรือ การไหว้ครู เป็นประเพณีที่สำคัญ ของการเป็น นักมวยไทย เพื่อเกิด ความสิริมงคล แก่ทุกฝ่าย โดยสามารถ แบ่งพิธีการไหว้ครู ออกเป็น 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้

 

การขึ้นครู

 

เป็นพิธีแสดง ความเคารพต่อครู ครั้งแรก ที่ศิษย์ จะมาไหว้ครู เพื่อมาฝากตัวเป็นศิษย์ การไหว้ครูถือว่าเป็นประเพณี ที่สำคัญของ มวยไทย ( Muay Thai ) และถือว่าเป็น พิธีการ อันศักดิ์สิทธิ์ สมัยโบราณกาล " ขึ้นครู " เปรียบเสมือน พิธีการมอบตนเอง ในลักษณะ ขออยู่ ใต้บังคับบัญชาของครู เพื่อร่ำเรียนวิทยาการ ในฐานะคนที่ว่าง่าย สอนง่าย และกล้าหาญ เพื่อเตรียมตัว และปรับปรุงตน สู่ความเป็นทหาร ของพระราชา นักมวย จะต้องมีครู ต้องเคาระ และเทิดทูนครู เพราะการที่ครู จะยอมรับศิษย์ แต่ละคน ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ ของคนไทย ที่เป็นมรดก สืบทอดกันมา แต่โบราณกาล

 

ในอดีต ผู้สมัครเป็นศิษย์ จะมีความรู้สึกว่า เป็นเรื่องยาก กว่าจะได้ เรียนรู้ถึงศาสตร์ ชิ้นนี้ได้ เพราะ ในสมัยนั้นครูอาจารย์ ที่เชี่ยวชาญมีอยู่ไม่มากนัก อีกประการหนึ่ง ท่านก็ไม่ได้ คิดค่าสอนห รือมีค่าตอบแทนแต่อย่างใด ผู้มีประสงค์ จะศึกษาเล่าเรียน ต้องฝากเนื้อฝากตัวกับครู คอยปรนนิบัติอยู่เป็นเวลานาน จนกว่า จะได้รับการถ่ายทอด วิชามวยไทย จนครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ ครูและศิษย์มวยไทย ในสมัยก่อนนั้น จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ดุจบิดามารดา

 

พิธีครอบครู

 

การที่ศิษย์ ได้ศึกษาศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) จนสำเร็จแล้ว และสามารถ ถ่ายทอดวิชา ให้แก่ผู้อื่นได้ ครูพอใจ จะให้เป็น ครูมวยต่อไป ก็จะทำพิธีครอบครูให้ เพื่อสืบทอด ศิลปะมวยไทย ของครูมวยสายนั้น ในพิธีครอบครู ครูมวยจะทำการ สวมมงคล ที่ถูกต้องตามประเพณีของสำนักมวยให้แก่ลูกศิษย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำ ในวันพฤหัสบดี ก่อนเวลาเพลที่บ้าน ของครูมวย หรือในโบสถ์

 

พิธีไหว้ครูมวยไทย

 

เป็นเอกลักษณ์ของ มวยไทย ( Muay Thai ) ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ที่ก่อนนักมวย ทำการแข่งขัน จะมีการร่ายรำไหว้ครูมวย ซึ่งเป็น วัฒนธรรมไทยแท้ ที่สืบสานมา ยาวนาน จนกลายเป็น อัตลักษณ์ ของความเป็น "มวยไทย" สาเหตุที่ศิษย์ต้องมี ความกตัญญ ต่อครูอาจารย์นั้น เป็นเพราะ วิชามวยเมื่อครั้งโบราณ มีการฝึกฝนไว้ป้องกันอันตราย จากคู่ต่อสู้ ซึ่งในการฝึกซ้อม หากไม่มี ครูอาจารย์ ที่ชำนาญคอยสอนสั่ง ผู้ฝึกมวย อาจพลาดพลั้ง และเกิดอันตรายได้ ดังนั้น ศิษย์จึงต้อง เชื่อฟังครู และศรัทธาครู เพื่อให้การฝึกเป็นไปด้วยดี

 

ขณะเดียวกัน ครูผู้อบรม สั่งสอน ต้องทุ่มเท แรงกายแรงใจ จนกว่าศิษย์จะเชี่ยวชาญ ชำนาญได้ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี เพราะการฝึกมวยไทย ( Muay Thai ) ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หากครูไม่มีความรัก และความเมตตา ต่อลูกศิษย์ ไม่เอาใจใส่ใน การฝึกฝนของลูกศิษย์ อาจเป็นอันตราย ถึงแก่ชีวิตได้ ด้วยความเคารพรัก และแสดงออกถึงความเชื่อ ความศรัทธาต่อ ครูบาอาจารย์ การไหว้ครูจึงเกิดขึ้นคู่กับ มวยไทย มาแต่อดีตกาล จนกลายเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาในวงการมวยไทยตลอดมา

 

พิธีไหว้ครู ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อครูอาจารย์ เป็นวัฒนธรรมไทยแท้ที่สืบสานมายาวนาน อันจะเป็นพิธีใหญ่จัดปีละครั้ง ตามแต่ครูจะกำหนด ในพิธีจะมีการตั้งโต๊ะแต่งเครื่องสังเวยเทวดา และบูชาครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วทุกท่าน รูปแบบและพิธีการไหว้ครูจะแตกต่างกันในแต่ละสำนักแล้วแต่ครูอาจารย์ของสำนักนั้นกำหนดขึ้น และมีการปฏิบัติสืบต่อกันมา

 

การทำ พิธีไหว้ครู เหล่านี้ มักจะถือเอา "วันพฤหัสบดี" เป็นหลัก เพราะเชื่อว่าเป็น "วันครู" ซึ่งในปัจจุบัน ประเพณีเหล่านี้ นับวันยิ่งค่อย ๆ เลือนหายไป ตามกาลเวลา และการเปลี่ยนแปลงของ บริบทของ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ในปัจจุบัน จัดตั้งขึ้น เป็นในเชิงพาณิชย์ นั่นเอง แต่อย่างไรแล้ว พิธีการไหว้ครูมวยไทย ก็ยังสามารถ เห็นได้ อยู่ในการแข่งขันมวยไทย ที่การแข่งขัน จะมีการไหว้ครูมวยไทย เพื่อระลึกถึงบุญคุณของครูมวยไทย รวมไปถึง การไหว้ครูประจำปี ของสำนักมวย แต่ละแห่ง อีกด้วย

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความนิยม กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ใน ชาวต่างชาติ

ฟันยาง อุปกรณ์กีฬา มวยไทย ที่ใช้ ป้องกันช่องปาก

ความนิยม กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ใน ชาวต่างชาติ

ความนิยม กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ใน ชาวต่างชาติ

หลาย ๆ คนก็รู้ใช่ไหมล่ะคะว่า มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ ของประเทศไทย แต่ก็เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติด้วย วันนี้เราจึงได้รวมข้อมูลของ ความนิยม กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ใน ชาวต่างชาติ มาให้ได้อ่านกันค่ะ

 

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ ของประเทศไทย มีความโดดเด่น ด้านเทคนิคการกอดคอต่อสู้ ซึ่งเป็นการใช้ทั้งกาย และ ใจ สำหรับการต่อสู้ ที่ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ โดยเป็นที่รู้จักว่าเป็น นวอาวุธ ซึ่งประกอบด้วย การโจมตีจากร่างกาย ทั้ง หมัด ศอก เข่า และ เท้า ใน มวยไทย ( Muay Thai ) หากมีการเตรียมพร้อม ด้านร่างกายดี จะก่อให้เกิดอาวุธ ที่มีอานุภาพ

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ได้โด่งดังเป็นที่แพร่หลาย ในระดับนานาชาติ ในช่วงศตวรรษที่ 20 เมื่อเหล่า นักมวยไทย สามารถเป็นฝ่ายชนะ นักต่อสู้ที่มีชื่อเสียง ในแขนงอื่น ๆ ( MMA ) ซึ่งการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) ในระดับอาชีพ ได้รับการดูแล โดยสภามวยไทยโลก

 

ปัจจุบัน ทางสหพันธ์มวยไทย สมัครเล่นนานาชาติ ( IFMA ) มีแผนที่จะผลักดัน กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) เข้าสู่กีฬาโอลิมปิก และ ใน พ.ศ. 2557 ทางองค์การสหประชาชาติ ได้ให้การยอมรับ มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาแห่งประชาคมโลก โดยได้มีการลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือ กับสภามวยไทยโลก และ สหพันธ์มวยไทย สมัครเล่นนานาชาติ ขึ้น

 

ความนิยมของ มวยไทย ( Muay Thai ) ในชาวต่างชาติ

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ ที่ได้รับความนิยม อย่างมากใน อาเซียน / เอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ ยุโรป อเมริกา รัสเซีย ซึ่งความนิยมดังกล่าว นอกเหนือจาก การเป็นกีฬาแล้ว มวยไทย ( Muay Thai ) ยังได้รับการกล่าวว่า เป็นสื่อทางวัฒนธรรม ที่สำคัญ โดยได้มีการนำเสนอ ศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) ในสื่อต่าง ๆ หลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบของ ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หนังสือการ์ตูน แอนิเมชัน รวมถึงในรูปแบบของ วิดีโอเกม

 

มวยไทย ( Muay Thai ) เริ่มมีชื่อเสียง ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 และ มีชื่อเสียงอย่างมาก ในต่างประเทศ ในตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 21 ผ่านการถ่ายทอด ทางสื่อต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทย และ ต่างประเทศ อันช่วยส่งเสริม มวยไทย ( Muay Thai ) ในวัฒนธรรมสมัยนิยม อาทิ ภาพยนต์ และ วีดีโอเกม เป็นต้น

 

ความนิยมของ มวยไทย ( Muay Thai ) ในชาวต่างชาตินั้น สูงขึ้นกว่าในอดีต วัดได้จากการเก็บสถิติ ของการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2559 โดยพบว่ามีชาวต่างชาติ หลงใหลในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ที่เดินทางเข้ามาใน ประเทศไทย เพื่อเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) จำนวนมากกว่า 50,000 คน ซึ่ง 10 อันดับแรก มีดังต่อไปนี้

1. สหราชอาณาจักร จำนวน 11,219 คน

2. ออสเตรเลีย 6,800 คน

3. ฝรั่งเศส 5,852 คน

4. เยอรมัน 4,688 คน

5. สวีเดน 4,253 คน

6. รัสเซีย 2,183 คน

7. เดนมาร์ก 1,855 คน

8. ญี่ปุ่น 1,841 คน

9. นิวซีแลนด์ 1,781 คน

10. สเปน 1,633 คน

 

ซึ่งความนิยมดังกล่าว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ในไทยอีกด้วย โดยที่ในปี พ.ศ. 2561 มวยไทย ( Muay Thai ) ได้สร้างรายได้เข้าประเทศ กว่าหนึ่งแสนล้านบาท ส่งผลให้ในเวลาต่อมา ทางการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของ มวยไทย ( Muay Thai ) ทำการส่งเสริม โดยจัดทำหนังสือ คู่มือ มวยไทย ( Muay Thai ) แก่นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ในภาษาอังกฤษ ภายใต้ชื่อ AWESOME MUAY THAI ทั้งแบบเป็น หนังสือกระดาษทั่วไป และ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ค ( E-Book )

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

เทคนิค การฝึกฝน หน้าท้อง ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

ฟันยาง อุปกรณ์กีฬา มวยไทย ที่ใช้ ป้องกันช่องปาก

ฟันยาง อุปกรณ์กีฬา มวยไทย ที่ใช้ ป้องกันช่องปาก

ฟันยาง ( Mouth Guard ) ใครหลาย ๆ คนก็คงจะรู้จักกับเจ้า อุปกรณ์กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ชิ้นนี้ กันอย่างแน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่า ฟันยาง ( Mouth Guard ) มีความสำคัญ กับนักมวย มากกว่า เพียงแค่ ป้องกันช่องปาก วันนี้เรามาสรุปกันค่ะ

 

ฟันยาง ( Mouth Guard ) คืออะไร

ฟันยาง ( Mouth Guard ) คือคืออะไร ฟันยาง ( Mouth Guard ) คือ อุปกรณ์ที่สวม เพื่อปกป้องฟัน ฟันยาง ( Mouth Guard ) เป็นอุปกรณ์กีฬา ที่สำคัญ สำหรับทุกคน ที่เล่นกีฬาที่มีการตก กระทบ กระแทก หรือ มีวัตถุที่ลอย อาทิเช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล สเกตบอร์ด และ มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นต้น ฟันยาง ( Mouth Guard ) จึงเป็น อุปกรณ์สำคัญ ที่สามารถป้องกันอันตรายบริเวณช่องปาก ของนักกีฬาได้

 

 

ความสำคัญของ ฟันยาง ( Mouth Guard )

ฟันยาง ( Mouth Guard ) คือ อุปกรณ์ที่สวม เพื่อปกป้องฟัน  เป็นอุปกรณ์กีฬา ที่สำคัญสำหรับผู้เล่นกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มวยสากล ( Boxing ) ฟุตบอล รักบี้ มักจะสวมใส่ ฟันยาง ( Mouth Guard ) เพื่อป้องกัน ไม่ให้ฟันหัก การกัดริมฝีปาก และ ความบาดเจ็บอื่น ๆ ต่อปาก ซึ่งหากฟันหัก ก็จะเป็นสาเหตุ ทำให้ริมฝีปากเป็นแผล และ ทำอันตราย ให้กับส่วนอื่น ๆ ในช่องปากได้

 

 

ระยะเวลา ใช้งานของ ฟันยาง ( Mouth Guard )

จะรู้ได้อย่างไร ว่า ฟันยาง ( Mouth Guard ) เราจะหมดอายุ ในช่วงไหน ให้เพื่อน ๆ ลองสัมผัส ฟันยาง ( Mouth Guard ) ดูค่ะ จะรู้สึกได้เลย ว่ามีการเสื่อมสภาพ เช่น ใช้แล้วรู้สึก แข็งแปลก ๆ หรือ หากสัมผัสแล้วยังไม่มั่นใจ เพื่อน ๆ ก็ควรเปลี่ยน ฟันยาง ( Mouth Guard ) ทุก ๆ 6 เดือนเพื่อความมั่นใจค่ะ

 

 

การเล่นกีฬานั้น ทุก ๆ คนควรสร้าง ความปลอดภัย ให้กับตนเองด้วยการใส่ ฟันยาง ( Mouth Guard ) สำหรับนักกีฬา ฟันยาง ( Mouth Guard ) เปรียบเหมือนการ ใส่หมวกกันน็อคป้องกัน การเกิดอุบัติเหตุ แม้ไม่เกิดอุบัติเหตุใด ๆ ก็ตาม แต่เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หมวกกันน็อค ก็ช่วยรักษาชีวิต ของผู้ใช้ได้มากมาย

 

ฟันยาง ( Mouth Guard ) สำหรับนักกีฬาก็เช่นกัน สามารถป้องกันฟัน ขากรรไกร ข้อต่อขากรรไกร และ สมองได้ การเล่นกีฬามีความเสี่ยง เราทุกคนจึงควร ป้องกันตนเอง โดยการใส่ ฟันยาง ( Mouth Guard ) ในขณะเล่นกีฬา และ การทำ ฟันยาง ( Mouth Guard ) ก็ทำได้ไม่ยาก ควรเข้ารับปรึกษา กับทันตแพทย์ประจำตัวท่าน

 

ประเภทของ ฟันยาง ( Mouth Guard ) มีอะไรบ้าง

ไม่ว่าคุณจะเลือก ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดใดก็ตาม ควรเป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่น คงทนต่อการฉีกขาด และ มีความสะดวกสบาย นอกจากนี้ ฟันยาง ( Mouth Guard )  ควรจะมีขนาดพอดีปาก และ ไม่รบกวนการพูด หรือ การหายใจ ฟันยาง ( Mouth Guard ) มี 3 ชนิดดังนี้

 

ฟันยาง ( Mouth Guard ) แบบสั่งทำขึ้นเฉพาะ

ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดนี้จะทำขึ้นทีละชิ้น โดยทันตแพทย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่เป็นการแปลก ที่ ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดนี้ จะให้ความสบาย ในการสวมใส่ที่สุด และ ปกป้องได้ดีที่สุด ทันตแพทย์จะต้องทำการ พิมพ์ฟันของคุณ เพื่อสร้าง ฟันยาง ( Mouth Guard ) เนื่องจากเป็นชนิดที่ใส่ พอดี และ สบายกว่า นักกีฬามักจะเลือกใช้ อย่างไรก็ตาม ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดนี้จะมีราคาแพง

 

ฟันยาง ( Mouth Guard ) กึ่งสำเร็จรูป

ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดนี้ จะเป็นแบบที่ขึ้นรูปมาก่อน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยน รูปทรงได้ด้วย การต้มในน้ำ และ กัด เพื่อให้พอดีกับปากของเรา ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดนี้สามารถ หาซื้อได้ตามร้าน จำหน่ายอุปกรณ์กีฬาทั่วไป และ จะให้ความพอดีกว่า ฟันยาง ( Mouth Guard ) แบบทั่วไป ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ ฟันยาง ( Mouth Guard ) ที่มีขนาดพอดีกับปากที่สุด

 

ฟันยาง ( Mouth Guard ) สำเร็จรูป

ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดนี้ราคาไม่แพง และ มาในรูปแบบ ฟันยาง ( Mouth Guard ) ที่สามารถสวมใส่ได้ทันที แต่อย่างไรก็ตาม ฟันยาง ( Mouth Guard ) ชนิดนี้จะไม่พอดี กับปากมากนัก และ อาจดูเทอะทะ ทำให้การพูด หรือ หายใจลำบาก

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

 

แต่ละรุ่นของนักกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มีน้ำหนักเท่าไรบ้าง

แต่ละรุ่นของนักกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มีน้ำหนักเท่าไรบ้าง

เคยสงสัยกันไหมว่าเวลาแข่ง มวยไทย ( Muay Thai ) จะมิพิธีกรคอยบอกรุ่น น้ำหนักของนักกีฬา แล้วเขามีการแบ่งประเภทนักกีฬายังไง น้ำหนักเท่าไรจะได้อยู่รุ่นไหน ในบทความนี้มีคำตอบค่ะ

 

     การชั่งน้ำหนักที่กำหนดไว้ ผู้แข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) จะต้องได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารของสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ก่อนที่จะทำการชั่งน้ำหนัก หากนักมวยคนใดไม่นำบัตรประจำตัวและสมุดนักมวยมาแสดงในขณะตรวจร่างกายและชั่งน้ำหนัก จะไม่อนุญาตให้ทำการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )

 

     การจำแนกรุ่น มี 19 รุ่น ดังนี้

1. รุ่นพินเวท น้ำหนักต้องเกิน 93 ปอนด์ (42.272 กิโลกรัม) และไม่เกิน 100 ปอนด์ (45.454 กิโลกรัม)

2. รุ่นมินิฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 100 ปอนด์ (45.454 กิโลกรัม) และไม่เกิน 105 ปอนด์ (47.727 กิโลกรัม)

3. รุ่นไลท์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 105 ปอนด์ (47.727 กิโลกรัม) และไม่เกิน 108 ปอนด์ (48.988 กิโลกรัม)

4. รุ่นฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 108 ปอนด์ (48.988 กิโลกรัม) และไม่เกิน 112 ปอนด์ (50.802 กิโลกรัม)

5. รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 112 ปอนด์ (50.802 กิโลกรัม) และไม่เกิน 115 ปอนด์ (52.163 กิโลกรัม)

6. รุ่นแบนตั้มเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 115 ปอนด์ (52.163 กิโลกรัม) และไม่เกิน 118 ปอนด์ (53.524 กิโลกรัม)

7. รุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 118 ปอนด์ (53.524 กิโลกรัม) และไม่เกิน 122 ปอนด์ (55.338 กิโลกรัม)

8.รุ่นเฟเธอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 122 ปอนด์ (55.338 กิโลกรัม) และไม่เกิน 126 ปอนด์ (57.153 กิโลกรัม)

9. ซูเปอร์เฟเธอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 126 ปอนด์ (57.153 กิโลกรัม) และไม่เกิน 130 ปอนด์ (58.967 กิโลกรัม)

10. รุ่นไลท์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 130 ปอนด์ (58.967 กิโลกรัม) และไม่เกิน 135 ปอนด์ (61.235 กิโลกรัม)

11. ซูเปอร์ไลท์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 135 ปอนด์ (61.235 กิโลกรัม) และไม่เกิน 140 ปอนด์ (63.503 กิโลกรัม)

12. รุ่นเวลเตอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 140 ปอนด์ (63.503 กิโลกรัม) และไม่เกิน 147 ปอนด์ (66.678 กิโลกรัม)

13. รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 147 ปอนด์ (66.678 กิโลกรัม) และไม่เกิน 154 ปอนด์ (69.853 กิโลกรัม)

14. รุ่นมิดเดิลเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 154 ปอนด์ (69.853 กิโลกรัม) และไม่เกิน 160 ปอนด์ (71.575 กิโลกรัม)

15. รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 160 ปอนด์ (71.575 กิโลกรัม) และไม่เกิน 168 ปอนด์ (76.374 กิโลกรัม)

16. รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 168 ปอนด์ (76.374 กิโลกรัม) และไม่เกิน 175 ปอนด์ (79.379 กิโลกรัม)

17. รุ่นฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 175 ปอนด์ (779.379 กิโลกรัม) และไม่เกิน 190 ปอนด์ (86.183 กิโลกรัม)

18. รุ่นเฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 190 ปอนด์ (86.183 กิโลกรัม) และไม่เกิน 200 ปอนด์ (90.900 กิโลกรัม)

19. รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 200 ปอนด์ขึ้นไป (90.900 กิโลกรัมขึ้นไป)

 

ในระดับเยาวชน เพิ่มรุ่น ดังนี้

1. รุ่นคอตตอนเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 84 ปอนด์ (38.183 กิโลกรัม) และไม่เกิน 88 ปอนด์ (40 กิโลกรัม)

2. รุ่นเปเปอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 88 ปอนด์ (40 กิโลกรัม) และไม่เกิน 93 ปอนด์ (42.272 กิโลกรัม)

 

     ผู้เข้าแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) ทุกคน ต้องพร้อมที่จะชั่งน้ำหนักในตอนเช้าวันแรกของการแข่งขันตั้งแต่เวลา 07.00 – 10.00 น. สำหรับวันแข่งขันต่อไปเฉพาะนักมวยที่จะแข่งขันตามรายการวันนั้น จะต้องมาทำการชั่งน้ำหนักและตรวจร่างกายตั้งแต่เวลา 07.00 – 09.00 น.

 

     การแข่งขันจะต้องไม่เริ่มขึ้นก่อน 3 ชั่วโมงภายหลังจากเวลาชั่งน้ำหนักได้สิ้นสุดลง หรือ หากการแข่งขันจะต้องเริ่มขึ้นก่อน 3 ชั่วโมง หลังจากสิ้นสุดเวลาการชั่งน้ำหนัก คณะกรรมการควบคุมการแข่งขันจะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแพทย์ก่อนว่า การแข่งขันในครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดอันตรายกับนักมวยที่แข่งขันในคู่ต้นๆ

 

     น้ำหนักที่ชั่งได้เป็นทางการในวันแรกถือเป็นน้ำหนักของนักมวยตลอดการแข่งขัน แต่จะต้องมาทำการชั่งน้ำหนักทุกวันที่มีการแข่งขัน ในวันชั่งน้ำหนักแต่ละวัน อนุญาตให้ผู้แข่งขันชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งที่เป็นทางการได้เพียงครั้งเดียว น้ำหนักที่ชั่งถือเป็นเด็ดขาด

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เลือก กระสอบทราย ให้เหมาะกับ มวยไทย

ศาสตราวุธ มวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ท่าออกอาวุธ มวยไทย ( Muay Thai ) สำหรับ ผู้เริ่มต้น

ท่าออกอาวุธ มวยไทย ( Muay Thai ) สำหรับ ผู้เริ่มต้น

ผู้ที่พึ่งเริ่มต้น ฝึกชก มวยไทย ( Muay Thai ) หรือนักมวยมือใหม่ ควรมีการฝึกร่างกาย โดยใช้ ท่าออกอาวุธ ในขั้นพื้นฐาน ให้เป็นเสียก่อน ซึ่งในแต่ละส่วน จะมีการฝึกอย่างไรบ้าง มาติดตามกันครับ

 

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ และป้องกันตัวของชนชาติไทย ที่มาตั้งแต่โบราณ และนับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง ของประเทศไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดี  และในปัจจุบัน มวยไทย ( Muay Thai ) ก็ยังคงได้รับ ความนิยมจากคนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้ผู้ที่สนใจ ต้องการเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) ได้

 

การต่อสู้ สำหรับ มวยไทย ( Muay Thai ) มีการใช้อวัยวะ 4 อย่าง ในร่างกาย เพื่อต่อสู้ไปยังฝ่ายตรงข้าม โดยเรียกว่า ท่าออกอาวุธ ซึ่งการออกอาวุธ ทั้ง 4 อวัยวะ ได้แก่ ได้แก่ มือ (หมัด) , เท้า (เตะ / ถีบ) , เข่า และศอก ผู้ที่สนใจเรียนมวย หรือนักมวยมือใหม่ ควรฝึก ท่าออกอาวุธ ในแต่ละอวัยวะขั้นพื้นฐานให้ได้ ดังนี้

 

 ท่าออกอาวุธพื้นฐาน โดย มือ (หมัด) ได้แก่

 

  • หมัดตรง : การชกหมัด ออกไปตรง ๆ จากการ ตั้งท่าปล่อย หมัดออกไปยังเป้าหมาย โดยการคว่ำลงให้ขนานกับพื้น อาศัยแรงจาก ไหล่ , สะโพก และเท้า

 

  • หมัดงัด  : เริ่มต้นจากท่าจรดมวยขวา แล้วย่อตัวลง เท้าแยกห่าง ย่อเข่าซ้ายลง พร้อมกับลดหมัดซ้ายลงและหงายหมัดขึ้น แล้วบิดลำตัวไปทางขวาของตนเอง พร้อมกับ ดึงกระตุก หมัดซ้ายขึ้นตรง

 

 

  • หมัยเสย : ชกหมัดในระยะประตัว ทิศทางการเคลื่อนที่ จากล่างขึ้นบน

 

 

  • หมัดตวัด : การชกหมัด โดยการงอและเกร็งข้อศอกไว้ให้หมัดออกไปเป็นวิถีโค้ง อาจคว่ำ หรือตั้งหมัดก็ได้

 

ท่าออกอาวุธพื้นฐาน โดย ศอก ได้แก่

 

  • ศอกตี : ศอกที่ตีในลักษณะแนวดิ่งลงสู่พื้น โดยการใช้แรงหมุนจากหัวไหล่กดเฉียงลง ใช้มือที่ตีนั้นเข้าหาลำตัว พร้อมกับใช้แรงส่งจากเท้า การพับข้อศอกตีเฉียงลงกระทบเป้าหมาย สามารถตีได้ทั้งซ้ายและขวา

 

  • ศอกตัด : การพับข้อศอกขึ้นตีศอก ทิศทางขนานกับพื้น โดยใช้แรงเหวี่ยงของแรงกระตุกจากหัวไหล่อย่างรวดเร็ว ใช้แรงส่งมาจากสะโพกแล้วบิดตัวให้มาก จึงจะถึงเป้าหมายอย่างรุนแรง

 

  • ศอกงัด : ศอกที่ใช้ตีเสยขึ้น โดยการงัดขึ้นตรง ๆ หรือบางครั้ง อาจเฉียงเล็กน้อย การงัดให้ย่อตัวลง เพื่อใช้แรงส่งจากเท้า ท่านี้ใช้เมื่อค่ต่อสู้ จะเข้ามาจับตีเข่า ให้ใช้ศอกงัด เข้าที่เป้าหมาย คือ ปลายคาง คิ้ว หรือใบหน้าของคู่ต่อสู้

 

  • ศอกกลับ : การหมุนตัวตีศอกทางด้านหลัง ส่วนใหญ่มักตีศอกกลับในแนวดิ่ง และศอกกลับในแนวขนาน โดยสามารถเพิ่มความรุนแรงได้จากการหมุนตัวด้วยความเร็วให้สัมพันธ์กับการศอกกลับ

 

ท่าออกอาวุธพื้นฐาน โดยใช้ เข่า ได้แก่

 

  • เข่าตรง : เข่าที่เคลื่อนที่จากจุดเริ่ม ไปกระทบเป้าหมายแนววิถีทางตรงดิ่ง

 

  • เข่าเฉียง : การตีเข่า ขึ้นเฉียงทำมุมกับลำตัวคู่ต่อสู้ เป้าหมายบริเวณชายโครง

 

  • เข่าโค้ง : เข่าที่ใช้จะต้องบิดสะโพกคว่ำลงให้ทิศทางของเข่าลอยโค้ง จากบนลงปะทะเป้าหมาย ให้ปลายเท้าเหยียดเป็นเส้นตรงกับขาและเข่า

 

  • เข่าลอย : การตีเข่าขึ้นไปตรง ๆ โดยการกระโดดตัวลอยพันจากพื้น

 

ท่าออกอาวุธพื้นฐาน โดยใช้ เท้า (เตะ) ได้แก่

 

  • เตะตรง : การเหวี่ยงเท้าขึ้นตรง ๆ เป็นท่อนเดียวกัน ปลายเท้างุ้ม และเอนตัวไปขั้นหลัง สามารถเตะได้อีกลักษณะ คือ ทำการยกเข่านำขึ้นมาก่อน แล้วจึงยกเท้าท่อนหลังขึ้นตาม ส่วนปลายเท้างุ้ม และเอนตัวไปขั้นหลังเช่นเดียวกัน

 

  • เตะตัด : การเตะที่มีวิถีโค้งขึ้นเล็กน้อย แล้วตัดขนานกับไปกับพื้น สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับต่ำ ระดับกลาง และรำดับสูง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แตะไปโดยส่วนใดของเป้าหมาย

 

 

  • เตะเฉียง : การใช้แรงเหวี่ยงของเท้าเหวี่ยงขึ้นไปในแนวเฉียงจากพื้นสู่เป้าหมาย บริเวณชายโครง ลำตัว หรือปลายคางผู้ต่อสู้

 

  • เตะตวัด : การเตะเหวี่ยง แล้วตวัดเท้าให้ส้นเท้าปะทะเป้าหมาย

 

ท่าออกอาวุธ เหล่านี้ในแต่ละส่วน เหมาะสำหรับ ผู้ที่พึ่งเริ่มฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่จำเป็นต้องรู้จัก ท่าออกอาวุธพื้นฐานเหล่านี้ เป็นทักษะใน การต่อสู้พื้นฐาน ในการเรียน แม้ไม้มวยไทย เพื่อนำไปสู่การฝึกทักษะ ในขั้นสูง ต่อไปได้

 

หากใคร สนใจเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) และกำลังมองหา สถานที่เรียน มวยไทย ( Muay Thai ) ได้ที่ เราขอแนะนำ “เจริญทอง มวยไทย ยิม” ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) มีทั้งหมด 3 สาขา คือ สาขาศรีนครินทร์ สาขารัชดา และสาขาข้าวสาร ผู้ที่สนใจ สามารถ ติดต่อขอรายละเอียดกับทางเราตามสาขาที่สนใจได้เลย

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย ( Muay Thai ) สไตล์ กีฬาพื้นบ้าน

เทคนิค การฝึกฝน หน้าท้อง ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ( Muay Thai ) สไตล์ กีฬาพื้นบ้าน

มวยไทย ( Muay Thai ) สไตล์ กีฬาพื้นบ้าน

ในหลายท้องถิ่นมีการนำกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มาประยุกต์เล่นจนกลายเป็น กีฬาพื้นบ้าน ที่เน้นเล่นกัน เพื่อสร้างความสนุกสนานของคนในท้องถิ่นนั้น ซึ่งจะมี กีฬาพื้นบ้าน ประเภทใดบ้าง มาติดตามกันครับ

 

มวยตับจาก

 

มวยตับจาก เป็นกีฬาพื้นบ้านยอดนิยมของ ภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดชลบุรี เนื่องจากสมัยก่อนมีการปลูกต้นจากในพื้นที่เยอะ จึงนำมาประยุกต์เข้ากับกีฬามวยไทย แต่ปัจจุบันแทบจะไม่มีมวยตับจากให้เห็นแล้ว ส่วนหนึ่งมาจาก มีการปลูกพืชชนิดนี้ที่น้อยลง

 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขัน

1. นวม 2 คู่ สำหรับผู้ต่อสู้ทั้ง 2 ฝ่าย

2. ผ้าปิดตา 2 ผืน ในบางพื้นที่ใช้ผ้าขาวม้า ผืนเล็กในการผูก

3. เชือก สำหรับขึงเป็นเวที

4. ใบจากแห้ง จำนวนมาก เพื่อปูให้ทั่วพื้นเวที

5. ไม้หลัก 4 ไม้ ใช้เป็นมุมสำหรับขึงเชือก

 

วิธีการขั้นตอน ของมวยตับจาก มีดังนี้

 

1. นำไม้มาปักให้มีฐานที่มั่นคง โดยวัดขนาดตามระยะของเวทีมวยของจริง หรือประยุกต์เป็นขนาดอื่นได้ตามเหมาะสม

2. เมื่อปักได้เป็น 4 มุมได้แล้ว ให้นำเชือกมาขึง เป็นขอบเขตของเวที

3. เมื่อเวทีเสร็จ ให้นำใบจากที่ผ่านการตากแห้งมาแล้ว มามัดร้อยในก้านไม้ที่เหลามาเป็นอย่างดี มีความยาวประมาณ 3-4 เมตร โดยมัดเรียงให้เต็มก้านไม้ เมื่อร้อยเต็มแล้ว 1 อัน เรียกว่า "ตับ" ซึ่งเป็นที่มาของการเรียก "มวยตับจาก"

4. นำใบจากวางให้เต็มบนพื้นที่เวทีมวย เป็นอันเสร็จเรียบร้อยก่อนการแข่งขัน

5. ก่อนทำการชก นักมวยทั้งคู่จะผูกตา ด้วยผ้า และจับให้อยู่คนละมุม มีกรรมการอยู่กลางเวที 1 คน จากนั้น เมื่อสัญญาณเริ่มชก นักมวยจะเดินออกจากมุม เพื่อหาคู่ต่อสู้และต่อยกัน โดยจะใช้ฟังเสียงลั่นกรอบ ๆ แกรบ ๆ ของใบจากที่ปูไว้ เพื่อจับทิศทางของคู่ต่อสู้ของตน

 

กติกาและการตัดสินของมวยตับจาก

 

การชกมวยตับจาก นักมวยทั้งคู่ ก่อนขึ้นชกจะต้องสวมใส่นวม ใช้ผ้าปิดตาให้สนิท การต่อยคือใครต่อยเข้าเป้ามากที่สุด ก็จะได้คะแนนมากเป็นฝ่ายชนะ ชก 3 ยก ยกละ 2 นาที สวมใส่นวมตามมาตรฐาน มวยตับจาก จึงเป็นกีฬาพื้นบ้าน ที่เสริมสร้างไหวพริบในการฟังเสียงได้เป็นอย่างดี

 

 จุดเด่นของมวยตับจาก

 

รูปแบบการเล่นของมวยตับจาก ถือเป็นจุดเด่นของการชกมวย การชกที่มองไม่เห็นเป้าหมาย หรือคู่ต่อสู้ เพียงได้ยินเสียงเดินบนพื้นที่ปูด้วยใบจากแห้งเท่านั้น นักมวยทั้งสองฝ่าย คือ มุมแดง และมุมน้ำเงิน ก็จะปรี่เข้าไปเตะต่อย ที่จุดกำเนิดเสียงที่ได้ยิน นอกจากเสียงเดินของนักมวยแล้ว ยังมีเสียงเดินของกรรมการ เป็นตัวหลอกอีกด้วย

 

มวยทะเล

 

เป็นกีฬาพื้นบ้าน ที่เริ่มมีการเล่นในภาคใต้  เล่นแพร่หลายในแทบทุกจังหวัด เช่น พัทลุง สุราษฎร์ธานี และสงขลา เป็นต้น ไม่ปรากฏหลักฐานมาเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งมีวิธีการเล่น คือ จะชกต่อยกันอยู่บนไม้กระดานแผ่นเดียว และถ้าใครตกลงมาจากไม้กระดานก็จะถือว่าคนนั้นเป็นฝ่ายแพ้ ส่วนสถานที่เล่นนั้นก็จะเป็นในน้ำหรือริมทะเล มวยทะเลนี้ยังได้รับการจัดเป็นหนึ่งในกีฬาของทหารเรือไทยด้วยและจะมีการจัดการแข่งขันทุกปีในสัปดาห์กีฬานาวีซึ่งมีกีฬาทหารเรืออีกหลายชนิด

 

การแข่งขันมวยทะเล

 

  1. แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 1 คน และทำการจับฉลากเลือกว่าจะอยู่แดนไหน
  2. การชกโดยทั่วไปจะกำหนดชก 3 ยก ยกละ 3 นาทีโดยให้พักยกได้ 1 นาที
  3. เมื่อการแข่งขันพร้อม ให้ผู้เล่นขึ้นไปนั่งคร่อมบนไม้กระดาน
  4. เมื่อมีสัญญาณจากกรรมการบอกว่า "ชก" ให้เลื่อนตัวเข้าไปหากันโดยใช้นวมชกอย่างเดียว
  5. เมื่อหมดยกก็จะทำการเปลี่ยนแดน
  6. หากใครตกจากไม้กระดานก็จะถือว่าแพ้ในยกนั้น และผู้ชนะต้องชนะ 2 ใน 3 ยก

 

กีฬาพื้นบ้าน มรดกภูมิปัญญาไทย

 

กีฬาพื้นบ้าน ทั้งมวยตับจาก และมวยทะเล ถือได้ว่าเป็น กีฬาการละเล่นพื้นบ้าน ที่คนในท้องถิ่นมีการประยุกต์ จนกลายเป็นภูมิปัญญาไทย และในปี พ.ศ. 2556 มวยตับจาก และมวยทะเล ได้รับการขึ้นทะเบียน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อีกด้วย

 

การละเล่น กีฬาพื้นบ้าน ทั้ง 2 ประเภทนี้ เน้นการแข่งขัน เพื่อสร้างความบันเทิงสนุกสนาน มากกว่า การเอาชนะแข่งขันกันอย่างจริงจัง  และยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนภายในท้องถิ่นเดียวกันอีกด้วย จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรอนุรักษ์ไว้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เทคนิค การฝึกฝน หน้าท้อง ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

เลือก กระสอบทราย ให้เหมาะกับ มวยไทย

เทคนิค การฝึกฝน หน้าท้อง ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

เทคนิค การฝึกฝน หน้าท้อง ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

เพื่อน ๆ คนไหนอยากมี หน้าท้อง หรือ ลำตัว ที่แข็งแรง แข็งแกร่ง แบบนักชก มวยไทย ( Muay Thai ) กันบ้างคะ วันนี้เราจึงได้รวบรวม เทคนิค การฝึกฝน เพื่อความแข็งแรง ของ หน้าท้อง นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) มืออาชีพ มาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านค่ะ

 

กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) กลายเป็นเป้าขนาดใหญ่ ที่นักสู้บนสังเวียน นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ต่างฝ่าย ต่างพยายาม หาเหลี่ยมโจมตี อาวุธใส่กัน เพื่อคว้าชัยในการชก มวยไทย ( Muay Thai ) นั่นทำให้กล้ามเนื้อ ช่วง ลำตัว และ หน้าท้อง ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) กับนักกีฬาประเภทอื่น มีความแตกต่างกัน

 

กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว จัดเป็นส่วนที่สำคัญ ในร่างกาย นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) เพราะนี่ คือ จุดปราการด่านหน้า ที่มีอวัยวะสำคัญอย่าง กระเพาะอาหาร ตับ ไต ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ อยู่ด้านใน นอกจากนี้ กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว ยังสัมพันธ์ กับระบบหายใจ รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกาย และ การทรงตัว

 

อีกทั้งบริเวณช่วง กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ ในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ต้องรับแรงกระแทก จากพลัง หมัด ลูกเตะ ลูกถีบ รวมถึงการ แทงเข่า เสียบเข่า นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) จึงต้องจำเป็นต้อง ถูกฝึกตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้มี กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว ที่แข็งแรง ทนทาน พร้อมรับอาวุธเหล่านี้ และ สามารถทำให้ตัวเอง ไม่เสียอาการ เพราะนั่นอาจหมายถึง ความพ่ายแพ้ในการชก เลยก็เป็นได้ หาก นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) คนนั้น ทนความรุนแรง ของอาวุธ มวยไทย ( Muay Thai ) ไม่ได้

 

 

นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ออกกำลังกาย ช่วง กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว กันอย่างไร ?

การเทรน กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว ของ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) กับนักเพาะกาย มีความแตกต่างกัน อย่างนักเพาะกาย จะเน้นไปที่การ สร้างโทนหน้าท้อง ให้มีความสวยงาม เห็นกล้ามเนื้อ เส้นเลือดชัดเจน

 

นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นมีกล้ามเนื้อ เป็นลักษณะก้อน ๆ ซึ่งเกิดจากการถูกต่อย และ การเกร็งหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว รูปแบบการเทรน ไม่มีอะไรซับซ้อนใช้การ ซิทอัพ และ เสริมด้วยการ ฝึกเกร็งหน้าท้อง เพื่อให้ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ได้ฝึกการเกร็ง การฝึกแบบนี้ช่วยให้ เวลานักชกขึ้นไปเวที กล้ามเนื้อจะมีการเกร็ง อย่างเป็นธรรมชาติ หายใจได้อย่างเป็นระบบถูกวิธี

 

 

กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ผลพลอยได้ จากการฝึก กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว อย่างสม่ำเสมอยังช่วยให้ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) มีระบบการหายใจที่ดี ส่งผลต่อเรื่องพละกำลัง ยามขึ้นชกบนสังเวียน มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ไม่หมดแรงลงไปง่าย ๆ ในช่วงยกท้าย ๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้น นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) บางคน ที่มี กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว แข็งแรง ยังเลือกใช้จุดนี้ เพื่อเอาชนะ ในกติกา มวยไทย ( Muay Thai ) เพราะหากเขาสามารถ ทนทานอาวุธ จากคู่ชกได้นับ 10 ครั้ง โดยไม่แสดงอาการ และ เลือกสวนกลับไป ด้วยจังหวะโยนแข้ง เพียงครั้งเดียว จนคู่ต่อสู้เสียทรง สถานการณ์ก็อาจจะ พลิกกลับมาชนะ ได้ทันที

 

กล้ามหน้าท้อง หน้าท้อง หรือ ลำตัว จึงเป็นส่วนสำคัญที่ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ต่างตระหนักเป็นอย่างดี แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นเหมือนการทดสอบ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ด้วยว่า ใครฟิตซ้อม ดูแลตัวเอง มีระเบียบวินัย ดีกว่ากันยามอยู่บนเวที เพราะใน มวยไทย ( Muay Thai )  การออกอาวุธ อาจช่วยให้คุณชนะ แต่การมี ร่างกายแข็งแรง จะช่วยให้คุณไม่แพ้

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

เลือก กระสอบทราย ให้เหมาะกับ มวยไทย

เลือก กระสอบทราย ให้เหมาะกับ มวยไทย

กระสอบทราย กับ มวยไทย เป็นของคู่กันมานาน เพราะเป็นตัวช่วยในการซ้อม มวยไทย ที่ดีเลยทีเดียว วันนี้เรามีเคล็ดลับการเลือกกระสอบทรายมาให้ทุกคนได้ตัดสินใจดูนะคะว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง

 

          ข้างใน กระสอบทราย มีอะไร

     กระสอบทราย หรือ Sand Bag หรือ Forging Bag ถือว่าเป็นอุปกรณ์การซ้อม มวยไทย ที่สำคัญอย่างหนึ่ง วัสดุภายนอกทำด้วยผ้าใบ หรือหนัง หรือทั้งผ้าใบ และหนังรวมกัน ถ้านำเข้าจากต่างประเทศจะเป็น กระสอบทราย ที่ภายในบรรจุพลาสติกสังเคราะห์ เพื่อป้องกันเจ็บจากการเตะ และต่อย

     ในอดีต กระสอบทราย ที่นักมวยใช้ฝึกซ้อม มวยไทย นั้นใช้ทรายจริง ๆ ใส่เข้าไปในกระสอบ เพราะคนโบราณแข็งแรงในการฝึกฝนมาก แต่ต่อมามีการนำเอาวัสดุอื่น ๆ เข้าประกอบเพื่อความนุ่มนวล อย่างไรก็ตามก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเป็นทรายผสมขี้เลื่อย ข้อดี คือ มีความนุ่มนวลขึ้นในการแตะ และต่อย ข้อเสีย คือ ใช้ไปไม่นานขี้เลื่อยจะขึ้นไปอยู่ด้านบนก็ต้องเอาลงมาปรับแต่งกันใหม่ และบ่อยครั้งเกินไป ถ้าเป็นวัสดุอย่างแกลบกับขี้เลื่อย หรือเศษหนังเล็ก ๆ กับขี้เลื่อย ข้อดี คือ นุ่มนวล ข้อเสีย คือ น้ำหนักในการแตะต่อยจะไม่มี แรงสะท้อนกลับของวัสดุจะไม่มี ความสม่ำเสมอของวัสดุภายในก็ไม่มี บางด้านนิ่มบางด้านแข็ง เป็นอันตรายแก่ผู้ฝึกซ้อมได้เพราะผู้ฝึกซ้อมจะไม่อาจทราบได้ว่าฝั่งไหนของกระสอบนิ่มหรือแข็ง ขณะที่แรงแตะ หรือต่อยออกไปคงที่ ทำให้มือ หรือเท้าซ้นได้เป็นอันตราย ดีไม่ดีชกจริงไม่ได้กัน

     การใส่ขี้เลื่อยอย่างเดียวเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย แต่ข้อเสียอาจจะต้องไปซื้อมาใส่เพราะปัจจุบันขี้เลื่อยมีราคาหายากกว่าในอดีต โดยต้องเป็นขี้เลื่อยชนิดละเอียด เพราะถ้าใส่ชนิดหยาบเศษขี้เลื่อยอาจจะแทงทะลุกระสอบออกมาบาดเอาได้ ข้อเสียของคือขี้เลื่อยเมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็จะแข็งเหมือนปัญหาที่ ยอด ตงเซียม พบเจอ คือจะอัดตัวแน่นแข็งเกินไป วิธีการแก้ไข ต้องเตรียมขี้เลื่อยให้มาเพื่อไว้สลับสำรอง เพราะต้องเอาของเก่าที่แข็งออกมาตากแดดให้แห้ง โดยเกลี่ยให้โดนแดดทั่วกัน ขี้เลื่อยก็จะฟูขึ้นมาดังเดิมและนำมาใช้ใหม่ได้ ระหว่างของเก่าตากแดดก็นำขี้เลื่อยสำรองมาใช้ จะได้ฝึกซ้อมทุกวัน ประโยชน์ของขี้เลื่อยนอกจากใช้ใส่ในกระทรายทรายแล้ว ในอดีตเขายังนำเอาไปทำเป็นเวทีสังเวียนแข่งขัน มวยไทย ด้วย ใช้รองพื้นเวทีซึ่งเวทีต้องสูงจากพื้นอาคาร หรือพื้นดินไม่ต่ำกว่า 4 ฟุต และไม่เกิน 5 ฟุต พื้นเวทีต้องปูด้วยผ้าอย่างอ่อน เสื่อ หรือฟาง แกลบ ขี้เลื่อย ไม้ก๊อกอัด ฯลฯ หนาอย่างน้อย 1 90 ซ ม 3 4 นิ้ว ไม่หนากว่า 5 ซ ม 2 นิ้ว และปูด้วยผ้าใบทับข้างบนอีกชั้นหนึ่ง ขึงให้ตึง

 

          ความแตกต่างระหว่าง กระสอบทราย ตั้งพื้น กับ กระสอบทราย แบบแขวน

      กระสอบทราย จัดว่าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากคนที่ชื่นชอบในการออกกำลังกายอย่างกาย มวยไทย และสำหรับคนที่ชื่นชอบในการออกกำลังกายที่ไม่ใช่กลางแจ้ง ทำให้นักกีฬา หรือคนที่อยากจะออกกำลังกายได้ออกกำลังกายแบบสบาย ๆ ที่สำคัญในปัจจุบันไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปชกมวย หรือทำการชก กระสอบทราย ที่ค่ายมวย เพราะสามารถที่จะติดตั้งกระสอบทรายไว้ที่บ้าน เพื่อออกกำลังกายได้แล้วง่าย ๆ และราคาไม่แพงอีกด้วย โดยเชื่อว่าหลายคนก็มักจะตั้งคำถามหนึ่งคำถามขึ้นมา เมื่อจะเลือกซื้อ กระสอบทราย มา 1 กระสอบ ควรเลือก กระสอบทราย ตั้งพื้น หรือ กระสอบทราย แบบแขวนดี ซึ่งบอกได้เลยว่าทั้งสองอย่างมีข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งในแต่ละแบบมีดังต่อไปนี้

          กระสอบทรายแบบแขวน

ข้อดี คือ ราคาถูกกว่ากระสอบทราบตั้งพื้น นิยมมาอย่างยาวนาน

ข้อเสีย คือ ในการติดตั้งนั้นมีความยุ่งยากมาก ซึ่งในการติดตั้งกระสอบทรายแบบแขวนนั้นจะต้องทำการติดตั้งอย่างน้อย 3 เมตร ซึ่งทำให้การติดตั้งในพื้นที่ที่มีเพดานไม่สูงไม่สามารถที่จะทำได้  โดยก่อนที่จะทำการติดตั้งกระสอบทรายนั้นจะต้องทำการยัดทรายหรือเศษผ้าใส่ในตัวกระสอบก่อน  ถ้าเลือกเป็นทรายที่ยัดเข้าไปก็จะทำเกิดปัญหาในเรื่องของน้ำหนัก และตะขอที่จะใช้แขวน เพราะต้องมีความแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ ถึงจะสามารถที่จะทำการรับน้ำหนักได้ เท่านั้นยังไม่พอ กระสอบทรายแบบแขวนอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นมาจากการฝึกซ้อมโดยใช้ทรายจริง ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้หลายคนจึงหันมาปรับเปลี่ยนด้วยการใช้ผ้าซึ่งเบาและปลอดภัยกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ดีก็ต้องทำการยัดกระสอบก่อนแขวนอยู่ดี ซึ่งไม่ว่าจะยัดด้วยเศษผ้าหรือทราย ใช้งานไปซักระยะ ตัวกระสอบก็จะเกิดการยุบตัวอยู่ดี

          กระสอบทรายตั้งพื้น

ข้อดี คือ มีขั้นตอนในการติดตั้งง่าย เพียงแค่ประกอบและติดตั้งให้ถูกตามคู่มือที่แนบมาและติดตั้งในพื้นที่ที่ต้องการใช้ซ้อม  ซึ่งก็ต้องทำการเผื่อพื้นที่ซักเล็กน้อยเวลาที่กระสอบล้ม แต่ส่วนใหญ่แล้วกระสอบทรายแบบตั้งพื้นสูงไม่เกิน 2 เมตร ล้มรอบด้านก็ด้านละ 2 เมตรเท่านั้น และอีกอย่างคือ ประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาในการยัดของกระสอบ เนื่องจากระสอบทรายตั้งพื้นที่ซื้อมาส่วนใหญ่จะทำการบุฟองน้ำ และหุ้มมาให้เรียบร้อยแล้วติดตั้งเสร็จก็ฟิตได้ทันที ที่สำคัญได้ถูกออกแบบมาอย่างดี เพื่อช่วยเรื่องความปลอดภัยในเรื่องของการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม นอกจากนี้แล้วกระสอบทรายตั้งพื้น ยังสามารถที่จะนำไปตั้งตรงไหนของบ้านก็ได้ เพราะใช้พื้นที่ไม่มาก แถมกระสอบทรายตั้งพื้น ยังสามารถที่จะขายต่อมือ 2 ได้อีกด้วย เพราะมีคนรอซื้อมากมาย เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมสูงมาก

     นอกจากนี้แล้วความแตกต่างระหว่างกระสอบทรายตั้งพื้นกับกระสอบทรายแบบแขวน อีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเรื่องของการเคลื่อนย้าย หากเป็นกระสอบทรายตั้งพื้นสามารถที่จะทำการเคลื่อนย้ายได้ทันทีไม่ต้องยุ่งยาก ซึ่งมีความแตกต่างกับกระสอบทรายแบบแขวน ที่ในการย้ายนั้นจะต้องทำการเจาะเสา เจาะกำแพง ยึดเหล็กใหม่ทั้งหมด ที่จะส่งผลทำให้เสียเงินในการทำอย่างแน่นอนและข้อดีที่สำคัญที่สุดก็ คือ อารมณ์ร่วมในขณะที่ทำการฝึกซ้อมหรือออกกำลังกาย การฝึกซ้อมด้วยกระสอบทรายตั้งพื้นจะทำให้ความรู้สึกเหมือนซ้อมกับคนจริงที่มีการโยกหัวหลบไปมา แตกต่างจากกระสอบแบบแขวนที่แกว่งด้านล่างเท่านั้น

 

          วิธีเลือกกระสอบทรายสำหรับการใช้งาน

     เมื่อคุณสนใจที่จะเลือกซื้อกระสอบทรายเพื่อเก็บไว้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไว้ใช้ฝึกซ้อมฝีมือ การชกมวยที่บ้าน หรือเป็นการซื้อใช้ภายในยิมและสถานออกกำลังกายต่าง ๆ คุณควรรู้วิธีเลือกกระสอบทรายให้เหมาะสมต่อการใช้งานและความต้องการ ดังต่อไปนี้

1.อุปกรณ์ติดยึดต้องแข็งแรง

     สำหรับอุปกรณ์ติดยึดต่าง ๆ ของกระสอบทรายแบบแขวน ตั้งแต่เหล็กสำหรับยึดผนังหรือโครงเหล็กสำหรับห้อยกระสอบทราย โซ่ห้อยตัวกระสอบทราย รวมไปถึงน็อตยึดต่าง ๆ จะต้องมีความแข็งแรงทั้งหมด เพราะกระสอบทรายในลักษณะนี้ จะต้องสูงประมาณ 3 เมตร เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกต่อการต่อยและเตะได้อย่างตรงจุดมากที่สุด ซึ่งถ้าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีความแข็งแรง เมื่อใช้งานไปในระยะเวลาหนึ่งอาจหลุดออกจากจุดที่ยึดไว้แล้วก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่ใช้งานได้ ดังนั้นถ้าเลือกกระสอบทรายแบบแขวน คุณจะต้องดูอุปกรณ์ติดยึดทั้งหมดให้ดี ควรเป็นเหล็กและน็อตที่มีความแข็งแรง สามารถยึดติดกับผนังหรือโครงเหล็กได้อย่างแน่นหนาที่สุด

2.ฐานต้องมั่นคง

     สำหรับผู้ที่ใช้กระสอบทรายแบบตั้งพื้นต้องเลือกที่ฐานของกระสอบทรายเป็นหลัก ซึ่งฐานจะต้องเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรง และมีน้ำหนักที่พอเหมาะ สามารถยึดกระสอบทรายไว้ไม่ให้เคลื่อนที่หรือล้มเมื่อถูกแรงกระแทกได้ง่าย เพราะกระสอบทรายจะต้องเป็นตัวที่รองรับน้ำหนักของการเตะและต่อยได้อย่างสมดุล จึงต้องดูทั้งโครงสร้างของกระสอบทรายและฐานที่จะต้องมีความมั่นคงและแข็งแรงพอสมควร เพื่อป้องกันการแตกหักเสียหายง่ายในอนาคต ซึ่งวัสดุที่ได้มาตรฐานนั้นควรจะต้องเป็นเหล็กเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเสียหายง่ายจนเกินไป

3.วัสดุได้มาตรฐาน

     วัสดุทำกระสอบทรายที่ไม่ว่าจะเป็นผ้าใบหรือหนัง ควรจะต้องเป็นแบบได้มาตรฐานทั้งหมด มีการตัดเย็บที่ประณีต เพื่อป้องกันไม่ให้แตกและเสียหายได้ง่าย รวมไปถึงวัสดุภายในที่ใช้อัดกระสอบทราย ไม่ว่าจะเป็นเศษผ้า ขี้เลื่อย หรือทรายแท้  ควรจะต้องถูกอัดไว้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อทำให้กระสอบทรายมีความยืดหยุ่นที่ดีและให้การใช้งานที่ปลอดภัย

4.ตัวถ่วงน้ำหนักมีคุณภาพ

     การตรวจสอบน้ำหนักของกระสอบทรายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม ก่อนซื้อคุณควรตรวจสอบดูว่าตัวถ่วงน้ำหนักของกระสอบทรายนั้น ๆ ได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งการใช้งานที่ไม่ว่าจะเตะ ต่อย หรือใช้ท่ามวยใด ๆ ในกรณีของกระสอบทรายตั้งพื้นจะต้องไม่ล้มง่ายและจะต้องไม่แข็งจนเกินไป แต่ถ้าเป็นกระสอบทรายแบบแขวนจะต้องไม่แกว่งมากเกินไป ควรจะต้องมีความสมดุลเพื่อให้การปล่อยหมัดหรือการเตะออกไปของผู้ใช้สามารถทำได้อย่างเต็มกำลัง ตรงจุดนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะการสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อจำเป็นจะต้องเลือกใช้กระสอบทรายที่มีคุณภาพและมีตัวถ่วงน้ำหนักที่ได้มาตรฐานเท่านั้น ถ้าต้องการแบบมาตรฐานดีควรเลือกกระสอบทรายแบบสุญญากาศที่คุณจะสามารถเพิ่มน้ำหนักของตัวถ่วงน้ำหนักได้เองในอนาคต

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไทย มีมากมายหลายประเภท

ศาสตราวุธ มวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

มวยไทย มีมากมายหลายประเภท

มวยไทย มีมากมายหลายประเภท

มวยไทย ( Muay thai ) มีหลายประเภท แต่ถ้าแบ่งตามลักษณะการเข้าต่อสู้ การรุก การรับ และการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก พอที่จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ มวยหลัก หรือมวยแข็ง และมวยเกี้ยว หรือมวยอ่อน

 

     มวยหลัก หรือมวยแข็ง หมายถึง มวยไทย ( Muay thai ) ที่มีการต่อสู้แบบรัดกุม สุขุมรอบคอบ ตั้งท่าคุมมวย และจดมวยแบบมั่นคง การจดมวย และการเคลื่อนตัว เคลื่อนเท้า ก้าวย่าง จะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ดูคล้ายเชื่องช้าไม่คึกคะนอง นักมวยประเภทนี้จะตั้งรับ และรอจังหวะเป็นมวยสุขุมเยือกเย็น มีลำหักลำโค่นดี หรือใช้ศิลปะ มวยไทย ( Muay thai ) ได้หนักหน่วง รุนแรง และแม่นยำทั้งหมดคือ เท้า เข่า ศอก มีความทรหด มานะอดทน และมีความพยายามสูง

     มวยเกี้ยว หรือมวยอ่อน หมายถึง มวยไทย ( Muay thai ) ที่มีวิธีการต่อสู้ที่ใช้ชั้นเชิงแพรวพราวการเข้าทำคู่ต่อสู้จะใช้กลลวงมากมาย มวยเกี้ยวจะเคลื่อนตัวอยู่เสมอไม่หยุดนิ่ง โดยเคลื่อนตัวไปมาทั้งด้านซ้าย และด้านขวาสลับกัน ทำให้คู่ต่อสู้จับทางมวยยาก มวยเกี้ยวจะมีลีลาท่าทางแคล่วคล่องว่องไว หลอกล่อ และหลบหลีกได้ตี มีสายตาดี รุกรับ และออกอาวุธหมัด เท้า เข่า ศอก ได้รวดเร็วฉับพลันกว่า แม้จะไม่รุนแรงเท่ามวยหลักก็ตาม

     นอกจากมวยหลัก และมวยเกี้ยวแล้วยังมีมวยอีกประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างมวยหลัก และมวยเกี้ยวคู่กันไป คือ มีทั้งความคล่องแคล่วว่องไว และความรุนแรงในการใช้หมัด เท้าเขา ศอก การเรียกลักษณะของมวยยังมีที่เรียกเป็นอย่างอื่นอีกตามความนิยมของครูมวยแต่ละคน เช่น มวยวงนอก มวยวงใน ซึ่งหมายถึงมวยที่ถนัดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มวยวงนอกดี หมายถึงมวยที่ถนัดอยู่ห่างอาวุธเตะ ถีบ ฉาบฉวย หลอกล่อ หาจังหวะเข้าทำแล้วหนีได้อย่างฉับพลัน ใช้ไม้ยาวหรืออาวุธยาวได้ดี มีความแคล่วคล่องว่องไว เฉลียวฉลาดดี แต่เมื่อเข้าวงใน หรือปล้ำตีเข่า และศอกมักจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

 

มวยไทย ( Muay thai ) มีการไห้คะแนนตามหลักเกณฑ์ดังนี้

- เมื่อนักมวยได้ใช้หมัด เท้า เข่า ศอก เป็นอาวุธ มวยไทย ( Muay thai )  กระทำถูกร่างกาย คู่แข่งขันโดยถูกตามกติกา มีแรงส่ง ถูกวัตถุประสงค์ และคู่ต่อสู้ไม่สามารถที่จะป้องกันได้

- นักมวยที่ใช้อาวุธ มวยไทย ( Muay thai ) กระทำถูกคู่แข่งขัน ได้มากกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น

- นักมวยที่ใช้อาวุธ มวยไทย ( Muay thai ) กระทำถูกคู่แข่งขันได้หนักหน่วง รุนแรง แจ่มแจ้งกว่า เป็นผู้ชนะในยกนั้น

- นักมวยที่ใช้อาวุธ มวยไทย ( Muay thai ) กระทำถูกคู่แข่ง จนเกิดความบอบช้ำมากกว่า เป็นผู้ชนะในยกนั้น

- นักมวยที่เป็นฝ่ายรุกเข้ากระทำมากกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น

- นักมวยที่มีชั้นเชิงในการ รุก รับ หลบหลีก ตอบโต้ ตามลักษณะ และศิลปะ มวยไทย ( Muay thai ) ได้ดีกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น

- นักมวยที่ทำผิกกติกาน้อยกว่าเป็นผู้ชนะในยกนั้น

 

การไม่ได้คะแนน มีดังนี้

- นักมวยที่ใช้อาวุธ มวยไทย ( Muay thai ) กระทำผิดกติกาข้อใดข้อหนึ่ง

- กระทำไปถูกแขน ขา ของคู่แข่งในลักษณะการป้องกันตัว

- กระทำถูกคู่แข่งแต่เบา ไม่มีน้ำหนักส่งจากร่างกาย

- เตะไปแล้วถูกฝ่ายตรงข้ามจับขาเหวี่ยงลงกับพื้น ให้จัดว่าข้างที่เตะได้คะแนน ถ้าหากข้างที่เตะถูกฝ่ายตรงข้ามจับขาได้แล้วแกล้งทิ้งตัวลงกับพื้นถือได้ว่าเป็นการทำผิดกติกาในกรณีนี้ จัดว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้คะแนน

- การเหวี่ยงคู่แข่งขันให้ล้มลงโดยไม่ได้ใช้อาวุธอื่น

- การไห้คะแนนในการแข่งขัน มวยไทย ( Muay thai ) นั้น มีการไห้เป็นตัวเลขครับแม้กระนั้นจะมีการไห้เป็นยก ครับโดยดูจากภาพรวมของการแข่งขันในแต่ละยก

 

มวยไทย ( Muay thai ) มีหลากหลายสาย หลายประเภท และหลายท่ามาก ๆ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจะไม่รู้จัก หรือลืมไปแล้วด้วยซ้ำ และถ้าหากคุณกำลังมองหาสถานที่ฝึก มวยไทย หรืออยากเรียนมวยไทย ก็สามารถติดต่อเรามาได้ “เจริญทอง มวยไทย ( Muay thai )  ยิม” ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) กับสาขาที่ใกล้ และสะดวกที่สุด ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 สาขา ( สาขาศรีนครินทร์, สาขาข้าวสาร, สาขารัชดา ) มีเทรนเนอร์คอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างแน่นอน

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ศาสตราวุธ มวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

เหตุผลที่คุณควรฝึก มวยไทย กับ เจริญทองมวยไทยยิม

ศาสตราวุธ มวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ศาสตราวุธ มวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ศิลปะการต่อสู้ “ มวยไทย ” ( Muay Thai ) ที่ใช้เพียงแค่มือเปล่า เท้าเปล่า ก็สามารถเล่นงานคู่ต่อสู้ได้อยู่หมัด มาดูกันว่าศาสตราวุธโจมตีชนิดใดใน มวยไทย ( Muay Thai ) ที่หนักหน่วง รุนแรง และอันตรายมากที่สุด

 

     ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8 ( Art of Eight Limbs ) 2 หมัด - 2 ศอก - 2 เข่า - 2 เท้า ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ก็แค่มือเปล่า เท้าเปล่า แต่รู้หรือไม่ว่า อาวุธทั้ง 8 นี่แหละที่มีความหนักหน่วง รุนแรง และอันตรายแตกต่างกัน มาดูกันว่าอาวุธไหนอันตรายที่สุด

 

อาวุธที่ 1 : หมัด

     ขอเริ่มจาก “หมัด” ซึ่งเป็นอาวุธ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ใช้บ่อย และมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “มวยสากลสมัครเล่น” และ “มวยสากลอาชีพ” เพราะนักมวยไม่สามารถใช้ เท้า เข่า ศอก ได้อย่าง มวยไทย ( Muay Thai ) ดังนั้น นักมวยสากล จำเป็นต้องมีทักษะในการใช้หมัดหลากหลายแบบ โดยหมัดนั้นจะใช้แรงส่งจาก หัวไหล่ สะโพก และ ขา มายังกำปั้น เพื่อหวังโจมตีระยะกลาง

     การปล่อยหมัดที่ทำน้ำหนักได้ดีสุด คือ การใช้ “หมัดตรงหมัดหลัง” นักมวยจะใช้การบิดไหล่ข้างถนัด โน้มไปข้างหลังเล็กน้อย เพื่อทำให้เกิดแรงส่งจากสะโพก ลำตัว หัวไหล่ ที่มากกว่าหมัดตรงธรรมดา ออกไปยังเป้าหมาย แล้วดึงหมัดกลับมาในท่าจดมวยเดิม

     ความอันตรายของการใช้หมัด ถือว่าไม่ได้รุนแรงเท่า ศอก เข่า เท้า เพราะหมัดจะต้องอาศัยกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อส่วนที่ไม่ได้ใหญ่มาก น้ำหนัก และความแรงจึงไม่อาจเทียบเท่ากับส่วนอื่น ๆ

 

อาวุธที่ 2 : ศอก

     อาวุธต่อมา “ศอก” เป็นอาวุธโจมตีที่ใช้พื้นที่น้อย แต่กลับมีอันตรายมากสุด และทุกคนต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ศอก” คือ อาวุธที่อันตรายมากสุดของ มวยไทย ( Muay Thai )

     ทำไม “ศอก” ถึงอันตรายที่สุด นั่นก็เพราะว่า อาวุธศอก มีพื้นผิวสัมผัสน้อย ยิ่งพื้นที่การตีน้อย และรวดเร็ว จึงเกิดค่าความดันที่สูงมาก และศอกยังเป็นบริเวณที่แหลมคม มีความแข็งของกระดูก ทำให้เกิดแผลบริเวณใบหน้าได้ง่ายกว่าอาวุธทุกชนิด

     เมื่อโดนแรงจากปลายศอก เข้าไปกระทบผิวหนังใบหน้า ความดันที่มีค่าสูงจึงส่งผลให้เกิดแผลแตกได้ง่าย และทำให้สมองมึนงงไปจนถึงขั้นสลบ จนสามารถทำให้ชนะน็อคเอาท์ได้ หรือหากเป็นแผลแตกเหนือเบ้าตา จะส่งผลต่อการมองเห็นนักมวยอีกด้วย

 

อาวุธที่ 3 : เข่า

     “เข่า” เป็นอาวุธมวยไทยที่มีความหนักหน่วง เนื่องจากใช้แรงส่งจากสะโพก โดยใช้ส่วนของหัวเข่าด้านหน้า หรือ ด้านข้างหัวเข่า ซึ่งเป็นมุมแหลม และแข็งแรง เข้าปะทะในส่วนนิ่มของร่างกาย เช่น หน้าขา ท้อง ชายโครง ลำตัว หน้าอก หรือแม้แต่ปลายคาง

     ถึงแม้ว่า “เข่า” จะมีความหนักหน่วง มีเหลี่ยมของเข่าที่กระแทกเข้าที่ส่วนลำตัวของร่างกาย แต่เข่าไม่ใช่อาวุธที่อันตรายสุด เพราะส่วนมากแล้วร่างกายของนักมวยไทย ถูกฝึกฝนกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทนทาน พร้อมรับน้ำหนัก และแรงกระแทกจากเข่าอยู่แล้ว

 

อาวุธที่ 4 : เท้า

     อาวุธสุดท้ายคือ “เท้า” เป็นอาวุธโจมตีระยะไกล และถือเป็นอวัยวะสำคัญสำหรับการชก มวยไทย ( Muay Thai ) ทั้งในจังหวะรุก และรับ แถมยังมีพลังโจมตีมากพอที่จะทำให้คู่ต่อสู้น็อคเอาท์ได้ทันทีในชั่วพริบตา หากโดนเตะเข้าที่ก้านคอ เนื่องจากบริเวณของต้นคอ เป็นศูนย์รวมระบบประสาทที่เป็นส่วนที่สำคัญ นอกจากเท้าแล้ว มีอีกอย่างที่น่ากลัวคือ “แข้ง” เพราะมีน้ำหนักและความรุนแรง หากใครโดนก็เหมือนถูกท่อนไม้ตีเลยทีเดียว

     อาวุธเท้าในมวยไทย มีความแรงเกิดจากแรงขาและการหมุนของสะโพก สามารถโจมตีได้หลายแบบ นอกเหนือจากเตะก้านคอ ยังใช้เตะตัด เตะเฉียง การถีบ ดังนั้น การเตะที่ดีต้องอาศัยจังหวะ ความเร็ว การทรงตัว การเคลื่อนที่ที่ดี เพื่อให้การเตะนั้นออกมาสมบูรณ์

     คราวนี้ก็รู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า ศาสตราวุธทั้ง 8 ( Art of Eight Limbs ) 2 หมัด - 2 ศอก - 2 เข่า - 2 เท้า อันไหนอันตรายที่สุด รู้แล้วก็ระมัดระวังกันด้วยนะคะ และที่สำคัญถ้าใครฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) แล้วนั้นยังได้ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม เพราะจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและทำให้กล้ามเนื้อกระชับ การเผาผลาญ จะช่วยให้สร้างความแข็งแรง ความรวดเร็ว มีพลังมากขึ้น และกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย คลายเครียดได้ดี เมื่อต้องเผชิญกับสารพัดปัญหามาทั้งวัน ก็เป็นการดีหากได้ขึ้นสังเวียนต่อยใครสักคน หรือชกกระสอบทรายก็จะช่วยระบายอารมณ์ออกมาได้บ้าง หุ่นที่เฟิร์มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการต่อยมวยจะต้องโยกตัวไปมาบวกทั้งออกแรง ทำให้มีการเผาผลาญพลังงานเกิดขึ้น ถือว่าเป็นข้อดีที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ค่ะ

     หากใครที่กำลังมองหาสถานที่ เรียน มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ “เจริญทอง มวยไทย ยิม” ( Jaroenthong Muay Thai ) มีทั้งหมด 3 สาขา คือ ศรีนครินทร์ รัชดา และข้าวสาร หรือข่าวสาร สาระที่น่าสนใจที่นี่เลย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เหตุผลที่คุณควรฝึก มวยไทย กับ เจริญทองมวยไทยยิม

มวยไทย ( Muay Thai ) ให้มากกว่าการออกกำลังกาย

มวยไทย กับ หนังไทย ที่อยู่คู่กันมาช้านาน

มวยไทย กับ หนังไทย ที่อยู่คู่กันมาช้านาน

มวยไทย กับ หนังไทย ที่อยู่คู่กันมาช้านาน

หากพูดถึง หนังไทย คงหนีไม่พ้น มวยไทย ( Muay Thai ) ที่อยู่คู่กับ หนังไทย มาช้านาน ทำให้ ศิลปะแม่ไม้ มวยไทย ดังไปทั่วโลก ที่ได้ฉายในประเทศนั้น ๆ ถือว่าเป็น หนังแอ็กชั่น จากฝีมือคนไทย ที่ทำให้ มวยไทย เป็นที่รู้จักมากขึ้น

 

บางระจัน ( 2543 )

บางระจัน (อังกฤษ: Bang Rajan: The Legend of the Village's Warriors) เป็น หนังไทย ประวัติศาสตร์ ผลงานชิ้นที่ 10 ของ ธนิษฐ์ จิตนุกูล ออกเมื่อ 29 ธันวาคม 2543 ความยาว 127 นาที ภาพยนตร์เรื่องนี้มีทั้งหมด 2 ภาค ภาคแรกเป็นภาคเกี่ยวกับการต่อสู้ และ มวยไทย ( Muay Thai )ของบางระจันก่อนที่จะแพ้ไป และภาค 2 ก็กลับมารบกันอีกครั้ง บางระจันสร้างจากเรื่องราวของวีรบุรุษบ้านบางระจัน จ.สิงห์บุรี ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี ว่ากันว่าเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านธรรมดา ๆ ต่อสู้กับกองทัพพม่าที่มีอำนาจมากกว่าเป็นเวลาห้าเดือนจนตาย ที่มีการใช้การต่อสู้ มวยไทย ( Muay Thai )มาใช้ในการแสดงงด้วย โดยมีนักแสดงชั้นนำมากมาย เช่น

            - บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ รับบท อ้ายทองเหม็น

            - วินัย ไกรบุตร รับบท อ้ายอิน

            - จรัล งามดี รับบท อ้ายจันหนวดเขี้ยว

            - บงกช คงมาลัย รับบท อีสา

            - นิรุติ สาวสุดชาติ รับบท อ้ายดอก

            - ชุมพร เทพพิทักษ์ รับบท พ่อแท่น

            - สุนทรี ใหม่ละออ รับบท อีแตงอ่อน

            - ธีรยุทธ ปรัชญาบำรุง รับบท หลวงพ่อธรรมโชติ

 

องค์บาก ( 2546 )

องค์บาก (อังกฤษ: Ong Bak) เป็น หนังไทย พ.ศ. 2546 กำกับโดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว และกำกับโดย ปันนา ฤทธิไกร ที่มีการใช้ มวยไทย ( Muay Thai )เข้ามาในหนัง โดยมีเรื่องย่อคือ องค์บาก พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่บูชาหมู่บ้านหนองประดู่ ถูกหัวขโมย บุญทิงได้ตัดหัว และขโมยไป บุญทิ้ง ชายหนุ่มจากบ้านหนองประดู่โส จึงอาสาตามหาจนเจอที่ กรุงเทพฯ จนกระทั่งได้พบกับไอ แฮม แล หรือ จอร์จ และ หมวยเล็ก ช่วยเหลือกันตามหา องค์บาก จนเข้ามาสู่การต่อสู้กับเหล่าเจ้าพ่อมาเฟียอิทธิพลมืด จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด บุญทิ้งจึงใช้ ศิลปะ มวยไทย โบราณ เพื่อจะเอา องค์บาก กลับคืนสู่หมู่บ้านให้ได้ โดยมีนักแสดงนำ คือ

            - พนม ยีรัมย์ รับบท บุญทิ้ง / ทิ้ง ประดู่พริ้ว           

            - เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา รับบท อ้ายหำแหล่ / ยอร์จ           

            - ภุมวารี ยอดกมล รับบท หมวยเล็ก (หมวย)         

            - สุเชาว์ พงษ์วิไล รับบท เสี่ยคมทวน

            - วรรณกิตย์ ศิริพุฒ รับบท ดอน   

 

ต้มยำกุ้ง ( 2548 )

ต้มยำกุ้ง (อังกฤษ: Tom-Yum-Goong) เป็น หนังไทย ที่ผสมศิลปะการต่อสู้ มวยไทย ( Muay Thai )ผลงานการกำกับโดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่มีการใช้ มวยไทย เข้ามาในหนัง โดยมีเรื่องย่อคือ การเดินทางข้ามโลกของ "ขาม" เด็กหนุ่มจากหมู่บ้านในป่าที่พลิกชีวิตกลับหัวกลับหางโดยชายผู้มีอิทธิพลระดับประเทศที่ลักพาตัวช้างพ่อลูกสองคน ซึ่งเด็กน้อยและ "พ่อขาม" รักเท่าชีวิตและมีเป้าหมายสูงสุดที่จะถวายเป็นราชองครักษ์เพื่อขายในออสเตรเลีย ทางเดียวที่จะรักษาและช่วยชีวิตช้างอันเป็นที่รักได้ คือ การบุกทลายดินแดนเสือ ด้วยการเดินทางรอบโลก การต่อสู้ของขาม ที่ต้องใช้ มวยไทย ในการต่อสู้ เพื่อตามหา และช่วยเหลือ พ่อใหญ่ และ ขอน ช้างพ่อลูก ที่เหมือนเป็นญาติพี่น้องของเขา นำไปสู่การ ต่อสู้ ที่ใช้ มวยไทย ( Muay Thai )เพื่อเอาชนะเหล่าอธรรม และได้เห็นถึงอานุภาพของ แม่ไม้ มวยไทย โบราณ โดยมีนักแสดงนำ คือ

            - ทัชชกร ยีรัมย์ รับบท ขาม         

            - เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา รับบท จ่ามาร์ค   

            - บงกช คงมาลัย รับบท ปลา       

 

ทองดีฟันขาว (2560)

หนังไทย แอ็คชั่นอิงประวัติศาสตร์ ทองดีฟันขาว (หรือที่รู้จักในชื่อตำนานวีรบุรุษดาบหัก) เป็นการร่วมมือกันของสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และ บิณฑ์ บูม บิสซิเนส ที่มีการใช้ มวยไทย ( Muay Thai )ในหนัง ผู้กำกับมากความสามารถอย่าง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เล่าถึงความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ ความกล้าหาญ ความจงรักภักดี ความสำคัญของชีวิต “ทองดีฟันขาว” นักชกหัวใจแกร่งด้วยความสามารถ และชะตาชก มวย ทำให้เขาเป็นทหารที่ภักดีต่อพระเจ้าตากสินมหาราช และผู้เสียสละต่อสู้ เพื่อปกป้องประเทศเพื่อเป็นวีรบุรุษของคนไทยที่เรียกว่า " พระยาพิชัยดาบหัก "

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เหตุผลที่คุณควรฝึก มวยไทย กับ เจริญทองมวยไทยยิม

จัดท่าแบบ มวยไทย ก่อนออกอาวุธ

 

 

 

จัดท่าแบบ มวยไทย ก่อนออกอาวุธ

จัดท่าแบบ มวยไทย ก่อนออกอาวุธ

ก่อนออกอาวุธ ของ มวยไทย ( Muay Thai ) ไม่ว่าจะเป็น หมัด เท้า เข่า หรือศอก นักมวยที่ต้องการปล่อยอาวุธ ต้องการจัดท่าวางตำแหน่งร่างกายให้อยู่ที่ในลักษณะที่ถูกต้องก่อนการออกอาวุธไปยังคู่ต่อสู้

 

การจัดท่า เป็นการฝึกของมวยไทย ( Muay Thai )อย่างหนึ่งที่ต้องฝึกก่อนการออกอาวุธ โดยนักมวย จะต้องมีจัดวางท่าเตรียมตัวให้ถูกต้อง ก่อนทำการแข่งขัน เพื่อออกอาวุธ ซึ่งการจัดวางท่าก่อนออกอาวุธ มีดังนี้

 

การตั้งท่า

 

การตั้งท่าในการต่อสู้ของ มวยไทย ( Muay Thai ) เรียกว่า การจด เป็นการยืนตั้งท่าแบบมวยไทย โดยเป็นการยืนปักหลัก เพื่อจะเตรียมการใช้หน้ายัน หรือการเหน็บ บางครั้งต้องอาศัยเท้าหลังในการทรงตัวขณะใช้เท่าหน้าถีบหรือเตะ การจดมวยนั้น เท้าหลังวางเกือบขวางกับแนวต้านทาน หรือแนวที่คู่ชก จะทุ่มน้ำหนักเข้ามา และเยื้องเป็นมุมกับเท้าหน้า ซึ่งในมวยสากล เท้าหน้ากับเท้าหลัง แนวชี้เกือบจะชี้ตรงไปข้างหน้า

 

การวางเท้า ให้เริ่มจากระยะห่างในการวางเท้า ให้วางเท้าทั้ง 2 ข้างห่างกันประมาณช่วงไหล่ ให้วางเท้าข้างที่ไม่ถนัดไว้ด้านหน้า ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า ส่วนเท้าข้างที่ถนัดวางเป็นเท้าหลัง วางเท้าให้แบะออกมาทางด้านข้าง เนื่องจาก ต้องใช้เท้าในการรับน้ำหนักตัว  สิ่งสำคัญในการวางเท้า คือ ส้นเท้าทั้ง 2 ข้างต้องเปิดขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว

 

การกำหมัด

 

เป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้ให้ถูกวิธี เพราะการกำหมัดที่ถูกต้องนั้น สามารถช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกข้อมือหรือนิ้วมือหัก เมื่อชกไปยังเป้าหมาย ทั้งยังเป็นอาวุธสำคัญที่ใช้ในการพิชิตคู่ต่อสู้ โดยวิธีการกำหมัดที่ถูกต้อง ให้ทำตามขั้นตอน ดังนี้

 

1. ให้ยกมือทั้ง 2 ข้างแล้วกำนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยไว้ที่ฝ่ามือให้แน่น โดยให้นิ้วทั้ง 4 นิ้วเรียงชิดติดกัน

2. ใช้นิ้วหัวแม่มือ วางลงบนนิ้วชี้และนิ้วกลาง แล้วกำหมัดให้แน่น

 

ข้อแนะนำในการกำหมัด คือ ควรเกร็งข้อมือให้เป็นแนวเดียวกันตลอด ไม่ควรงอหรือปล่อยตามสบาย เพราะจะเกิดอันตรายเมื่อชกหรือกระแทก โดยในการชกให้ใช้ "สันหมัด" ซึ่งอยู่บริเวณข้อดัน หรือข้อแรกของนิ้วมื้อทั้ง 4 ที่ถูกกำลง คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้งนาง และนิ้วก้อย ปะทะไปยังเป้าหมายเท่านั้น

 

จากนั้น ให้วางหมัด โดยใช้หมัดหน้า ข้างเดียวกับเท้าหน้า ให้ยกหมัดขึ้นสูงในระดับหางคิ้ว ลดหมัดลงมาทางด้านที่หันไปเล็กน้อย ระยะห่างจากคิ้ว ไม่ควรเกิน 1 คืบ สิ่งที่สำคัญในการวางหมัดหน้า คือ ควรรักษาข้อศอกให้พอประมาณไม่ห่างจากชายโครงมากเกินไป เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้โจมตีได้ง่าย

 

การวางลำตัว

 

ควรให้ลำตัวเหยียดตรง ปล่อยตัวตามสบาย ไม่งอเข่า ไม่ก้มลำตัว ไม่เกร็ง หันไหล่ด้านหน้าให้เกือบเป็นแนวเดียวกันกับไหล่ด้านหลัง ลักษณะคล้ายหันด้านข้างให้คู่ต่อสู้ในแนวเดียวกับเท้าทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้คู่ต่อสู้เห็นลำตัวให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันจุดสำคัญจากการโจมตีของคู่ต่อสู้

 

การจัดท่าทางวางตำแหน่งอวัยวะแต่ละส่วนทั้งการวางหมัด วางเท้า และการวางลำตัวให้ถูกต้อง จะช่วยให้นักมวย จัดระเบียบร่างกายได้อย่างเหมาะสม ตั้งท่าพร้อมที่จะโจมตีคู่ต่อสู้ และป้องกันการโจมตีจากคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดี การจัดท่าเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องยาก หากทำการฝึกจัดท่าบ่อย ๆ จะช่วยทำให้จัดท่าทางได้เป็นอย่างเร็วเร็วได้

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เหตุผลที่คุณควรฝึก มวยไทย กับ เจริญทองมวยไทยยิม

มวยไทย ( Muay Thai ) ให้มากกว่าการออกกำลังกาย

เหตุผลที่คุณควรฝึก มวยไทย กับ เจริญทองมวยไทยยิม

เหตุผลที่คุณควรฝึก มวยไทย กับ เจริญทองมวยไทยยิม

หากคุณกำลังมองหาที่ฝึก มวยไทย ( Muay thai ) อยู่นั้น เราขอแนะนำ เจริญทองมวยไทยยิม เนื่องจากมีหลายสาขา และอยู่ใจกลางเมืองหลวง มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันให้คุณได้เลือกสรรเข้ามา

 

เหตุผลคุณควรฝึก มวยไทย ( Muay thai ) กับ เจริญทองมวยไทยยิม

1. การฝึก มวยไทย ( Muay thai )

     กรุงเทพไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของประเทศไทย แต่เป็นเมืองหลวง มวยไทย ( Muay thai ) ที่ไม่มีข้อโต้แย้งของโลก เมืองนี้เต็มไปด้วยยิมที่ยอดเยี่ยมที่สุดมากมาย กรุงเทพเป็นที่ที่มีการแข่งขัน มวยไทย ( Muay thai ) มากมาย หากคุณทำการค้นหาที่ฝึก มวยไทย ( Muay thai ) และพบว่าตัวเองเหมาะสมกับการไป เจริญทองมวยไทยยิม หรือต้องการเทรนเนอร์ที่ดีมีชื่อเสียง ( ซึ่งมีจำนวนมาก ) คุณก็จะได้ฝึกฝนควบคู่ไปกับนักสู้ที่เก่ง หรือแม้คุณอาจจะ หรืออาจไม่ได้รับโอกาสในการฝึกอบรมกับพวกเขา แต่เพียงแค่ดูวิธีที่พวกเขาฝึกก็ถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม

2. การต่อสู้ มวยไทย ( Muay thai )

     ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟน มวยไทย ( Muay thai ) การดูการต่อสู้แบบสด ๆ ในสนามกีฬาของกรุงเทพเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด กรุงเทพเป็นที่ที่คุณจะพบกีฬา และนักกีฬาในระดับสูงสุด สนามกีฬาราชดำเนิน และสนามมวยลุมพินีที่มีชื่อเสียงนั้นมีการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุด หากคุณต้องการที่จะเห็นการต่อสู้ของ มวยไทย ( Muay thai ) ที่ดีที่สุดกรุงเทพเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาด

3. อุปกรณ์ มวยไทย ( Muay thai )

     มวยไทย ( Muay thai ) ในกรุงเทพ คุณไม่ต้องโหลดขึ้นกระเป๋าที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เพื่อนำมาต่อยมวย เพราะราคาสำหรับอุปกรณ์ มวยไทย ( Muay thai ) นั้นถือว่าถูก และร้านขายอุปกรณ์ มวยไทย ( Muay thai ) ในกรุงเทพมีมากมาย รวมถึงมีแบรนด์ชั้นนำของไทยอยู่ และในราคาที่ดีมากที่สุดเช่น Fairtex, Twins Special, Top King, Yokkao เป็นต้น

4. แหล่งชอปปิ้ง

     นอกจากอุปกรณ์กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) แล้วกรุงเทพยังเป็นแหล่งรวมของนักชอปสำหรับแฟชั่นงานฝีมือ และสิ่งแปลก ๆ มีราคาขายราคาส่งให้คุณได้ที่แพลตตินัมมอลล์ทุกแบรนด์ระดับไฮเอนด์ในย่านใจกลางเมืองสยามเครื่องประดับเล็ก ๆ ทำมือในตลาดกลางคืน และอีกมากมาย ในวันหยุดสุดสัปดาห์ตรงไปที่ตลาดนัดสวนจตุจักรขนาดใหญ่เพื่อหาอาหารเพิ่มมากขึ้นเสื้อผ้าวินเทจอยากรู้อยากเห็น และราคาที่เหนือชั้น คุณสามารถซื้อสินค้าเพื่อความสุขใจได้

5. การเดินทาง

     การเดินทางในกรุงเทพถือว่าเป็นการเดินทางที่สะดวกสบาย มีทั้งรถแท็กซี่ รถตุ๊ก ๆ รถเมล์ แกร๊ปแท็กซี่ หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้า ซึ่งรถไฟฟ้าในกรุงเทพส่วนใหญ่สามารถใช้บริการได้อย่างง่ายดาย มีหลากหลายสถานี ไม่ว่าจะรถไฟฟ้าลอยฟ้า หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน แถมราคาประหยัดอีกด้วย

6. สถานที่ท่องเที่ยว

     กรุงเทพเสนอการผสมผสานที่ดีที่สุดของมนต์เสน่ห์ของโลกเก่ากับความสะดวกสบายของโลกใบใหม่ คุณสามารถเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่นพระบรมมหาราชวัง วัดตลาดน้ำ ตลาดกลางคืนพิพิธภัณฑ์ และหอศิลป์ และสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งให้คุณได้สัมผัส

7. อาหาร

     กรุงเทพเป็นสวรรค์ของคนรักอาหาร มีร้านอาหารตั้งแต่อาหารริมถนนที่น่ารับประทานไปจนถึงร้านอาหารติดดาวตามภัตตาคาร คุณสามารดื่มด่ำด้วยอาหาร และเครื่องดื่มแสนอร่อยในแต่ละมื้อ หลังจากออกกำลังกายด้วยการเผาผลาญแคลอรี่อย่าลืมเติมเชื้อเพลิงด้วยอาหารที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

 

ประโยชน์ของการฝึก มวยไทย ( Muay thai )

1. เพิ่มความแข็งแรง

      ด้วยความครบเครื่องของ มวยไทย ( Muay thai ) ที่อวัยวะทุกส่วนสามารถนำมาเป็นอาวุธโจมตีคู่ต่อสู้ได้ทั้งหมดจึงทำให้คนที่ฝึก มวยไทย ( Muay thai ) ได้ออกแรงกล้ามเนื้อทั้งส่วนบน และส่วนล่าง ตั้งแต่ ศอก หมัด เข่า ไปจนถึงฝ่าเท้าได้อย่างเต็มที่ ในระหว่างที่ร่างกายกำลังเคลื่อนไหวอยู่นั้น ผู้ชกยังจะได้ฝึกการจัดระเบียบร่างกายให้สามารถยืนได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้การฝึก มวยไทย ( Muay thai ) ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิต และการหายใจทำงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

2. ฝึกสมาธิ

     การฝึกสมาธิให้ผู้ชกนั้น สามารถจดจ่อกับสถานการณ์ที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างไม่ไหวติง นอกเหนือไปจากการฝึกสมาธิแล้ว การชก มวยไทย ( Muay thai ) ยังฝึกให้เรารู้จักการรับสารจากสมอง และสามารถตอบสนองต่อคำสั่งดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

3. ปรับอารมณ์ให้ร่าเริง

     ประโยชน์ข้อนี้นับได้ว่าเป็นส่วนต่อยอดมาจากประโยชน์ของข้อก่อนหน้าว่าด้วยเรื่องการฝึกสมาธิ เพราะอย่างที่บอกไปว่าในระหว่างชกมวยนั้นเราจะต้องจดจ่อกับสถานการณ์ที่อยู่ข้างหน้าจนไม่มีเวลาให้มานึกถึงเรื่องอื่น ๆ ที่กำลังกังวลใจอยู่ และทุกหมัดที่ได้ปล่อยไปนั้นยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารความสุข หรือเอ็นโดร์ฟินออกมาจนทำให้เราอารมณ์ดี และลดความเครียดสะสมที่มีก่อนหน้านั้นไปได้ปลิดทิ้ง

 

วิธีฝึก มวยไทย ( Muay thai ) ให้ได้ผล

1. เตรียมร่างกายให้พร้อม

     หากคุณต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการฝึก มวยไทย ( Muay thai ) อย่างแท้จริง คุณต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม และออกกำลังกายก่อนเสมอ คุณจะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิ่งบนถนน นักมวยจะวิ่งวันละสองรอบ ระยะทางมากกว่า 12 กิโลเมตร โดยปกติการวิ่งในตอนเช้าจะใช้เวลานานกว่าการวิ่งในช่วงบ่าย ดังนั้น คุณต้องเตรียมร่างกายให้ดีก่อนเริ่มวิ่ง

2. ปรับตัวเพื่อรับการฝึกซ้อม

     นักมวยมักกระโดดเชือกในช่วงบ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนฝนตก อาจใช้เวลานานถึง 30 นาที ฝึกกระโดดเชือกเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที เพื่อทำให้ผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าของคุณด้านขึ้น แต่ถ้าหากเกิดแผลแล้ว ให้ปิดด้วยผ้าพันแผล นอกจากนี้คุณจะต้องซิทอัพเยอะมาก ผิวหนังที่เต็มไปด้วยเหงื่อ จะไปสัมผัสกับพื้นผิวอันขรุขระและพื้นผ้าใบ หรือเสื่อออกกำลังกาย ถ้าผิวหนังแห้ง ให้ใช้วาสลีนทาเพื่อลดแรงเสียดทาน

3. หาทักษะ มวยไทย ( Muay thai ) ที่คุณชื่นชอบ

     ค่ายมวยทุกค่ายในประเทศไทยล้วนมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป บางค่ายมีชื่อเสียงในการปล้ำ บางค่ายเก่งเรื่องการเตะ และบางค่ายขึ้นชื่อในการฝึกนักกีฬาอย่างรอบด้าน ควรเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละค่าย และตัดสินใจจากสิ่งที่คุณอยากซ้อมมากที่สุด และดูว่าค่ายนั้นตอบโจทย์คุณได้หรือไม่

4. อย่าหักโหมเกินไป

     คุณอาจรู้สึกว่าซ้อมได้เต็ม 100 ในวันแรกของการฝึกฝน แต่ในวันที่สอง และสาม ความเมื่อยล้า และความเจ็บปวดจะมาเยือน แต่หากคุณเป็นกรณีที่ตรงกันข้าม ก็อย่าหักโหม ขอให้ฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถ้าคุณฝืนตัวเอง คุณอาจได้รับบาดเจ็บ และไม่ได้ซ้อมอย่างต่อเนื่อง

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไทย ( Muay Thai ) ให้มากกว่าการออกกำลังกาย

เผาผลาญแคลอรี่ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ( Muay Thai ) ให้มากกว่าการออกกำลังกาย

มวยไทย ( Muay Thai ) ให้มากกว่าการออกกำลังกาย

กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) จัดว่าเป็นการออกกำลังกายอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกเหงื่อได้ดีไม่แพ้กีฬาอื่นเลยทีเดียว แต่รู้กันหรือไม่ว่า มวยไทย ( Muay Thai ) ให้มากกว่าการออกกำลังกาย ที่เราเห็นกันอีกนะ

 

1. มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยลดความนอยด์

     อย่าคิดว่าการใช้กำลังจะยิ่งทำให้นอยด์ เพราะความจริงแล้วกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) กลับทำให้เรามีสมาธิ และสติมากขึ้นต่างหาก เพราะทุกครั้งที่คุณยืนอยู่หน้าคู่ต่อสู้ คุณจะต้องโฟกัสกับทุกการเคลื่อนไหว นั่นทำให้คุณไม่มีเวลาที่จะได้คิดวิตกกังวลอะไรทั้งนั้น Edyk Jeffry เทรนด์เนอร์ และเมเนเจอร์ของ NY San Da โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ในนิวยอร์กบอกว่า “ มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้ผมเรียนรู้ที่จะจัดการกับความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ดีขึ้น คุณเพียงต้องใช้ความพยายามในการฝึกฝน และคุณก็จะสามารถโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดี ”

2. มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยเพิ่มพลังกล้ามเนื้อ

     หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นจำกัดอยู่ที่การใช้แค่หมัด และเท้า แต่สำหรับ “ มวยไทย ( Muay Thai ) ” แล้วทุกอย่างจะต้องประสานกันหมด ทั้งข้อศอก คาง และเข่า Dan Roberts CSCC เขาคือเทรนเนอร์ที่เพิ่งครีเอทแพลนการออกกำลังกายโดยมีแรงบันดาลใจมาจาก มวยไทย ( Muay Thai ) ของ NUK SOO บอกว่า “ เวลาที่เราเคลื่อนตัว จู่โจม และป้องกันการรุกจากทิศทางต่าง ๆ นั่นจะทำให้กล้ามเนื้อทำงานอยู่ตลอด และพลังงานก็จะพุ่งไปทั่วตัว ” โดยการเตะจะเน้นที่ส่วนของลำตัว สะโพก และก้น ส่วนการต่อยโดยใช้ข้อศอก และกำปั้น จะได้ส่วนของแขน และข้อมือ และยิ่งถ้าทำได้ถูกท่า ก็จะช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้มากขึ้นด้วย

3. มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยเพิ่มรอยยักในสมอง

     แน่นอนว่าคงไม่ใช่แค่คุณคนเดียวแน่ที่เป็นฝ่ายจู่โจม เพราะฉะนั้นคุณจะต้องรู้จักที่จะหลบหลีก ก้มหลบหมัดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในการตั้งรับนั้น คุณอาจจะต้องมีการออกหมัด ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาบล็อก หรือแม้แต่การโต้ตอบกลับด้วยหมัดขวาตรง ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องทำด้วยสปีดที่เร็ว Dan Roberts หนึ่งในเทรนเนอร์ มวยไทย ( Muay Thai ) บอกว่า “ ปฏิกิริยาการโต้ตอบจะช่วยฝึกการทำงานที่สอดประสานระหว่างสมอง และกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ดีขึ้น จนในที่สุดคุณจะสามารถกลายเป็นคนที่มีปฏิกิริยาตอบโต้ได้เร็วในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน ”

4. มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยสร้างความมั่นใจ

     มันไม่ใช่ว่าการที่คุณเรียนรู้ที่จะแตะต่อยเป็นแล้วจะทำให้คุณมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น แต่ “ มวยไทย ( Muay Thai ) ” จะทำให้คุณได้รู้จักศักยภาพของตัวเอง รู้ว่าร่างกายของคุณสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด และนี่แหละคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และความภูมิใจให้กับตัวคุณเอง “ การที่ได้เรียนรู้วิธีการป้องกันตัวเองจะทำให้คุณรู้สึกทึ่งกับร่างกาย ” ในขณะที่หลายคนอาจจะปลื้มปริ่มกับรูปภาพเซลฟี่บนโซเชียลที่ผ่านการแต่งมากว่าสิบแอพฯ แต่ “ มวยไทย ( Muay Thai ) ” จะสอนให้คุณรู้คุณค่าที่เป็นตัวตนของคุณจริง ๆ

5. มวยไทย ( Muay Thai ) ฝึกสกิลการวางแผนที่รวดเร็ว

     การจู่โจมในแต่ละครั้งมันมากกว่าแค่การแตะ หรือต่อยออกไปเท่านั้น มันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เราต้องอาศัยการวางแผนที่ดี เราต้องรูว่าควรจะออกหมัดจังหวะไหน ด้วยน้ำหนักเท่าไร หรือตอนไหนที่ควรหลบหลีก กำลังเป็นสิ่งสำคัญ แต่พลังสมองในการวางแผน วางกลยุทธนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้ เพราะเราต้องคิดล่วงหน้าไปก่อนคู่ต่อสู้ ทักษะความออกสเต็ปของเท้าก็ต้องใช้การฝึกฝน และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหมือนกัน

 

     “ มวยไทย ( Muay Thai ) ” เป็นศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย ยากที่จะเลียนแบบได้ เพราะศิลปะนี้เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ได้มีการสู้รบกับชาติข้างเคียง เพื่อรักษาแผ่นดินสยามนี้มาโดยตลอด

     แม้ว่ากีฬาเกี่ยวกับการชก มวยไทย ( Muay Thai ) จะยอมรับกติกามวยแบบสากลแล้วก็ตาม แต่ในส่วนพื้นฐานจริง ๆ ของความเป็น มวยไทย ( Muay Thai ) เรายังรักษาไว้ มั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้ คือ ยังคงใช้ หมัด เท้า ศอก เข่า อันเป็นเอกลักษณ์ของ มวยไทย ( Muay Thai ) อยู่อย่างเหนียวแน่น

     อันที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับใครแค่ฝึกซ้อมกับกระสอบทรายก็ยังได้ประโยชน์แบบเดียวกัน ปัจจุบัน มวยไทย ( Muay Thai ) กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้ในยิม และมีประโยชน์หลายอย่างด้วยเช่นกัน สามารถติดต่อสอบถามเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) เพื่อสุขภาพ ได้ที่ เจริญทอง มวยไทย ทั้ง 3 สาขา ( สาขารัชดา, สาขาข้าวสาร, สาขาศรีนครินทร์ )

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ตีเข่า ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

เผาผลาญแคลอรี่ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

ตีเข่า ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

ตีเข่า ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ต้องใช้อวัยวะร่างกายเพื่อต่อสู้โดยปราศจากอาวุธทั้งสิ้น วันนี้เรามีการฝึก ตีเข่า ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai ) มาฝากสำหรับคนที่ต้องการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ด้วยค่ะ

 

มวยไทย ( Muay Thai ) กับการ ตีเข่า

     เข่านั้นเป็นอวัยวะที่มีข้อต่อระหว่างกระดูกขาส่วนบนกับกระดูกขาส่วนล่าง อันมีกระดูกสะบ้ามักจะแข็งนูน และกลมเป็นตัวกลางระหว่างกระดูกทั้งสองส่วน โดยมีเอ็น พังผืด และกล้ามเนื้อยึดติดไว้อย่างหนาแน่น บริเวณต้นขามีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และแข็งแรงมากอยู่หลายหมัด เมื่อคุณพับเข่ารวมกับขาส่วนล่างซึ่งจะมีกล้ามเนื้อน่องอยู่นั้นจึงทำให้เข่าที่ตีออกไปนั้นมีความหนักแน่น แต่เข่านั้นเป็นอาวุธสั้นรองจากเตะจึงใช้ได้ผลดีในระยะประชิดมากกว่าในระยะไกล เช่น เข่าคลุกวงในกอดปล้ำตีเข่า โยนเข่า และแทงเข่า ส่วนเป้าหมายของคู่ต่อสู้ คือ ท้อง หน้าอก ซี่โครงข้างลำตัว อวัยวะเพศ ต้นขา และทวารหนัก แต่ถ้าตีสูงขึ้นไปอีกบริเวณต้นแขน ปลายคาง ใบหน้า และศีรษะ นอกจากจะใช้ต่อสู้แล้วยังสามารถใช้เข่าเพื่อป้องกันการโจมตีของการเตะกลาง และเตะตัดล่างเพราะเข่านั้นเป็นอวัยวะที่แข็งมากที่สุดส่วนหนึ่งเพื่อปะทะกับเท้าที่เตะมาทำให้เท้านั้นอาจจะได้รับความเจ็บปวด และพิการได้

 

การ ตีเข่า มี 2 ลักษณะ

1. การ ตีเข่า โดยที่ไม่ใช้มือ หรือแขนเกาะยึดดึงกระชากคู่ต่อสู้

2. การ ตีเข่า โดยใช้มือ หรือแขนเกาะยึดดึงกระชากคู่ต่อสู้

     การ ตีเข่า นั้นถ้าแบ่งลักษณะวิถีทางของเข่าที่ออกจากตัวไปถึงคู่ต่อสู้นั้นมีหลายอย่าง เช่น เข่าเฉียง เข่าตรง เข่าโค้ง เข่าตัด เข่าลอย เข่าแต่ละอย่างมีวิธีการทำ จังหวะ และโอกาสที่จะใช้แตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกัน

 

เข่าตรง มวยไทย ( Muay Thai )

     เข่าตรง มวยไทย ( Muay Thai ) หมายถึง เข่าที่เคลื่อนจากตัวเราไปสู้คู่ต่อสู้เป็นแนวตรงล้ำไปข้างหน้า มี 2 ลักษณะ คอ เข่าตรงตีนำ และเข่าตรงตีตาม วิธีการทำมีดังนี้

1. เข่าตรงตีนำ

     จากท่าจดมวยเหลี่ยมขวาน้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าขวา ซึ่งเป็นเท้าหลังให้ถ่ายน้ำหนักตัวมาที่เท้าหน้า คือ เท้าซ้ายพร้อมกับวางเท้าลงยันพื้นกระตุกเข่าตีขึ้นตรง ๆ พร้อมกับถ่ายน้ำหนักตัวให้มาอยู่ เท้าขวาน้ำหนักตัวจะไปรวมกันที่ปลายเข่าที่ตีขึ้นไป ดังนั้น การเกร็งกล้ามเนื้อท้องที่ดึงพับเข่า และลำตัวเข้าสวนทางกัน ถ้าเป็นไปอย่างฉับพลันได้จังหวะสัมพันธ์กันมุมของเข่าที่ตีออกไปจะล้ำไปข้างหน้าตรง ๆ เหมาะสำหรับ ตีเข่า ตรงในระยะประชิด กอด ปล้ำ  และการกระชากตี

2. เข่าตรงตีตาม

     โอกาสที่จะใช้เข่าตรงตีตาม คือ จังหวะที่คู่ต่อสู้จะเข้ามาต่อย หรือฟันศอกจะต้องหลบหลีกปิดป้องหมัดของคู่ต่อสู้ให้ดีจังหวะที่คู่ต่อสู้ถลำเข้ามาโดยไม่ระวังตัว และจังหวะที่คู่ต่อสู้ยืนปักหลักอยู่ไม่ระวังตัวก็ ตีเข่า ตรงตามได้ในจังหวะที่มีการปัดให้คู่ต่อสู้ถลำไปทางขวา หรือซ้ายแล้วตี

3. เข่าขวาตรง

     จังหวะเกาะ กอด ปล้ำ รัดเอว และกระชากตี การเกาะยึด ปล้ำ รัดเอว และกระชากตีทำให้การ ตีเข่า มีประสิทธิภาพรุนแรง และหนักหน่วงมากกว่าการ ตีเข่า นำ เพราะเป็นเข่าที่ถนัดที่สุด การกอดปล้ำเหล่านี้จะต้องทำด้วยความแข็งแรงเหนียวแน่นรัดกุมเก็บคางให้มิดชิดแนบลำตัวไหล่กดข้อศอก และแขนให้ชิดกันจะทำการ ตีเข่า ได้ผลดี และปลอดภัยยิ่งขึ้นเป้าหมายของการ ตีเข่า ตามก็คล้ายกับเข่านำ คือ ตั้งแต่ต้นขา ทวารหนัก อวัยวะเพศ ท้อง หน้าอก ข้างลำตัว คาง และใบหน้า

4. เข่าเฉียง

     การ ตีเข่า ที่มีวิถีทางการตีเฉียงขึ้นจากจุดที่เข่าอยู่ไปจนถึงจุดที่เข่าปะทะเป้าหมายที่เข่าซ้ายจะเฉียงมากระทบเป้าหมายทางขวา ถ้า ตีเข่า ขวาจะเฉียง มากระทบเป้าหมายทางด้านซ้าย ถ้าคู่ต่อสู้เดินเข้ามาตรง ๆ เข่าเฉียงจะถูกเป้าหมายบริเวณต้นขา และลำตัวด้านข้าง ถ้าจะใช้การกระชาก ผลัก ฉุด เตะ กอด ปล้ำ ให้คู่ต่อสู้เสียหลักแล้วจึงจะสามารถ ตีเข่า เฉียงเข้าบริเวณ ท้อง หน้าอก ปลายคาง และใบหน้าได้ เมื่อมีการโน้มคอมักจะเหวี่ยงคู่ต่อสู้ไปทางด้านหนึ่งจึงสามารถตีคู่ต่อสู้ไปทางด้านใดด้านหนึ่งจึงสามารถ ตีเข่า เฉียงได้ถนัด การเหวี่ยงนั้นจะต้องเหวี่ยงให้ทิศทางของคู่ต่อสู้เข้ามาสวนทางกับทิศทางของเข่าเฉียงที่ตีขึ้นไปจึงจะได้ผลดี

5. เข่าโค้ง

     เป็นเข่าที่ผู้ใช้จะต้องบิดสะโพกคว่ำลงให้ทิศทางของเข่าลอยโค้งจากบนลงปะทะเป้าหมายให้ปลายเท้าเหยียดเป็นเส้นตรงกับขา และเข่า

6. เข่าตัด

     เป็นเข่าที่มีทิศทางการตีเข่าผ่านจากขวาไปซ้าย หรือซ้ายไปขวาขนานกับพื้น ให้ส่วนของหัวเข่าปะทะเป้าหมาย ส่วนของเข่า ขา และปลายเท้าเป็นเส้นตรงขนานพื้น

7. เข่าลอย

     เป็นการกระโดดโยนเข่าขึ้นไปตรง ๆ เป้าหมายที่ปลายคาง หรือ หน้าอกของคู่ต่อสู้

8. เข่าโหน

     เป็นเข่าที่อาศัยมือ หรือแขนเกาะโหนคอโหนไหล่ หรือโหนเหนี่ยวศีรษะคู่ต่อสู้ลดลงมาพร้อมกับ ตีเข่า สวนขึ้นไป

9. เข่ากระโดดเหยียบ

     เป็นการ ตีเข่า ที่อาศัยการใช้เท้าอีกเท้าหนึ่งเหยียบคู่ต่อสู้แล้วกระโดดเข่าเข้าบริเวณศีรษะ ขมับ คอ ใบหน้า ปลายคาง หน้าอก ท้อง และชายโครง การเหยียบอาจจะเหยียบหน้าแข้ง เข่า ต้นขา ก็ได้

 

     ถ้าหากคุณรู้วิธีการของการ ตีเข่า ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai ) ก็จะทำให้คุณสามารถป้องกันเข่าจากคู่ต่อสู้ และตอบกลับได้อย่างรุนแรง เพราะเข่านั้นถือว่าเป็นอาวุธในร่างกายที่มีพลัง และมีอานุภาพรุนแรงมาก

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เผาผลาญแคลอรี่ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

เผาผลาญแคลอรี่ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

เผาผลาญแคลอรี่ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

หลายคนมีคำถามว่าชกมวยแต่ละครั้งเผาผลาญแคลอรี่เราไปเท่าไร มวยไทย ( Muay Thai ) แทบจะเป็นกีฬาที่เบิร์นได้สูงที่สุดเลยทีเดียว เพราะการชกมวยแบบครบคอร์สในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งนั้น เบิร์นไปกว่า 1,000 Kcal

 

     สุดยอดการเบิร์นยอดฮิตในตอนนี้คงหนีไม่พ้นวิธีออกกำลังกายด้วยการชก มวยไทย ( Muay Thai ) ทั้งเตะ ต่อย ศอก หมัด บอกเลยว่าทั้งสนุก สะใจ และคลายเครียดได้ดีมาก ๆ เครียดจากงานก็มาลงที่กระสอบทรายนี่แหละ ออกแรงให้เต็มที่ เรียกเหงื่อกันให้สะใจ ชั่วโมงเดียวก็เบิร์นกันได้ถึง 500 - 1,000 แคลอรี่เลยทีเดียว

 

การเผาผลาญในร่างกาย ( METABOLISM ) คืออะไร ?

     การเผาผลาญ คือ ปฏิกิริยาในร่างกายระดับเซลล์ที่ทำให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย เพื่อนำไปใช้ในการทำงานของเซลล์แต่ละเซลล์ รวมไปจนถึงพลังงานในการเคลื่อนไหวร่างกาย ย่อยสารอาหาร และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย

     คนส่วนใหญ่เมื่ออายุเกิน 30 ปีขึ้นไป มักมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น และบางคนก็มีการเผาผลาญที่ลดลงเกินวัยจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น มวลกล้ามเนื้อลดลง เนื่องจากไม่ค่อยมีการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ, รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และชอบรับประทานอาหารมื้อหนัก, กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวันน้อยลง, ความเครียดสูง, ชอบรับประทานแต่อาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และอาหารสำเร็จรูป

 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเผาผลาญของร่างกาย

     โดยปกติร่างกายคนเรามีการเผาผลาญตลอดเวลา แม้ในระหว่างนอนนิ่ง ๆ อยู่กับที่ ร่างกายก็ยังมีการเผาผลาญไปด้วย เรียกว่า “อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน” โดยแต่ละบุคคลจะมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานแตกต่างกันออกไป และเมื่อร่างกายมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือมีการใช้แรง เช่น เดิน พูดคุย ร่างกายก็จะมีอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ขณะที่ร่างกายทำการย่อยอาหารและดูดซึมก็มีการเผาผลาญเกิดขึ้นเช่นกัน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) เผาผลาญกี่แคลอรี่ แล้วมันดีขนาดไหนกัน ?

     แรกเริ่มของการออกกำลังกาย กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มักเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่นึกถึง เพราะคิดว่าไม่มีทักษะและดูยุ่งยาก แต่สำหรับใครที่ต้องการลดความอ้วน เราขอบอกเลยว่ากีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นดีมาก ๆ

     เคยมีการทดลองเปรียบเทียบการออกกำลังกายแบบต่าง ๆ ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง เท่ากัน เพื่อหาว่าการออกกำลังกายประเภทไหนที่จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายออกไปได้มากกว่ากัน ซึ่งผลออกมาว่า หากคุณเล่นโยคะ ปั่นจักรยาน วิ่งบนลู่วิ่ง หรือว่ายน้ำเป็นเวลา 1 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก คุณจะสามารถเผาผลาญพลังงานสะสมออกไปได้ประมาณ 500 แคลอรี่ ในขณะเดียกันหากคุณเล่นกีฬาแบดมินตันในเวลาที่น้อยลงมาเหลือแค่ประมาณ 45 นาที คุณก็สามารถเผาผลาญพลังงานออกไปได้ 500 แคลอรี่เท่ากัน

     แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า หากคุณเล่นกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่หยุดพัก คุณจะสามารถเผาผลาญแคลอรี่ออกไปได้สูงสุดถึง 1,000 แคลอรี่ เท่ากับคุณต้องตีแบด 1 ชั่วโมง 30 นาที หรือต้องว่ายน้ำ 2 ชั่วโมง โดยไม่หยุดพักถึงจะเผาผลาญแคลอรี่จำนวนเท่ากับการเล่น มวยไทย ( Muay Thai ) ได้ เห็นแบบนี้สาว ๆ คงอยากรีบใส่นวมกันเป็นแถวเลยเชียวล่ะ แล้วรู้หรือไม่ว่าการต่อย มวยไทย ( Muay Thai ) นอกจากจะสามารถเผาผลาญแคลอรี่ไปได้จำนวนมหาสารแล้วยังมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง

 

1. มวยไทย ( Muay Thai ) ออกกำลังได้ทุกส่วนของร่างกาย

     เป้าหมายของการต่อยมวย คือ ให้ทุกส่วนของร่างกายได้ใช้งาน นอกเหนือไปจากการกระตุ้นความแข็งแรงของร่างกาย และระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว การชกมวยยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องอย่าง การทรงตัว การทำงานประสานกันของอวัยวะ ปฏิกิริยาตอบโต้ และความคล่องตัว

 

2. มวยไทย ( Muay Thai ) เผาผลาญพลังงานได้เร็วกว่า

     การชกมวยอาจเป็นทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายแบบ High-intensity Interval Training ( การออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง ) เพราะการขึ้นชกใน 1 ยก คือ การใช้ร่างกายไปถึงระดับสูงสุด และการพักระหว่างยกคือการทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากความอ่อนล้าได้เร็วขึ้น เป็นทั้งการออกกำลังกายแบบที่ผสมผสานเผาผลาญพลังงานการใช้ออกซิเจน และไม่ใช้ออกซิเจนเข้าด้วยกัน การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้สร้างความแข็งแรง ความรวดเร็ว มีพลังมากขึ้น และกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย เมื่อนำมาเทียบกับการวิ่งหรือปั่นจักรยานจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า แต่ใช้เวลาน้อยลง

 

3. มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้หน้าท้องแบนราบ

     อยากมีซิกแพคชัด ๆ ลองเลิกซิทอัพแล้วหันมาต่อยมวยดูสิ เพราะการชกมวยจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสูงมาก ต้องบิดสะโพกเพื่อเพิ่มแรงส่งให้ออกหมัดได้หนักขึ้น และเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการนอนซิทอัพกับพื้น เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น

 

4. มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้บุคลิกภาพดี

     การชกมวยทำให้การใช้สมอง และร่างกายทำงานสอดประสานกันได้ดีขึ้น กระตุ้นให้การรับรู้ทางร่างกายทำงานดีขึ้น มีความคล่องตัว เพราะต้องใช้การทำงานที่สอดประสานกันระหว่างตา และมือ ทุกครั้งที่ชกกระสอบทราย หรือชกกับเป้าล่อ ต้องใช้สมาธิในการพุ่งเป้าไปที่การเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อให้เกิดการจดจำการเคลื่อนไหว ทั้งจังหวะการขยับเท้า และการออกหมัด ท้าทายการทำงานของกล้ามเนื้อ และจิตใจไปพร้อมกัน ทำให้มีความคล่องแคล่ว ว่องไว มั่นใจ บุคลิกก็ดีไปโดยปริยาย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

สมัยก่อน มวยไทย แต่งเครื่องแต่งกายกันอย่างไรกันนะ ?

สมัยก่อน มวยไทย แต่งเครื่องแต่งกายกันอย่างไรกันนะ ?

สำหรับ การแต่งกาย ของทุกกีฬา นั้นแน่นอนว่าจะมีการแต่งตัวที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงกีฬาที่มีชื่อว่า มวยไทย เขาแต่งตัวกันแบบไหนกันนะ ไปหาคำตอบกันดีกว่า

 

            สำหรับ มวยไทย นั้นเป็นกีฬาที่ถือได้ว่า ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสมัยก่อน หรือ ปัจจุบัน แต่สำหรับ มวยไทย ยังเป็นกีฬา ที่ไม่ใช้แค่ประเทศไทย นิยม ยังรวมไปถึง ต่างประเทศที่ ให้ความสนใจอย่างมาก และถือได้เลยว่า มวยไทย เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม มากย่างยาวนาน แต่มีใครเคยสงสัยไหมว่า การแต่งตัว ของมวยไทย ไทยนั้น ในสมัยก่อน เขาแต่งตัวกันอย่างไง จะเหมือน ปัจจุบัน หรือ ป่าว และ สมัยก่อน เขาใช้อะไรมาทำเป็น เสื้อผ้า หรือ นวม ไปหาคำตอบกัน

 

เครื่องแต่งกาย ของมวยไทยในสมัยก่อนที่นิยม มีดังต่อไปนี้

 

กางเกง สำหรับ มวยไทย ( Muay Thai )

 

สำหรับ เครื่องแต่งกาย ที่เป็นส่วนปกปิด ร่างกาย ของเรา ไม่ว่าจะเป็น กางเกง ในสมัยก่อน จะไม่มีกางเกงที่ใช้สวมใส่เฉพาะเวลาขึ้น ชกมวย เท่านั้น ส่วนมากนักมวยจะ สวมกางเกงขาสั้นยาว ประมาณแค่เข่า ไม่ ยาก เกินไป ซึ่งเป็นกางเกงที่ใช้กันโดยทั่วไปใน ชีวิต ประจำวัน สำหรับ ตัว กางเกงจะใหญ่ไม่มีขอบกางเกงใช้ผ้าขาวม้าผูกคาดเอวไว้กันหลุด  

 

ผ้าขาวม้า สำหรับ มวยไทย ( Muay Thai )

 

เป็น ผ้าที่ทอด้วยด้ายฝ้าย และ ผ้าไหม จะรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้า ขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ยาว ประมาณ 1 เมตรครึ่ง พอประมาณ ทอเป็น ตาหมากรุกบ้าง และ จะมี รูปบลวด ลายอื่นบ้าง สำหรับ ผู้ชายไทย ส่วนมากจะมีผ้าขาวม้า ทื่ถือได้เลยว่า ใช้แทบกันเกือบ ทุกคน ซึ่งเป็นของใช้ที่ทำขึ้นเองในครอบครัว ใช้สำ หรับนุ่ง คาดเอว เช็ดหน้าเช็ดตัว ในการแข่งขันชก มวยไทย ( Muay Thai ) และสำหรับ นักมวย จะใช้ผ้าขาว ม้าพันให้หนาคาดทับระหว่างขาใช้แทนกระจับ และ คาดเอวเพื่อให้กางเกงไม่หลุดลุ่ยเวลาขึ้นชกมวย นั้นเอง

 

ผ้าพันมือ สำหรับ มวยไทย ( Muay Thai )

 

สำหรับ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเครื่องแต่งกาย มวยไทย ( Muay Thai ) นั้น จะมี อีกอย่างที่ สำคัญมากๆ และต้องมี นั้นก็คือ การคาดเชือกที่มือ โดยใช้ด้ายดิบที่จับเป็นไจ ( รวมเส้นด้าย ) ขนาดโต เท่าดินสอ ต่อกันเป็นเชือกยาวประมาณ 20 – 25 เมตร ม้วนแยกไว้ 2 กลุ่ม ใช้พันสันหมัด และ ข้อมือ ความยาวโดยประมาณ จะต่างกันตามความต้องการของประเภท นักมวย นั้นเอง

 

สำหรับ มวยไทย นั้น การแต่งตัวก็ถือว่า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย ก็ยังคง เดิมๆ อยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะ มวยไทย นั้นเป็นกีฬา ที่ต้องใช้ความคล่องตัว ที่สูงมาก ต้องขยับร่างกาย อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การแต่งกาย ก็ต้องเป็น เสื้อผ้า ที่สามารถ ขยับ ได้ทุกทิศทาง โดยไม่ติดขัด อะไรและที่สำคัญไปกว่า นั้นต้องเป็น เสื้อผ้า ที่ไม่อึดอัด สะดวกสบาย ในการใส่ และจำเป็นที่สุด ต้องมี นวม กางเกงขาสั่น เพราะ นวมถือว่าเป็นหัวใจหลักๆ ของการชกมวย เพราะ มันสามารถ ช่วยป้องกัน การเกิดบาดแผล ที่มือ ได้เป็นอย่างดี นั้นเอง ดังนั้น สำหรับ ใครที่อยากจะลอง หันมาฝึก หันมา เรียนรู้ ก็อยากให้ลอง ศึกษา เครื่องแต่งกาย ของมวยไทย ดีๆ เพราะ ถือว่าจำเป็น อย่างมาก เพราะ ถือว่าเป็น กีฬา ที่ต้องใส่ใจรายละเอียด เพราะ มันจะรวมไปถึงความปลอดภัย ด้วยนั้นเอง และอย่าลืม การฝึก มวยไทย นั้นเป็นกีฬา ที่ฝึกอย่างหนักมากๆ ดังนั้น ควรรักษา ร่างกายตัวเอง พักผ่อนให้เพียง รับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกาย ได้รับสิ่งที่ดี และมีสุขภาพที่ดีในทุกๆ วัน และอย่าลืม อย่างออกกำลังกาย หนักมากเกินไป ควรออกให้พอดี ม่ากหรือน้อยจนเกินไป เพราะ ถ้าทำอะไรที่มากเกินไป อาจเกิดอันตรายต่อร่างกาย ของเราได้ นั้นเอง

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กฎกติกา ของกีฬามวยไทย

ออกกำลังกาย สร้างกล้ามแบบนักมวย

 

 

 

 

ทำไม มวยไทย ใช้สีน้ำเงิน-แดงแบ่งฝั่ง

ทำไม มวยไทย ใช้สีน้ำเงิน-แดงแบ่งฝั่ง

ในการแข่งขันกีฬา มวยไทย หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า ทำไมต้องแบ่งผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ฝั่งเป็นสีน้ำเงินและสีแดง วันนี้เราจะมาไขที่มาของสีที่ใช้แบ่งฝั่งผู้แข่งขันกันครับ

 

ที่มาของ สีน้ำเงิน-แดง

 

กีฬาการต่อสู้ เป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับมนุษย์เรามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยที่มาของการสีน้ำเงินและสีแดง มีการกล่าวอ้างอิงว่า เกิดขึ้นในสมัยโรมัน ที่มีกีฬาการต่อสู้ห้ำหั่นกันใน "โคลอสเซียม" (Colosseum) สนามกีฬากลางแจ้งโบราณ ขนาดใหญ่ของในยุคนั้น ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตั้งอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยใน

 

การต่อสู้ในยุคนั้น เป็นการต่อสู้กันระหว่าง กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) หรือ นักรบดาบ ซึ่งเป็นนักสู้ของกษัตริย์หรือผู้มีอำนาจ กับ ทาสเถื่อน จึงมีการแบ่งฝั่งกันอย่างชัดเจน โดยที่ประตูทางเข้าสู่สนามนั้น จะมีธงสัญลักษณ์ของแต่ละฝั่ง ซึ่งนักสู้ของชั้นชนสูง จะออกมาจากมุมที่มีธงสีน้ำเงิน สาเหตุที่เป็นสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีของพวกศักดินา และยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นสุภาพบุรษ สุขุม และหนักแน่น

 

ส่วนนักสู้ฝ่ายทาส จะออกมาจากมุมที่มีธงสีแดง ซึ่งสีแดงในที่นี่ เปรียบเสมือน "เลือด" เพราะนักสู้ฝ่ายทาส ต้องเป็นรองทุกประตู และจะต้องสูฐเสียเลือดอยู่ตลอด เพราะส่วนใหญ่ พวกทาสจะได้แค่อาวุธ ไร้ซึ่งเกราะป้องกัน ถึงมีก็มีไม่มาก แต่ฝั่งน้ำเงินของพวกอำมาตย์จะจัดเต็มทั้งเกราะทั้งอาวุธ กติกาการแข่งขันของการต่อสู้นี้ จะจบลงจนกว่าอีกฝ่ายจะปลิดชีพอีกฝ่ายหนึ่งได้ ผู้ที่รอดชีวิต ถือว่าเป็นผู้ชนะ นั่นเอง ซึ่งก็แน่นอนว่า ฝ่ายนักสู้ของชนชนสูง ย่อมได้เปรียบกว่านักสู้ฝ่ายทาสฝ่ายอยู่แล้ว

 

ถึงแม้ว่าจะมีฝ่ายที่ถูกปลิดชีพไปแล้ว แต่การแข่งขัน ก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น ผู้ชนะจะต้องไปต่อสู้กับกลาดิเอเตอร์ คนต่อไปเรื่อย ๆ จนไม่เหลือคู่ต่อสู้ให้แข่งอีก เพื่อหานักสู้ยอดฝีมือเพียงคนเดียวเท่านั้น และผู้นั้นจะได้รางวัล เป็รอิสรภาพจากนายทาสของตน หรืออาจเป็นรางวัลชีวิตที่ดีขึ้น โดยเลื่อนให้เป็น หัวหน้าทาส

 

การนำสีน้ำเงินและแดงมาใช้แบ่งแย่งผู้เข้าแข่งขันอย่าง "มวย" หรือกีฬาอื่น ๆ ไม่ได้มีหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มใช้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มีการสันนิษฐานว่า สีน้ำเงินและสีแดง ที่นำมาใช้มาจากการต่อสู้ของเหล่ากลาดิเอเตอร์ที่โคลอสเซียม นั่นเอง

 

แนวคิดจากทีวีสี

 

อีกแนวคิดที่มีการกล่าวถึง คือ วงการมวยในสหรัฐอเมริกายุคแรก ๆ ได้ใช้ สีดำและสีขาว แบ่งฝั่งผู้เข้าแข่งขันแต่ละฝั่ง ต่อมามีการเปลี่ยนเป็น สีน้ำเงิน และสีแดง โดยสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากการผลักดันของกลุ่มนายทุนทางโทรทัศน์อย่าง HBO , ESPN และ USA Network ที่ในยุคนั้น เป็นช่วงคาบเกี่ยวการกำเนิด " โทรทัศน์สี " เพื่อให้คนดูมวยทางโทรทัศน์ สังเกตเห็นสีของแต่ละมุมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

การใช้สีแบ่งฝั่งของมวยไทย ในปัจจุบัน

 

สำหรับ "มวยไทย" ที่มีการแบ่งฝั่งเป็นสีน้ำเงินและสีแดงนี้ ก็คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจาก “มวยสากล” นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบัน การแข่งขันมวยไทย ได้มีการใช้ สีดำและสีขาวแบ่งฝั่งผู้แข่งขันอีกด้วย แต่สีน้ำเงินและสีแดง ก็ยังคงเป็นสีที่นิยมใช้มากกว่าอยู่ดี

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

ปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

ปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

ปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

ถ้าพูดถึงร่างกายของคนที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ภาพในหัวต้องไม่พ้นคนที่มีร่างกายแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ สำคัญคือต้องมีกล้ามหน้าท้องหรือ ซิกแพค วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

 

          ซิกแพค คืออะไร สามารถเกิดขึ้นตามส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง ?

     ซิกแพค เป็นคำภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า กล้ามหน้าท้องลอนสวยทั้ง 6 มัด สามารถเกิดได้ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง กล้ามเนื้อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นมา โดยคนที่สร้างก็คือ มนุษย์ที่มีความต้องการอยากให้หน้าท้อง หรือบอดี้ของตัวเองนั้นมีสุขภาพดี และดูดี ดูน่าสนใจเวลาที่มีคนมองนั่นเอง เรามาดูกันว่า ซิกแพค สามารถเกิดขึ้นตามส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง ซึ่ง ซิกแพค เกิดขึ้นได้แค่บริเวณเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ บริเวณหน้าท้องของมนุษย์ค่ะ แบ่งสลับซ้าย และขวาข้างละ 3 มัด

 

     หมัด เท้า เข่า ศอก คือ คำที่ได้ยินบ่อย ๆ จากกีฬาประจำชาติไทย ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครในโลกไม่รู้จัก มวยไทย ( Muay Thai ) คือกีฬาศิลปะการต่อสู้ที่น่าภาคภูมิใจ แน่นอนที่นักมวยแต่ล่ะคนก็ต้องย่อมมีร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งอาวุธ เพราะ อาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด คือ ร่างกายของเรานั่นเอง โดยเฉพาะกล้ามหน้าท้อง หรือ ซิกแพค พวกเขามีวิธีสร้างกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง และดุดันแบบนั้นได้อย่างไร ถ้าพร้อมแล้วเราไปติดตามรายละเอียดกันเลย

 

          สร้าง ซิกแพค แบบฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

     การสร้าง ซิกแพค เป็นการใช้ท่าบริหารกล้ามเนื้อในเรื่องของการพับตัว บิดตัว โยกตัว งอตัวจากส่วนล่างจนถึงส่วนบนโดยมีท่าพื้นฐานทั้งหมด 5 ท่า คือ

1. ท่า Sit Up และชก

12-15 ครั้ง 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง และด้านข้าง

     โดยจะเป็นการ Sit Up และ ชกล่อเป้า ยิ่งถ้าหากมีคู่ซ้อมที่ช่วยให้เราสามารถชกล่อเป้าได้จะยิ่งดีมาก แต่ถ้าหากไม่มี ก็สามารถใช้วิธีชกลมได้ ไม่ต่างกัน โดยธรรมชาติของท่านี้ จะใช้ร่างกายในการบิด งอตัว และ เหยียดตัว เพื่อสามารถชกให้โดนเป้าได้มากขึ้น

 

2. ท่า Sit Up และทุบ

12-15 ครั้ง 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง

     เป็นการ Sit Up และทุบ โดยให้คู่ซ้อมทุบตรงส่วนบริเวณหน้าท้อง ในช่วงยกตัว ด้วยเป้าล่อท่านี้จะช่วยในเรื่องของการสร้างความคุ้นเคย โดยธรรมชาติของร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง เมื่อมีสิ่งใดมาปะทะตรงบริเวณช่วงหน้าท้อง เป็นการสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อไหวพริบ และ ระบบประสาทอาจเคยสงสัยกันว่า ทำไมนักมวยถึงสามารถทนทานต่อการถูกตีเข่าเป็นเวลานาน ๆ ได้ คำตอบก็คือ ท่านี้นั่นเอง

 

3. ท่า Sit Up และหลบ

12-15 ครั้ง 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง และด้านข้าง

     เป็นการ Sit Up และ หลบหมัดของคู่ซ้อมในระหว่างที่ยกตัวขึ้นมา โดยจะได้ทักษะในการหลบหมัดคู่ต่อสู้ พิงเชือก โยกตัว โดยท่านี้จะได้ทั้งในส่วนกล้ามเนื้อทั้งเอว และขา

 

4. ท่าตีเข่า

30 วินาที 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง / ด้านข้าง และน่อง

     ท่านี้จะเป็นการใช้ขาช่วงล่างหนักขึ้น โดยใช้ขาข้างที่เราทรงตัว ตีเข่าขึ้นกลางอากาศ ยิ่งเร่ง การทรงตัว และการเขย่งจะยิ่งทำงานหนักขึ้น และเมื่อขึ้นชกกับคู่ต่อสู้ จะช่วยในเรื่องของการหลบหลีก และการทรงตัว ทำให้เรายืนขาได้มั่นคงยิ่งขึ้น

 

5. ท่าเตะข้าง

30 วินาที 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง / ด้านข้าง และน่อง

     ท่านี้จะได้กล้ามเนื้อในส่วนของลำตัวด้านข้าง ซึ่งจะแตกต่างจากท่าตีเข่า โดยการใช้แรงมากขึ้น และยืดขามากขึ้น

 

     ซึ่ง 5 ท่าเหล่านี้ คือ เทคนิคขั้นพื้นฐานของการสร้าง ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) โดยท่าแรก สำหรับช่วงเริ่มต้น อาจไม่ต้องใช้วิธีการทุบเลยทันที อาจจะเป็นการเกร็งค้างไว้ แล้วค่อยปล่อยลงมา ท่าล่ะ 1-2 รอบ ส่วนคนที่เริ่มชินแล้วแนะนำให้ทำท่าตั้งแต่ 1-5 แล้วค่อยพัก นอกจากได้ ซิกแพค แล้ว ยังสามารถช่วยในเรื่องของ คาร์ดิโอ หรือการมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นด้วย

     กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง ต้องมาพร้อมกับจิตใจที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่น การสร้าง ซิกแพค ด้วยมวยไทย ( Muay Thai ) คงไม่ยากเกินกว่าความตั้งใจของเรา แค่คิดว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้เช่นกัน หากใครสนใจอยากเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) เรามีสอนให้ที่ เจริญทองมวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) กับสาขาที่ใกล้ และสะดวกที่สุดได้เลย ซึ่งเรามีทั้งสาขาศรีนครินทร์ สาขาข้าวสาร และสาขารัชดา

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

มวยไทย จัดว่าเป็นศิลปะป้องกันตัวมาแต่โบราณ ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่กาลเวลาค่อย ๆ เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทกับคนยุคใหม่มากขึ้น ทำให้คนไทยหลายคนไม่ค่อยเห็นแม่ไม้ มวยไทย เหล่านี้ในปัจจุบัน

 

     แม่ไม้ มวยไทย ที่สำคัญ โบราณาจารย์ผู้ทรงคุณได้จัดแบ่งไว้ 15 ท่า คือ การใช้ หมัด ศอก เข่า เท้า มีทั้งรุก และรับ ในจังหวะสถานการณ์ต่าง ๆ กันตั้งเป็นชื่อกล ต่าง ๆ เพื่อการจดจำ ดังนี้

 

          กลแม่ไม้ มวยไทย

กล 1 สลับฟันปลา ( รับวงนอก )

     แม่ไม้กล 1 นี้ เป็นไม้หลัก หรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้รับ และหลบหมัดตรงของคู่ปรปักษ์ที่ชกนำอย่างรุนแรง และหนักหน่วง หลบออกวงนอก นอกลำแขนของคู่ปรปักษ์ ทำให้หมัดตรงของผู้ชกเลยหน้าไป

ก. ฝ่ายรุกชกด้วยหมัดตรงซ้าย พร้อมกับตัวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า หมายชกบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบไปทางกึ่งขวา 1 ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไปทางขวาประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อย ศีรษะ และตัวหลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ทันใดใช้มือขวาจับกำคว่ำที่แขนท่อนบน ของฝ่ายรุก มือซ้าย จับ กำ หงาย ที่ข้อมือของฝ่ายรุก ( ท่าคล้ายจับหักแขน )

 

กล 2 ปักษาแหวกรัง ( รับวงใน )

ก. ฝ่ายรุกชกใบหน้าฝ่ายรับด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าสืบไปข้างหน้า เฉียงไปทางกึ่งซ้ายเล็กน้อยภายในแขนซ้ายของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าซ้าย ทันใดให้งอแขนทั้ง 2 ขึ้น ปะทะแขนท่อนบน และท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว หมัดของ ฝ่ายรับทั้งคู่ ชิดกัน ( คล้ายท่าพนมมือ ) ศอกกางประมาณ ๑ คืบ ศีรษะ และใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอย ชำเลืองดูหมัดขวา ของฝ่ายรุก

 

กล 3 ชวาซัดหอก ( ศอกวงนอก )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดตรงซ้ายยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไปทางกึ่งขวา ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา ทันใดรีบงอแขนซ้าย ใช้ศอกกระแทก ชายโครงใต้แขนซ้ายของฝ่ายรุก

 

กล 4 อิเหนาแทงกฤช ( ศอกวงใน )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าซ้าย งอศอกขวา ขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก ตอบด้วยแขนซ้าย

 

กล 5 ยกเขาพระสุเมรุ ( ต่อยตั้งหมัดต่ำก้มตัว 45 องศา )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำเข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวา ขาซ้ายตึง ย่อตัวต่ำเอนไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนขาขวา ทันใดนั้น ให้ยืดเท้าขวายกตัวเป็นแหนบ พร้อมกับพุ่งหมัดชกขวาเสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคาง ของฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง

 

กล 6 ตาเถรค้ำฟัก ( ต่อยคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าของฝ่ายรุก ทางกึ่งขวาของวงหมัดภายในของฝ่ายรุกที่ชกมา งอเข่าซ้าย เล็กน้อยใช้หมัดซ้าย ชกใต้คางของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนยวาที่งอป้องหมัดซ้ายฝ่ายรุกที่ชกมาให้พ้นตัว

 

กล 7 มอญยันหลัก ( รับต่อยด้วยถีบ )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ ผลักตัวเอนไปทางขวา เอนตัวหนีฝ่ายรุกประมาณ 45 องศา ยืนบนเท้าขวา แขนทั้ง 2 งออยู่ตรงหน้า เหลียวดู ฝ่ายรุก ทันใดนั้น ยกเท้าซ้ายถีบที่ยอดอก หรือท้องน้อยของฝ่ายรุกให้กระเด็นห่างออกไป

 

กล 8 ปักลูกทอย ( รับเตะด้วยศอก )

     ใช้รับการเตะกราดของคู่ต่อสู้ โดยใช้ศอกรับสลับกัน

ก. ฝ่ายรุก ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ จากขวาไปซ้าย โน้มตัว เล็กน้อย งอแขนทั้ง 2 ป้องกันตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัวไปทางซ้าย พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายฉากไปข้างหลัง ใช้แขนขวางอศอกขึ้นรับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกันอยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกันพลาดถูกใบหน้า

 

กล 9 จระเข้ฟาดหาง ( รับต่อยด้วยเตะ )

     แม่ไม้นี้ใช้ส้นเท้าฟาดไปทางด้านหลัง เมื่อคู่ต่อสู้พลาดแล้วถลันเสียหลัก จึง หมุนตัวเตะด้วยลูกเหวี่ยงส้นเท้า

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวากระโดดไปทางกึ่งขวา ให้พ้นหมัดฝ่ายรุก แขนงอกำบังตรงหน้าแล้วใช้เท้าซ้าย เป็นหลักหมุนตัว เตะด้วยส้นเท้าขวาบริเวณท้องหรือคอ

 

กล 10 หักงวงไอยรา ( ถองโคนขา )

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังชายโครงของฝ่ายรับ งอแขนทั้ง 2 บังอยู่ตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาเข้าหาฝ่ายรุกตรงหน้าเกือบประชิดตัว ข้างตัวไปทางซ้าย เข่าขวางอ เท้าซ้ายเหยียดตรง ทันใด เอามือซ้ายจับเท้าขวาของฝ่ายรุก ต้องพยายามยกขาฝ่ายรุกให้สูง กันฝ่ายรุกใช้ศอกถองศีรษะ

 

กล 11 นาคาบิดหาง ( บิดขาจับตีเข่าที่น่อง )

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ แขนทั้ง 2 งออยู่ตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัวไปทางซ้าย ยืนบนเท้าซ้าย มือซ้ายจับส้นเท้าของฝ่ายรุก มือขวาจับที่ปลายเท้าบิดออกนอกตัว ทันใดนั้น รีบยกเข่าขวาตีที่น่องของฝ่ายรุก

 

กล 12 วิรุณหกกลับ ( รับเตะด้วยถีบ )

     แม่ไม้นี้ ใช้รับการเตะโดยใช้ส้นเท้า กระแทกที่บริเวณโคนขา

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าซ้ายเตะกลาง ลำตัวบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ รีบยกเท้าซ้ายถีบไปที่ บริเวณโคนขาซ้ายของฝ่ายรุกพร้อมยกแขน ทั้งสองกันด้านหน้า การถีบนั้นต้องถีบให้เร็ว และแรงถึงขนาด ฝ่ายรุกหมุนกลับเสียหลัก

 

กล 13 ดับชวาลา ( ปิดหมัดต่อยตอบ )

     แม่ไม้นี้ใช้แก้การชกด้วยหมัด ตรงโดยชกสวนที่ใบหน้า

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า แขนขวาคุมบริเวณ ปลายคาง

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ากึ่งขวาหลบอยู่นอกหมัดซ้ายของฝ่ายรุก เอี้ยวตัวไปทางขวา ปัด และกดแขนซ้าย ของฝ่ายรุกที่ชกมา ให้เอนไปทางซ้าย กดให้ต่ำลง ทันใดรีบใช้หมัดซ้ายต่อย บริเวณปากครึ่งจมูกครึ่ง หรือที่เบ้าตา ของฝ่ายรุก แล้วพุ่งตัวโดด ไปทางกึ่งขวา

 

กล 14 ขุนยักษ์จับลิง ( รับ - ต่อย - เตะ – ถอง )

     ไม้นี้เป็นไม้สำคัญมาก ใช้แก้ลำคู่ต่อสู้ที่ไวในการต่อย เตะ ถอง ติดพันกัน การปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 3 ตอน

ตอนที่ 1

ก. ฝ่ายรุก พุ่งหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายฝ่ายรุกให้พ้นจากตัว

ตอนที่ 2

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัว ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง ราวกึ่งซ้ายย่อตัวใช้ศอกขวาถองที่ขาขวาท่อนบนของฝ่ายรุก

ตอนที่ 3

ก. ฝ่ายรุก งอแขนขวาโน้มตัวถองชกศีรษะของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ รีบยืดตัว งอแขน ให้แขนท่อนบนปะทะแขนท่อนล่างของฝ่ายรุก แล้วรีบผลักตัว ก้าวเท้าขวาไปทางหลัง ประมาณกึ่งขวา

 

กล 15 หักคอเอราวัณ ( โน้มคอตีเข่า )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมอยู่บริเวณคาง

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าซ้ายสืบไปตรงหน้าฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกแขนขวาสอดปัดแขนซ้ายของฝ่ายรุก แล้วโดด เข้าเหวี่ยงคอฝ่ายรุก โน้มลงมาโดยแรง แล้วตีด้วยเข่าบริเวณใบหน้า

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

กระโดดเชือก สำหรับ นัก มวยไทย

กระโดดเชือก สำหรับ นัก มวยไทย

เพื่อน ๆ รู้กันไหมคะว่า นอกจากจะต้องมี หมัด ที่แข็งแรงแล้ว นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) มืออาชีพ ยังต้องมี ขา และ ปอด ที่แข็งแรงด้วย แล้ว นักชกเหล่านี้ เสริมความแข็งแรง ด้วย การกระโดดเชือก นั่นเอง มาดูกันดีกว่าค่ะว่า มันดีจริงไหม

 

เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) เป็นอุปกรณ์ การออกกำลังกาย ที่หาซื้อง่าย ใช้สะดวก และ ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) นั้นต้องเลือก ให้เหมาะกับตัวเองด้วย มาดูกันค่ะ กับวิธีการเลือกซื้อ และ ใช้งาน เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) กันค่ะ

 

 

เลือก เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) จากความยาว และ ส่วนสูงของเรา

ซื้อของทั้งที ก็ต้องเผื่อไว้ ยาว ๆ เวลาที่ตรงดิ่ง ไปร้านขายอุปกรณ์กีฬา ให้หยิบ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ที่ยาว ๆ ไว้ก่อน เพราะเราสามารถ ปรับให้สั้นลงได้ แค่มัดปมเชือกไว้ใกล้ ๆ ด้ามจับ จนได้เชือกขนาดที่พอดี กับส่วนสูงของเรา

 

เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ยาว เท่าไหร่ถึงจะดี

เคล็ดลับ ข้อที่สอง คือ ความยาวของ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ที่เหมาะสม เพื่อให้กระโดดได้ง่าย ไม่สะดุดบ่อย คือ ให้เหยียบกึ่งกลางเชือก แล้วดึงปลาย เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ทั้งสองขึ้นมา ความสูงของด้ามจับ ต้องสูงเสมอรักแร้ จะเป็นความยาว ที่พอดี กับส่วนสูงของเรา

 

เลือก ประเภท เชือกกระโดด ( Skipping Rope )

หากคุณเป็นมือใหม่ และ ไม่ใช่นักมวย ที่ชินกับการ กระโดดเชือก แล้วล่ะก็ อย่าริอาจใช้ เชือกแบบ สายยางรดน้ำ เส้นใหญ่ ๆ แบบที่นักมวยชอบใช้ เพราะเชือกจะหนักมาก จนทำให้ปวดข้อมือ แขน และ ไหล่ เวลาที่แกว่งแขน ถ้าหากคุณเป็นผู้เริ่มต้น หรือ แค่อยากออกกำลังกาย เฉย ๆ แบบไม่หนักมาก ให้เลือก เชือกเส้นพลาสติก หรือ speed rope แทน และ ควรหลีกเลี่ยง เชือกแบบผ้าถัก เส้นหนา ๆ เพราะมีน้ำหนักเบา ทำให้แกว่งได้ยาก เชือกจึงไม่ค่อยหมุน ค่ะ

 

 

 

พอเราได้ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ที่ถูกต้องแล้ว เราออกไปกระโดดกันดีกว่า

1. มือทั้งสอง อยู่ที่ระดับสะโพก หมุน เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ด้วยปลายแขน และ ข้อมือ ทั้งสองข้าง

2. ความสูง ในการกระโดด ที่เหมาะสม คือ สูงประมาณ 1 นิ้ว จากพื้นเท่านั้น หรือ เพียงให้ เชือกลอดผ่านได้ โดยให้หัวเข่า งอน้อยที่สุด

3. สำหรับผู้เริ่มต้น ควรกระโดด เพียงครั้งละ 5 - 15 นาที และ หากรู้สึก เหนื่อย หอบ หลังจาก กระโดด ได้เพียง 1 - 2 นาที ให้ พักโดยการวิ่งอยู่กับที่เบา ๆ เมื่อพร้อมแล้ว จึงกระโดดต่อ

4. เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ควรกระโดด สัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง ครั้งละ 15 - 30 นาที หรือ อาจเพิ่มจํานวน ตามความเหมาะสม ขอให้สนุกกับการ ออกกำลังกาย กันนะคะ

 

ข้อควรระวัง ในการกระโดดเชือก

สำหรับผู้ที่มีปัญหา เรื่องน้ำหนัก ตัวที่มากเกินไป หรือ มีปัญหา บาดเจ็บที่ เข่า ข้อเท้า หรือ ข้อต่อต่าง ๆ ไม่ควรออกกำลังกาย ด้วยการกระโดกเชือก เพราะอาจทำให้ อาการบาดเจ็บ รุนแรงขึ้นได้ ทางที่ดี ควรลอง ปรึกษาแพทย์ ก่อนที่จะ ออกกำลังกาย และ ที่สำคัญการ กระโดดเชือก นั้น ต้องมีเรื่องของ รองเท้า ที่ดีค่อย ซัพ ข้อเท้า หรือ น้ำหนักตัว ของเราด้วย รองเท้าที่ดี ต้องเป็นแบบไหน

 

1. กระชับ ใส่แล้วรู้สึกดี ทั้งเวลา วิ่ง และ กระโดด

2. มีซัพที่รู้สึกว่า กระโดดได้ ไม่เจ็บ หลังจากที่ กระโดด นั่นเอง

3. ส้นรองเท้า ต้องไม่หนาเกินไป เพราะอาจจะทำ ให้เจ็บได้

4. ปลายเท้า ต้องกระชับ สามารถใส่ให้ หลวมกว่านิดหน่อยได้ ตามที่ชอบ แต่อย่าหลวม จนเยอะเกินไป

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ การ กระโดดเชือก เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ ใช่ไหมล่ะคะ เป็นการ ออกกำลังกาย ที่จะอยู่ที่ไหนก็ออกได้ ทั้ง ในบ้าน ในห้อง ดาดฟ้า หรือ จะไปออกที่ สวนสาธารณะ ใกล้บ้านก็ได้นะคะ

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

 

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

มวย เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ต้องมีทักษะการต่อสู้ โดยใช้ทุกส่วนของ ร่างกาย แต่มวยที่เรารู้จักกันนั้น มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ มวยไทย และ มวยสากล เป็นกีฬามวยเหมือนกัน แต่จะมีความต่างกันอย่างไรบ้าง

 

     หลายคนคงมีความสงสัยว่า มวยไทย และ มวยสากล ที่รู้จักกันในบ้านเรานั้น มีการเล่น หรือกฎกติกาที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้เราเลยมาเทียบความแตกต่างกันให้ดูเลยค่ะ

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ( Martial Art ) และเป็นกีฬา ( Sport ) ประจำชาติ เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงในยุคปัจจุบัน เมื่อสมัยก่อนมีการฝึกฝน การต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพื่อรบกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการรบระยะประชิดตัว คนไทยจึงได้ฝึกหัดการ เตะ ถีบคู่ต่อสู้ เพื่อให้เกิดการได้เปรียบ

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่สามารถใช้ได้ทุกส่วนของอวัยวะของร่างกาย ในการ ต่อสู้ ด้วยมือเปล่า จนได้รับการยอมรับว่าเป็น การต่อสู้ ที่ผสมผสานของศาสตร์ และศิลป์ได้อย่างสวยงาม ในปัจจุบันได้รับการยอมรับไปทั่วโลก มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นทั้งศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตนเอง ( Self defense ) และเป็นกีฬาสมัครเล่นหรืออาชีพ ( Amateur or professional )

 

          กติกาการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถใช้ได้ทุกส่วนของอวัยวะของร่างกาย และถือว่าอันตรายมาก ๆ ในปัจจุบัน นักมวยต้องสวมนวมขนาด 4 ออนซ์ สวมกางเกงขาสั้นสวมกระจับ สวมปลอกรัดเท้าหรือไม่ก็ได้ มวยไทยจะชกด้วยกันทั้งหมด 5 ยก โดยจะขึ้นชก 3 นาที พัก 2 นาที การแข่งขันมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คน กรรมการในการให้คะแนนข้างเวทีอีก 2 คน ให้คะแนนยกละ 10 คะแนน การแข่งจะแบ่งเป็นรุ่นตามน้ำหนัก

 

          การให้คะแนน

- ฝ่ายใดใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก ถูกต้องตามกติกา กระทำคู่ต่อสู้ได้หนักหน่วง บอบช้ำ และรุกมากกว่าเป็นผู้ชนะ

- นักมวย ฝ่ายใด มีชั้นเชิงมวยไทย ในการ รุก รับ หลบ ตอบโต้ ได้ดีกว่าเป็นผู้ชนะ

 

          การฟาวล์

- หากผู้เล่นทำฟาวล์ ( foul ) ต้องตัดคะแนนตามที่ผู้ชี้ขาดสั่งให้ตัดคะแนน

- ถ้าผู้ตัดสินเห็นการฟาล์วอย่างชัดเจน แต่ผู้ชี้ขาดไม่เห็น ผู้ตัดสินสามารถตัดคะแนนตามความเหมาะ พร้อมระว่าทำฟาวล์ด้วยเหตุผลใด

 

     มวยสากล ( Boxing ) หรือที่เรียกในยุคแรกว่า "มวยฝรั่ง" เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณ สู้กันด้วยหมัดทั้ง 2 ข้าง โดยเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของทหารในสนามรบ และกลายเป็นเกมกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิกยุคโบราณ ไม่จำกัดน้ำหนัก ไม่สวมที่ป้องกันตัว ใช้เพียงหมด ไม่มีกฎกติกามากนัก แต่นักมวยต้องถอดเสื้อผ้าออกให้หมดทั้งตัว ในปี 2236 เจมส์ ฟิกซ์ ( James Figg ) ผู้ชนะการแข่งขัน จนได้รับให้เป็น ” บิดาแห่งมวยสากล ” ได้กำหนดกฎกติกาขึ้นมา จนมีคนอื่น ๆ ที่ชนะการแข่งขัน แล้วสร้างนวมตามมา และได้พัฒนามาเป็นเกมกีฬาที่กติกาในปัจจุบัน

 

          กติกาการแข่งขัน มวยสากล ( Boxing )

- จำนวนยกในการแข่งขัน การขึ้นชกจะแบ่งเป็น 12 ยก เวลา 3 นาที หยุดพักระหว่างยก 1 นาที สู้จนครบ 12 ยก แล้วจะรวมคะแนนว่าใครชนะ

-  กรรมการ การแข่งขัน มีกรรมการให้คะแนนชี้ขาด 3 คน กรณีกรรมการ 3 คนให้ชนะ 1 เสมอ 2 จะดูผลคะแนนกรรมการที่ให้เสมอ 2 ยกหลังเท่านั้น ( บางหนกรรมการห้ามบนเวทีก็มีสิทธิ์ให้คะแนนด้วย )

- การตัดสิน สามารถน็อคเอาท์ ( Knockout ) คู่ต่อสู้ได้ เมื่อทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงกับพื้นเวที หรือยืนพับหมดสติอยู่กับเชือก ไม่สามารถที่จะชกต่อ หรือป้องกันตัวได้อีกภายใน ๑๐ วินาที ระหว่างที่กรรมการนับ จะถือว่าชนะทันที

- การให้คะแนน ยกหนึ่งมี 10 คะแนน เมื่อหมดเวลา 1 ยก กรรมการจะให้คะแนน ผู้ที่ชกดีกว่า 10 คะแนน และให้คะแนนผู้เสียเปรียบลดน้อยลงไปตามลำดับความเสียเปรียบในยกนั้น ถ้าชกพอกันจะให้ 10 คะแนนเท่ากัน

- ฟาวล์ ( foul ) หากกรรมการเตือนนักชกคนใดว่าทำฟาวล์ จะถูกหักคะแนน 1 คะแนน โดยจะให้สัญญาณมือแก่กรรมที่ให้คะแนน

 

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว แตกต่างจาก มวยสากล ( Boxing ) ที่นอกจากจะใช้หมัดชกคู่ต่อสู้แล้ว ยังใช้เท้า และศอกต่อสู้ได้ แต่ มวยสากล ( Boxing ) จะใช้ได้แค่หมัดอย่างเดียว และจำนวนยกที่ต่างกัน มวยไทย ( Muay Thai ) จะชก 5 ยก มวยสากล ( Boxing ) จะชก 12 ยก แต่ถึงจะมีความต่างกันอย่างไร มวยทั้ง 2 ชนิด ก็ยังเป็นกีฬาที่ช่วยฝึกฝนความอดทน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

รำมวย หรือการไหว้ครู เป็นสิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดีว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรก่อนขึ้นชก ซึ่งการ รำมวย มีประวัติมาอย่างยาวนานคู่กับการชก มวยไทย เรามาดูกันค่ะว่าที่มานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

 

          การไหว้ครู คืออะไร ?

     พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการ ฝากตัวเองเป็นศิษย์ อยู่ในโอวาทย์ ของครูบาอาจารย์ แสดงถึงความ นอบน้อม ถ่อมตน ยอมรับเพื่อ ที่จะเรียนรู้ ความกล้าหาญ และการเตรียมพร้อม ในการที่จะฝึกฝนไปในขั้นต่อ ๆ ไป นักมวยจะต้องมีครู ต้องเคารพ และเทิดทูนครู เพราะว่าการที่ครู ยินยอมที่จะรับผู้ใด เป็นศิษย์นั้น ในอดีตกาลนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะในสมัยนั้นครู ที่เป็นมวย มีฝีมือไม่ได้มีอยู่มากมาย และในการสอน ไม่ได้คิดค่าบริการสอน แต่หากใครที่ต้องการ จะเรียนจะต้องฝาก เนื้อฝากตัว กับครู คอยปรนนิบัติอยู่ เป็นเวลานาน จนกว่าจะได้รับ การถ่ายทอด วิชาจนครบถ้วน เพราะสาเหตุนี้ทำให้ ครูมวย กับศิษย์ ในสมัยก่อนนั้น จึงมีความสนิทใจ รักใคร่กลมเกลียวกัน ราวกับพ่อกับลูก

     การไหว้ครู ก่อนที่จะมีการ แข่งขันมวยไทย เป็นข้อแตกต่าง จากกีฬาอื่น ๆ โดยเฉพาะ คิกบ็อกซิง ( kick boxing ) ที่ได้มีการลอกเลียนแบบ การชกมวยของไทย แทบจะเหมือนกันทุกอย่างเพียงแต่ ไม่ให้ใช้ศอก ในการชกบนสนาม และไม่มีการไหว้ครูก่อนเริ่ม ดังนั้น ในการรำไหว้ครู จึงถือเป็นจุดเด่น และเอกลักษณ์ของ กีฬามวยไทย อย่างแท้จริง

     ยศ เรืองสา ได้กล่าวถึง ข้อควรปฏิบัติ ของผู้ฝึกมวย ในหนังสือ ตำรามวยไทย ตำรับพระเจ้าเสือว่า นักมวยมีข้อพึงปฏิบัติดังนี้

 ๑) จงทำตนเป็นประโยชน์ ต่อสาธารณชน

๒) จงสุภาพ ต่อคนทั่วไป

๓) จงเป็นผู้มีสันติธรรม ไม่พาลเกเร

๔) จงเป็นผู้ซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง และผู้อื่น

๕) ต้องเป็นผู้มีมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อต่อทุกสิ่ง

๖) จงเป็นผู้เสียสละต่อหมู่ชน เมื่อประเทศชาติต้องการ

๗) จงสร้างแก่นแท้ของจิตใจ ให้แกร่งกร้าว เยี่ยงเหล็กเพชร

๘) จงเป็นผู้เห็นธรรม ในหลักพระพุทธศาสนา และมีศีลธรรมประจำใจ

๙) ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา รักชื่อเสียง และค่ายคณะของตน

๑๐) ต้องออกกำลังกาย อยู่เสมอเป็นประจำ

๑๑) ต้องไม่เอาเปรียบคู่ต่อสู้ ในทางผิดกติกา และศีลธรรม

๑๒) ต้องเคารพกฎหมาย ของบ้านเมือง

 

     นอกเหนือจากการขึ้นครู ก็จะมีการครอบครู นั้นหมายถึง การที่ศิษย์ได้ศึกษา ศิลปะ มวยไทย จนหมดสิ้นแล้ว  และสามารถถ่ายทอด วิชาให้แก่ผู้อื่นได้ ก็จะทำพิธีครอบครูให้

 

          ประโยชน์จาก การร่าย รำมวย ไหว้ครู

     การ รำมวย ไหว้ครู สื่อความหมาย ให้เห็นคุณค่า ด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของไทย มีคุณประโยชน์มากมาย ทางด้านจิตใจ ของนักมวย และผู้ชมมวย ดังนี้

 ๑) ปลูกฝังนิสัยให้เป็นมวย คือ รู้จักรัก เคารพครูอาจารย์ บิดามารดา ผู้ให้กำเนิดมวยไทย

๒) ปลูกฝังจิตสำนึก ให้ตระหนักในคุณค่า ของศิลปะมวยไทย เกิดความรัก และหวงแหน ที่จะอนุรักษ์ให้คงไว้สืบไป

๓) เป็นกิจกรรม เผยแพร่เอกลักษณ์ และศิลปวัฒนธรรม ประจำชาติได้อย่าง สง่างาม สมศักดิ์ศรี

 

     โดยหัวใจหลัก ๆ ของการร่าย รำมวย ไหว้ครู คือ การระลึกถึง พระคุณของบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชา และระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปกป้อง คุ้มครอง รักษา ให้รอดพ้นจาก ภัยอันตราย ส่วนการร่ายรำ ถือเป็นการแสดง ถึงความฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้ และเป็นการ อบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย ไปด้วยในตัว รวมทั้งได้ดู ชั้นเชิงคู่ต่อสู้ ดูสถานที่ในการหลบหลีก ขณะเข้าโรมรันพันตู กับคู่ต่อสู้ อีกด้วย

 

          การ รำมวย ไหว้ครู

 - ท่ายืน ไหว้ทิศขวา

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องขวา ไหว้ทิศเบื้องขวา ร่ายรำท่านกยูงรำแพน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

- ท่ายืน ไหว้ทิศซ้าย

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องซ้าย ไหว้ทิศเบื้องซ้าย ร่ายรำท่าหงส์เหิน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

- ท่ายืน ไหว้ด้านหน้า - หลัง

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทางขวา จนไปถึงด้านหลัง ไหว้ทิศเบื้องหลัง พยักหน้า ๓ ครั้ง ทำท่าดูดัสกร ร่ายรำท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง หมุนไปทางขวา ก้าวเท้าชิด ไหว้ทิศเบื้องหน้า

 

     ในการไหว้ครูนั้น นับเป็นศิลปะ แม่ไม้ มวยไทย ที่มีความงดงาม และเอกลักษณ์ของไทย และขาดไม่ได้เลย นั่นคือการแสดง ความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ในปัจจุบันอาจจะ หาดูได้ไม่ยากในทีวี ไม่ว่าจะเป็นช่องมวยไทย 7 สี แต่หากเป็นการแสดง และการสืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ อาจจะหาดูได้น้อยแล้ว กลับกันที่ชาวต่างชาติ กลับให้ความสำคัญ กับ มวยไทย ของเราอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ มีการออกอาวุธที่คม สวยงาม ยังถือเป็นการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ ให้ดูดี และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ศิลปวัฒนธรรม ของไทยอย่าง มวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และทั่วโลก ต่างให้การยอมรับ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

กระจับนักมวย อุปกรณ์ช่วยเซฟจุดสำคัญ

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

กระจับนักมวย อุปกรณ์ช่วยเซฟจุดสำคัญ

กระจับนักมวย อุปกรณ์ช่วยเซฟจุดสำคัญ

กระจับ หรือ กระจับนักมวย เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญสำหรับการชกมวย ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกถึง กระจับนักมวย กันว่ามีความสำคัญอย่างไรบ้าง

 

กระจับ คืออะไร

 

กระจับ ( Groin guard ) เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างหนึ่งในกีฬาชกมวย รวมถึงการต่อสู้ชนิดอื่น กระจับที่นักมวยต้องสวมใส่ เพื่อให้เกิดความกระชับและป้องกันแรงกระแทกที่จะเกิดบริเวณอวัยวะเพศ เนื่องจากการชกต่อยมวย อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณท้องน้อยและช่วงขาหนีบได้ง่าย

 

กระจับในสมัยก่อน

 

ในอดีต กระจับนักมวย มีลักษณะเป็นแค่ถ้วยกระเปาะ (cup) ทำจากโลหะขนาดพอเหมาะ สำหรับปกปิดด้านหน้าของอวัยวะเพศชายและถุงอัณฑะเท่านั้น และใช้เชือกผูกร้อยให้แน่นกับเอวและง่ามขา ดยนักมวยจะผูกกระจับไว้นอกกางเกงชั้นในก่อนจะสวมกางเกงมวยอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่กระจับในการแข่งขันสากลแทนที่จะร้อยเชือกแบบเดิมก็มีการนำเอากระเปาะ(cup) ดังกล่าวไปสวมเข้ากับกางเกงสปอตเตอร์ (supporter) ทำให้สวมใส่ได้ง่ายและกระชับขึ้น

 

กระจับในสมัยปัจจุบัน

 

ใน ปัจจุบัน กระจับนักมวย นั้น ได้ถูกออกแบบให้เหมาะสมสำหรับ นักมวย หรือนักกีฬา มากขึ้น โดยจะมีการผลิตออกมาหลายขนาด เพื่อรองรับกับความแตกต่างของสรีระร่างกาย และขนาดอวัยวะเพศของแต่ละคนให้มีความเหมาะสมและกระชับ โดยกระจับนักมวยของไทย ใส่ในกางเกงและกระจับแนบกับอวัยวะเพศ ทำให้ไม่เห็นกระจับขณะที่ต่อยมวย

 

สำหรับมวยสากล กระจับของนักมวย สวมใส่ไว้ภายนอกกางเกงของนักมวย หรือนักกีฬา โดยกระจับนักมวยแบบมวยสากล นอกจาก จะออกแบบเพื่อช่วยป้องกันการกระทบในบริเวณอวัยวะเพศแล้ว ยังครอบคลุมได้ทั่วทั้งบริเวณท้องน้อย ทำให้มีประสิทธิภาพในการ ป้องกันการบาดเจ็บ ได้เป็นอย่างดี

 

กระจับนักมวย สำหรับผู้หญิง

 

นักมวยหญิง หรือนักกีฬาผู้หญิง ก็จำเป็นต้องใช้ กระจับ เพื่อป้องกันอวัยวะของเพศหญิงเช่นกัน โดยกระจับนักมวยของเพศหญิง จะใส่ครอบอยู่ภายนอกกางเกงเหมือนกับกระจับแบบนักมวยสากล แต่มีขนาดที่เล็กกว่า นอกจากนี้ นักมวยหญิง ยังจำเป็นต้องสวมใส่ เกราะอก หรือกระจับบน เพื่อป้องกันการดบาเจ็บช่วงทรวงอกด้วย

 

การใช้กระจับในการแต่งกายของนักมวย

 

ตามกติการะบุการสวมใส่กระจับไว้ว่า ต้องสวมกระจับ ที่ทำขึ้นจากวัสดุแข็งแรงทนทาน และได้รับการรับรองจากสภามวยไทยโลก เมื่อถูกตีด้วยเข่า หรืออาวุธในการต่อสู้อย่างอื่นตรงบริเวณ อวัยวะเพศจะไม่ทำให้เกิดอันตราย การผูกกระจับต้องผูกปมไว้ด้านหลัง และต้องผูกด้วยเงื่อนตาย เก็บปลายเชือกส่วนที่เหลือให้เรียบร้อย

 

ความปลอดภัยจากการใช้กระจับ

 

อวัยวะเพศของทั้งเพศชาย และ เพศหญิงนั้น จะมีความเปราะบางต่อแรงกระแทก และ บริเวณนี้ยังมีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดมาเลี้ยงมาก ทำให้เกิดความเจ็บปวดได้อย่างรุนแรง จึงมีความจำเป็น ที่เรานั้นจะ ต้องหาอุปกรณ์ที่เป็นเกราะป้องกัน มาใช้ในกีฬาที่ต้องปะทะ ร่างกาย กัน และไม่ใช่แค่ มวยไทยหรือมวยสากล ที่ต้องใช้กระจับ ยังมีกีฬา อีกหลายประเภท ที่ต้องใช้ อุปกรณ์ป้องกัน อวัยวะเพศ อีกหลายกีฬา นั้นเอง

 

กระจับนักมวย เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับนักมวย ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากการกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้จากการชกมวย ทุกครั้งในการชกมวย นักมวยจึงต้องใส่กระจับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตนเอง

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย

เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย

สวัสดีค่ะปัจจุบันการรักษาสุขภาพ ด้วยการ ชก มวยไทย เป็น เทรนด์ ออกกำลังกาย กำลังมาแรงเลยใช่ไหมคะ วันนี้เราจึงมาแนะนำ เมนูอาหารอะไรบ้าง ที่ทานแล้วช่วยเผาผลาญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกับ เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย ค่ะ

 

เมนู ที่ยิ่งกินยิ่งช่วยเผาผลาญ !

 

1. กรีกโยเกิร์ต ( Greek Yogurt )

กรีกโยเกิร์ต ( Greek Yogurt ) เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง และมีโพรไบโอติกส์ ที่ดีต่อระบบขับถ่ายค่ะ เหมาะมาก ๆ สำหรับทานเป็นของว่าง ก่อนหรือหลัง การออกกำลังกาย จะทานตอนเช้าหรือก่อนนอน ก็ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้ดี !

 

2. ชาเขียว ( Green Tea )

นักวิจัยเค้าพิสูจน์มาแล้วค่ะ ว่าคนออกกำลังกายที่ดื่มชาเขียว ( Green Tea ) 4 แก้วต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน จะมีไขมันรอบเอวน้อยกว่า คนที่ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนชนิดอื่น อยากผอมไปหาชาเขียว ( Green Tea ) มาดื่ม ๆ ด่วน ๆ แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นชาเขียว ( Green Tea ) รสธรรมชาติไม่เติมนม หรือน้ำตาลนะคะ

 

3. บลูเบอร์รี่ ( Blueberry )

บลูเบอร์รี่ ( Blueberry ) เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี และรสชาติยังดีอีกด้วย จะเอาไปทำสมูธตี้ ( Smoothies ) หรือเติมในสลัดผลไม้ ก็อร่อยเข้ากันดีนะ

 

4. เห็ด ( Mushroom )

เห็ด ( Mushroom ) ทั้งหลายมีวิตามิน ดี ( Vitamin D ) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการลดไขมัน ในร่างกายของผู้หญิง วัยหมดประจำเดือน จะทำเมนูไหน อย่าลืมใส่เห็ด ( Mushroom ) ลงไปด้วยนะคะสาว ๆ

 

5. ขนมปังข้าวกล้องงอก ( Brown Rice Bread )

เป็นขนมปัง ที่ผสมข้าวสาลีงอกแบบเต็มเมล็ด อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวกล้องงอกบ้านเราค่ะ ซึ่งมีข้อดีคือเอนไซม์ ที่ผลิตขึ้นระหว่างงอกนั้น จะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น ช่วยในการขับถ่าย และมีสารอาหารเพียบ นำมาทำเป็นเมนู แซนด์วิชกินมื้อเช้า ก็อิ่มท้อง แถมอร่อยด้วยนะ !

 

6. มะนาว / เลม่อน ( Lime / Lemon )

มะนาว / เลม่อน ( Lime / Lemon ) มีวิตามิน ซี ( Vitamin C ) สูง ช่วยเติมน้ำให้เซลล์ในร่างกาย ลดอาการบวม และยังป้องกันภาวะ ร่างกายเผาผลาญลดลง ( Metabolism Plateaus ) ได้อีกด้วย และยิ่งดื่มน้ำเปล่า ผสมมะนาว / เลม่อน ( Lime / Lemon ) เป็นอย่างแรกในตอนเช้าทุก ๆ วัน ก็จะเป็นการช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ ( Detox Colon ) ในอีกทางหนึ่งด้วย

 

7. อโวคาโด ( Avocado )

เจ้าอโวคาโด ( Avocado ) ลูกสีเขียวเนื้อเนียนนี้ เป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดดี ที่ช่วยลดไขมันรอบเอวได้ จะนำมาทำเป็นดิฟ Guacamole สลัด หรือสมูธตี้ ( Smoothies ) ก็เข้ากันดีอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

 

8. ผักเคล และผักบรอคโคลี่ ( Kale and Broccoli )

มีสาร indole - 3 - carbinol ซึ่งจะช่วยต้าน ซีโนเอสโตรเจน ( Xenoestrogens ) ซึ่งเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ที่เลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจน ( Estrogen Hormone ) ในร่างกาย และทำให้เกิดไขมันรอบเอว รวมถึงก่อมะเร็งด้วย การทานผักเคล และบรอคโคลี่ ( Kale and Broccoli ) จึงมีส่วนช่วยลดไขมันรอบเอว และลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ได้อีกทางค่ะ

 

9. ไก่ และไก่งวง ( Chicken and Turkey )

ผลวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ได้รับแคลอรี่ 30% จากอาหารประเภทโปรตีน จะมีน้ำหนักน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับแคลอรี่ จากโปรตีนน้อยกว่า 30% ถ้าจะให้ดีควรจะเลือกซื้อ ไก่ที่เลี้ยงแบบออร์แกนิก และปราศจากฮอร์โมนเร่งโตค่ะ

 

10. มะเขือเทศ และกระเทียม ( Tomatoe and Garlic )

เมนูไหนมีทั้งสองอย่างนี้ บอกเลยว่าดีงามค่ะ เพราะมะเขือเทศ ( Tomatoe ) มีวิตามิน ซี ( Vitamin C ) สูง ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล ( Cortisol Hormone ) ได้ดี ในขณะที่กระเทียม ( Garlic ) จะกระตุ้นการเผาผลาญ และปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดได้ค่ะ เรียกว่า ช่วยเผาผลาญคูณสองเลย !

 

11. แซลมอน ( Salmon )

ใครชอบกินแซลมอน ( Salmon ) บอกเลยว่าแฮปปี้ค่าเพราะมันเต็มไปด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 ( Omega 3 ) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ดีต่อร่างกาย และช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อมาเผาผลาญไขมันชนิดเลวอีกต่อหนึ่งค่ะ แต่ยังไงก็กินอย่างพอประมาณ นะคะสาว ๆ ไม่อย่างนั้นก็อ้วนได้เหมือนกัน !

 

12. แอปเปิล ( Apple )

แอปเปิล ( Apple ) เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยละลายน้ำได้ ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาล ในเลือดคงที่ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ง่าย ทำให้ลดอาการโหย ทำให้เราอยากกินจุบจิบน้อยลง ที่สำคัญแอปเปิล ( Apple ) ยังแคลอรี่น้อยด้วยค่ะ จะกินเป็นมื้อดึก ก็สบายท้องแน่นอน

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

กระสอบทราย เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญของมวยไทย ที่ใช้ในการซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบแขวน และ แบบตั้งพื้น ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) คืออะไร ?

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) คือ อุปกรณ์การซ้อมมวยที่สามารถทำได้ทั้งต่อย เตะ และการฝึกท่าต่าง ๆ สำหรับมวยไทย และมวยสากล ถือว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อของผู้เล่น และยังช่วยเพิ่มศักยภาพ รวมถึงช่วยพัฒนา ความสามารถ ทั้งด้านการ เตะ ต่อย ให้แก่นักมวย ได้เป็นอย่างดี ซึ่งกระสอบทราย ก็มีด้วยกัน 2 รูปแบบ ดังนี้

 

1. กระสอบทราย แบบแขวน

เป็นกระสอบทรายที่นิยมใช้กันมาอย่างยาวนาน ข้อดี คือ มีราคาถูกกว่าแบบตั้งพื้น  แต่มีข้อเสีย คือ การติดตั้งกระสอบทราย  ซึ่งในการติดตั้งกระสอบทรายแบบแขวนนั้น มีข้อจำกัดในหลายเรื่อง ทั้งส่วนสูงในการติดตั้ง ที่ต้องติดตั้งอย่างน้อย 3 เมตร จึงไม่สามารถใช้ในพื้นที่ที่มีเพดานไม่สูงได้ หากมีพื้นที่ที่สามารถทำการติดตั้งได้ ก็จำเป็นต้องทำการเจาะเสา เจาะกำแพง หรือยึดเหล็กใหม่อีกด้วย ซึ่ง ทำให้เสียเวลาในการติดตั้งกระสอบทราย และมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเพิ่มเติมได้

 

นอกจากนี้ หากเรื่องซื้อ กระสอบทรายแบบแขวนในรูปแบบเก่า ก่อนที่จะทำการติดตั้งกระสอบทรายนั้น จะต้องทำการยัดทราย หรือเศษผ้าใส่ในตัวกระสอบก่อน  ถ้าเลือกเป็นทรายที่ยัดเข้าไป ก็จะทำเกิดปัญหาในเรื่องของน้ำหนัก และตะขอที่จะใช้แขวน เพราะต้องมีความแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ ถึงจะสามารถที่รองรับแรงและน้ำหนักได้ เท่านั้นยังไม่พอ กระสอบทรายแบบแขวน อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นมาจากการฝึกซ้อม เนื่องจากมีการใช้ทรายจริง ทำให้นักมวยต้องใส่นวมชกกับกระสอบทรายเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ หลายคนหัน มาปรับเปลี่ยนด้วยการใช้ผ้า ซึ่งมีน้ำหนักเบาและปลอดภัยกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ดีก็ต้องทำการยัดกระสอบก่อนแขวนอยู่ดี ซึ่งไม่ว่าจะยัดด้วยเศษผ้าหรือทราย เมื่อใช้งานกระสอบทรายไปซักระยะ ตัวกระสอบก็จะเกิดการยุบตัวอยู่ดี

 

2. กระสอบทราย แบบตั้งพื้น

กระสอบทรายรูปแบบนี้ เริ่มมีความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีขั้นตอนในการติดตั้งง่าย ประหยัดเวลา ไม่ต้องยัดของใส่กระสอบ เนื่องจากระสอบทรายตั้งพื้น ส่วนใหญ่จะทำการบุฟองน้ำและหุ้มมาให้เรียบร้อยแล้ว สามารถนำวางในพื้นที่ที่ต้องการใช้ซ้อมได้เลย แต่ควรเผื่อพื้นที่ไว้เล็กน้อยด้านละ 2 เมตร (กระสอบทรายแบบตั้งพื้น มีความสูงไม่เกิน 2 เมตร) และสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก

 

ข้อดีของกระสอบทราบแบบตั้งพื้น คือ สามารถเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งที่ตั้งได้ สามารถซื้อมาและใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นติดตั้งเพิ่มเติม และไม่ต้องยัดทรายหรือเศษผ้าเข้าไปในกระสอบ รวมถึงตัวบุฟองน้ำที่อยู่ภายในกระสอบทราย ทำให้สามารถฝึกซ้อมได้แบบมือเปล่า ไม่ต้องใส่นวมก็ยังได้ เพราะเนื้อในมีความนิ่มกว่ากระสอบทรายแบบแขวน นั่นเอง

 

สำหรับข้อเสียของ กระสอบทรายแบบตั้งพื้น ก็คือ มีราคาแพงกว่า กระสอบทรายแบบแขวน โดยอาจมีราคาต่างกันถึง 1,000 – 5,000 เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ กระสอบทรายแบบตั้งพื้น จะไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับแบบแขวน

 

จากการเปรียบเทียบกระสอบทรายทั้ง 2 รูปแบบนี้ จะเห็นได้ว่า โดยรวมกระสอบทรายแบบตั้งพื้น มีข้อดีในหลาย ๆ ด้านมากกว่ากระสอบทรายแบบแขวน สำหรับผู้ที่ต้องการเล่นหรือฝึกซ้อมมวยภายในบ้าน ก็แนะนำ กระสอบทรายในรูปแบบตั้งพื้นมากกว่า ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลด้วยว่าชอบกระสอบทรายแบบไหนมากกว่ากัน

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

เท้า นอกจากจะเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใช้ออกอาวุธสำหรับ มวยไทย แล้ว ยังมีความสำคัญในการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อรุกหรือถอยเข้าหาคู่ต่อสู้ โดยรูปแบบของ การเคลื่อนไหวของเท้าของมวยไทย มีดังนี้

 

1. การรุกเท้า / ถอยเท้าแบบธรรมดา

เป็นการใช้เท้าหลังช่วยส่งเท้าหน้า โดยให้เท้าหน้าเคลื่อนที่ไปก่อน แล้วก้าวเท้าหลังตามเท้าหน้า และใช้แรงส่งจากเท้าหลังในการก้าวรุกไปข้างหน้า โดยสามารถการรุกไปข้างหน้าสามารถใช้วิธีการสับเท้าหรือยกเท้าได้ ส่วนก็ถอยเท้าจะตรงข้ามกัน โดยให้ชักเท้าที่เป็นเท้าหลังออกไป อาศัยแรงส่งของเท้าหน้า วิธีการ คือ ให้ถอยเท้าหลังไปก่อนแล้วลากเท้าหน้าถอยตามไป การเคลื่อนไหวเท้าแบบธรรมดา จะมีการเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง นั่นเอง

 

2. การรุกเท้า / ถอยเท้า แบบสลับ

- การรุกเท้าสลับ : จากการตั้งท่า ( มือและเท้าซ้ายอยู่ข้างหน้า ส่วนมือและเท้าขวาอยู่ด้านหลัง ) ให้ก้าวเท้าขวาโดยยกเข้าขึ้น แล้วก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหน้า ส่วนมือขณะก้าวเท้าขวาให้แหวกมือขวาขึ้นไปอยู่ด้านหน้าบน และลดระดับมือซ้ายลง

 

- การถอยเท้าสลับ : จากการตั้งท่า เมื่อเท้าซ้ายอยู่ด้านหลัง วิธีการให้ชักเท้าซ้ายมาอยู่เป็นเท้าหลัง และให้เท้าขวาอยู่ข้างหน้า มือม้วนกลับอย่างท่ารุก คือ มือซ้ายม้วนลงล่าง มือขวาแตะจมูก ขึ้นไปในลักษณะเสยผม

 

การเคลื่อนไหวแบบสลับ หากให้อธิบายง่าย ๆ ก็คือ การสลับตำแหน่งในทิศทางที่ตรงข้ามจากการตั้งท่าเดิม โดยเท้าสลับตำแหน่งหน้าหลังกัน ส่วนมือสลับตำแหน่งล่างบน ระหว่างซ้ายกับขวา

 

3. การรุก / ถอยเท้าเป็นมุมฉาก

เป็นการเคลื่อนไหวเท้าเป็นมุมฉาก โดยการเป็นมุมทิศทางการเคลื่อนที่ของนักมวยฝ่ายรับทำทิศกับแนวแรงของฝ่ายรุกที่เคลื่อนไหว

- การรุกฉาก : การก้าวออกไปทางซ้ายมือหรือขวามือโดยการสืบหรือฉากออกไป ส่วนตำแหน่งเท้าอาจเปลี่ยนตำแหน่งของเท้าหน้าเป็นเท้าหลัง หรือเท้าหลังเป็นเท้าหน้า

- การถอยฉาก : เป็นการเคลื่อนเท้าแบบฉาก เพื่อเปลี่ยนทิศทางไม่ให้เป็นเป้าหมายของคู่ต่อสู้ในขณะรุก

 

4. การเคลื่อนไหวเป็นวงกลม

เป็นการเคลื่อนที่ โดยใช้การรุกและการถอยแบบการเคลื่อนที่ของแบบเท้าธรรมดา ในลักษณะเท้านำเท้าตาม ที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้า ด้านหลัง ไปทางซ้าย หรือไปทางขวา ซึ่งการเคลื่อนที่เป็นวงกลม ให้เคลื่อนที่ตามคู่ต่อสู้ไปเป็นวงกลม ถ้าจะรุกหรือถอยให้ใช้แบบการรุกและถอยแบบธรรมดา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาสของการเคลื่อนที่ด้วย

 

5. การก้าวย่าง

เป็นการเดินหรือสืบเท้า ใช้ในโอกาสทั้งรุกและถอย มีวิธีการ คือ ยกเข่าขึ้นสูง พร้อมยกแขนขึ้นเป็นแนว โดยยกเข้าขึ้นให้ติดกับศอกหรือเกือบติดศอก เข่าที่ยกนั้น อาจจะยกก่อนแล้วสืบเท้า เรียกว่า "การย่างไป" บางครั้งอาจจะสืบเท้าไปข้างหน้าก่อนค่อยเข่าขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการสอนของครูหรือความถนัดของแต่ละคน

 

6. การย่างสามขุม

เป็นการเดินจุดสามจุด โดยการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เป็นการฝึกการเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งเท้า วิธีการ คือ ให้กำหนดจุดสามจุดที่ใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้า เช่น เท่าซ้ายอยู่หน้าให้เปลี่ยนไปอยู่ด้านหลัง โดยเป็นการเปลี่ยนเหลี่ยมของร่างกาย นั่นเอง

 

7. การย่างสุขเกษม

เป็นการเคลื่อนที่ของเท้า โดยการก้าวเท้า ออกไปด้านนอกตัว พร้อมกับการยกตัวใช้มือ ปัดลงมาข้างล่าง ในขณะที่อีกมือหนึ่ง ยกขึ้นในระดับใบหน้า เพื่อป้องกันอาวุธ ส่วนมือที่ปัดลง มาใช้ปัดป้องกัน ในกรณีที่คู่ต่อสู้ถีบมาหาเรา ในการทำการย่างสุขเกษม จะต้องบิดสะโพกตามไปด้วย พร้อมกับปัดมือล่างให้ผ่านลำตัว ส่วนเท้าเคลื่อนที่ก้าวไปพร้อมกับการปัดมือผ่านลำตัว

 

นักมวยหรือผู้ที่ฝึกมวยไทย ควรฝึกการเคลื่อนที่ของเท้าในรูปแบบต่าง ๆ ให้มีความหลากหลาย จะมีทำให้มีข้อได้เปรียบในการเคลื่อนไหวเท้า เพื่อการรุกและถอยคู่ต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว และว่องไว

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นมีอาวุธมากมาย หลากหลาย นอกจาก หมัด ศอก แล้วยังมี เข่า และ เท้า อีกด้วย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ การ ออกกำลังกาย ช่วง เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) กันค่ะ

 

ออกกำลังกาย เรียวขา ด้วยการยกบาร์เบล ใน ท่าสควอช ( Squat )

นี้เป็นท่า ออกกำลังกาย ที่สามารถ เสริมสร้าง กล้ามเนื้อ บริเวณขา ได้ดี เราจะต้องแบก บาร์เบล ซึ่งน้ำหนักมากพอ ที่จะสามารถยกได้ 8-10 ครั้ง โดยไม่วางลง ใช้มือยก บาร์เบล ขึ้นเหนือไหล่ ไว้ แต่หากเพื่อน ๆ ไม่มี บาร์เบล หรือ ชอบใช้ดัมเบล จะใช้ ดัมเบล แทนก็ได้ค่ะ

 

ยืนขาเดียว และ ยืนด้วยปลายเท้า

ยืนห่างจากผนัง ให้ไกลพอ ที่จะใช้มือ ยันผนังได้ ยกขาข้างหนึ่งแล้วงอไว้ ใช้มือขวายันผนัง ยืนด้วยปลายเท้าซ้าย พยายามทำตัวให้ตรงไว้ งอขาข้างที่ใช้ยืนลง ราวกับว่า เราจะกระโดดสูง ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ 10 ครั้งหรือ 20 ครั้ง ถ้าเราแข็งแรงพอ อย่าลืมทำซ้ำ กับขาอีกข้างหนึ่ง เพิ่มจำนวนครั้ง ในการ ย่อ - ยก ตัวเมื่อเห็นว่า ขาแข็งแรงขึ้น

 

ฝึกยกเวท ที่มีน้ำหนักเบาก่อน

การ ออกกำลังกาย ผิดวิธี หรือ ทำอะไร เกินกำลังของตนเอง มากเกินไป อาจทำให้ เข่า ได้รับบาดเจ็บ กระดูกสันหลัง ถูกกด และ ทำให้หลัง ได้รับบาดเจ็บ ฝึกใช้เทคนิค ที่เหมาะสม กับการ ออกกำลังกาย ในแต่ละท่า ด้วยเวทน้ำหนักเบา ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนัก ของเวท เมื่อแน่ใจว่า ตนเองพร้อมแล้ว

 

การยกน้ำหนัก จะทำให้ ขาแข็งแรง มากกว่าการ คาร์ดิโอ ( Cardio )

การ ออกกำลังกาย แบบ คาร์ดิโอ ( Cardio ) จะทำให้เรา มีกล้ามเนื้อ ที่ไร้ไขมัน และ ยืด แทนที่จะมีกล้าม เป็นมัด ๆ อย่างไรก็ตาม เราต้องใช้เวลา วิ่งหลายชั่วโมง ถึงจะเทียบเท่า การยกน้ำหนัก เป็นประจำ และ การออกกำลังกาย แบบ คาร์ดิโอ ( Cardio ) อย่าง หนัก - ปานกลาง เป็นเวลา 150 นาที ทุกสัปดาห์ ทำให้เรามีสุขภาพดี และ ช่วยเรื่องของการ ควบคุมลมหายใจ มากกว่าค่ะ

 

ออกกำลังกาย อย่างหนัก

อย่าลืมกำหนด ระยะเวลา ในการ ออกกำลังกาย ด้วย เราไม่ควร ออกกำลังกาย เกิน 30 นาที และ ในช่วงเวลาที่ ออกกำลังกาย ก็ไม่ควรรู้สึก สบายเกินไป เหมือนไม่เสียแรง เราจะต้อง ออกกำลังกาย ให้หนักที่สุด เท่าที่จะทำได้ จนกระทั่ง เหนื่อยจริง ๆ เราจะได้ใช้ กล้ามเนื้อมาก ๆ จนเมื่อยล้า อย่างที่สุด และ ร่างกายจะ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้แข็งแรงขึ้น

 

ฝึกยก บาร์เบล ขึ้นอย่างรวดเร็ว

นักเพาะกาย จะฝึกยก บาร์เบล ขึ้น อย่างรวดเร็ว แต่การฝึกแบบนี้ อาจทำให้เรา ได้รับบาดเจ็บได้ ถ้าฝืนตนเอง มากเกินไป หรือ ใช้เทคนิคที่ผิด ถ้าสนใจอยากฝึก การยกบาร์เบล ที่เร็ว และ ทรงพลัง แนะนำให้มี ผู้เชี่ยวชาญ อยู่คอยแนะนำด้วยค่ะ

 

 

นัก มวยไทย ( Muay thai ) ต้องการความแข็งแรง ของช่วงบริเวณ ขา เป็นพิเศษ เพราะส่วนขา นอกจากจะต้อง ฟุ๊ตเวิร์ค อยู่ตลอดเวลา เพื่อหลอกล่อคู่ต่อสู้แล้ว ยังต้องใช้ เป็นอาวุธ โจมตีคู่ต่อสู้ และ อาจจะเป็นเครื่องป้องกัน ด้วยในบางโอกาส เพราะฉะนั้นการมีเรียวขาที่แข็งแรง พร้อมใช้งานทั้ง รุก - รับ นั้น สำคัญเป็นอย่างมากค่ะ

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ออกกำลังกาย ง่ายๆ สไตล์ มวยไทย

ออกกำลังกาย ง่ายๆ สไตล์ มวยไทย

การ ออกกำลังกาย ของหลาย ๆ คน แน่นอนว่าต้องมีเป้าหมายที่จะหุ่นฟิตเฟิร์ม และเอาเจ้าไขมันส่วนเกินที่ติดตามตัวอยู่ตลอดเวลาออกไปจากชีวิต เราจึงมาแนะนำการ ออกกำลังกาย ง่ายๆ สไตล มวยไทย มาฝากค่ะ

 

     เป้าหมายในการ ออกกำลังกาย มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราด้วย เพราะหากเราคิด 10 ลงมือทำ 1 แน่นอนมันเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ อย่ารอที่จะเริ่มทำอะไรให้กับตัวเอง วันนี้ทาง Jaroenthong GYM ได้นำเอาเทคนิคต่าง ๆ เบิร์นไขมัน กล้ามสวย ๆ โดยสามารถทำได้เองที่บ้านแถมประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกด้วย

 

  • Shoulder Presses

     ในการแข่งขันกีฬา มวยไทย นั้น หัวไหล่ที่แข็งแรงเป็นปัจจัยสำคัญในการชกเนื่องจากว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการใช้ปล่อยหมัดออกไป และยังช่วยเป็นการ์ดป้องกันจากการโจมตีของคู่ต่อสู้

     ดังนั้น ในท่า Shoulder Presses จะเป็นท่าเคล็ดลับในการสร้างกล้ามเนื้อของหัวไหล่อย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลักก็คือ ดัมเบล แต่ถ้าหากไม่มีจริง ๆ สามารถใช้ขวด จับให้มั่นคงจากนั้นดันพื้น และลง อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับท่าบริหารร่างกายส่วนบนอื่นก็จะทำให้คุณมีหัวไหล่ที่สวยงามราว และแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

 

  • Clap Press-Up

     อีกหนึ่งวิธี ออกกำลังกาย ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง และยังทำได้บ่อยครั้งตามใจต้องการอีกด้วย นั่นคือ Clap Press-Up โดยวิธีการก็แสนง่าย เพียงคุณใช้กำลังของมวลกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบนออกมาให้หนัก ท่านี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความเข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่มันยังช่วยมันยังช่วยปรับสัดส่วนของ Body Balance ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักมวยทุกคนด้วย

 

  • Plank

     เป็นหนึ่งในท่าที่ดูธรรมดา ๆ แต่ต้องบอกว่าหินมากกับการที่จะทำให้แกร่ง นับเป็นที่ทรมานที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วนเพื่อที่จะสามารถทำท่า Plank ให้แกร่ง และนาน อย่างไรก็ตามในการ ออกกำลังกาย ต้องออกอย่างเหมาะสม และคู่ไปกับท่า Crunches และ Sit Up จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ให้กลับร่างกาย และช่วยให้หมัดหนักขึ้นอีกด้วย

 

  • Skipping

     ในการชกมวยนอกจากการชกแล้วก็ยังคงอาศัยความเร็วเพื่อที่จะหลบหลีกหมัดของคู่ต่อสู้ที่ปล่อยออกมา ดังนั้น ความว่องไวของ Foot work การที่จะเพิ่มขีดความสามารถตรงจุดนี้สามารถทำได้โดยการเล่นท่า Skipping ใช้เพียงเชือก และที่โล่ง เท่านั้นคุณก็สามารถทำได้แล้ว Skipping ก็เป็นปัจจัยหลักของท่าฝึกฝนการเป็นมวยอาชีพที่ใช้ แถมยังเป็นทำที่ใช้รักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมออีกด้วย

 

  • Push Ups

     ในส่วนของท่านี้ ค่อนข้างที่จะยากสำหรับคนที่ไม่เคย หรือไม่ค่อยได้ออกกำลัง “Push Ups” น่าจะเป็นอุปสรรคในช่วงแรก เพียงแค่คุณตั้งใจ และพร้อมที่จะเปลี่ยนตัววเอง ท่าง่าย ๆ ท่านี้คง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อาจจะเริ่มจากทำที่ละน้อย ๆ ครั้ง แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะท่านี้ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อหลายส่วน หัวไหล่ แผงอก จะเป็นที่นิยมของนักมวยทุกคน ถ้าหากมีเวลาว่าง เราก็ควรที่จะ Push Ups เป็นประจำทุกวัน

 

  • Sit-Ups

     ท่าเบสิคที่หลายไคนน่าจะรู้จักดี แต่พื้นฐานของท่านี้ที่เป็นหัวใจหลักของความเข็งแรงของนักมวยระดับโลกหลาย ๆ คน เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง และมันจะสร้างความมั่นใจของนักมวยที่จะไม่ต้องค่อยพะวงกับการลดการ์ดลงป้องกันลำตัว และเพิ่มโอกาสเดินหน้าแลกหมดแบบไม่กลัว

 

  • Squats

     ท่านี้เสริมความแกร่งในช่วงล่าง ซึ่งสำคัญมากกับการเคลื่อนไหว และความมั่นคงกับการยืน นักมวยที่ดีจะต้องมีการยืนที่มั่นคง เพื่อเข้าวงในใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการจัดการคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา ในการ Squats จะช่วยเพิ่มความเข็งแรง และว่องไว และยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต้นขาด้านหน้า-หลัง

     การใช้ Squats และ ออกกำลังกาย ที่ใช้ส่วนสะโพกอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณช่วงล่างที่มั่นคง และแข็งแรงไม่แพ้ใครแน่นอน

 

  • Shadow Boxing

     Shadow Boxing  เรียกง่าย ๆ เป็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นับเป็นการสร้างเทคนิคการชกที่ดีที่สุดในการฝึกซ้อม รวมไปถึงการรักษาน้ำหนักความความฟิตของร่างกาย ในการทำ Shadow Boxing เรานั้นสามารถทำได้ในทุกสถานที่ แต่จะมีสถานที่นึงที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “ในบ่อทราย หรือชายหาด ”  เนื่องจากเทคนิคนี้นักมวยได้เริ่มเรียนรู้เทคนิค จากการที่ดูนักฟุตบอลที่เล่นตามชายหาด ซึ่งทรายจะช่วยยึดเหนี่ยวช่วงล่างของลำตัวเราไว้ ทำให้ขยับลำตัวช่วงบนของเราได้อย่างอิสระระหว่างที่ทำอยู่ ดังนั้น มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เทคนิค และการชกได้ดียิ่งขึ้น

 

  • Chin Ups

     ที่ขาดไม่ได้ไม่ได้เลยในการฟิตร่างกายช่วงบน หากท่านใดต้องการจะมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง และสมส่วน  เน้นไปที่การเล่นท่า Chin up เพราะท่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก และหัวไหล่ ในท่าเดียว

     จะสังเกตได้ว่า ที่บ้านของเหล่านักมวยมักจะมีบาร์ที่สามารถยึดได้ ไม่ว่าจะประตูบ้าน หรือแทนบาร์สำหรับโหน เพื่อที่จะบริการกล้านเนื้อส่วนนั้นเป็นกิจวัตรของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบที่จะทำให้หนักขึ้นอย่างรวดเร็วควรเริ่มจากจำนวนครั้งที่ทำไหวก็พอ หากเป็นไปได้หาคนคอยเซฟในการยกตัวในช่วงแรกก็จะดีกว่าการหักโหมมากเกินไป อาจจะทำให้อันตรายถึงขั้น กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดอาการบาดเจ็บ ซึ่งมันส่งผลให้เราเสียโอกาสต่าง ๆ ในการ ออกกำลังกาย

 

  • Burpees

     ท่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความยาก และเหนื่อยแทบขาดใจ และ Burpee ยังคงเป็นท่าที่ยากที่สุดในท่าที่กล่าวมา แต่ท่านี้ช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นหัวใจ และเป็นเห็นผลดีที่สุดของการ ออกกำลังกาย เป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกายหากใครที่อยากจะมีรูปร่างที่สมส่วนอลองท่านี้เลย “Burpee” ต้องออกให้ถูกต้อง ลองดูท่าที่ถูกต้องในวิดีโอที่ถูกต้องใน Youtube ได้เลย ไม่ยากอย่างที่คิด

 

     คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยในทันที การเริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญ วินัย ความอดทน สร้าง passion ให้กับตัวเอง sixpack ของคุณก็จะผุดขึ้นมาในไม่ช้า อย่าลืมที่จะดูแลตัวเอง และสุขภาพด้วยค่ะ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

สิ่งที่ขาดไม่ได้บนสังเวียน มวยไทย

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

1. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ( พระเจ้าเสือ ) กษัตริย์แห่ง มวยไทย ( Muay Thai )

สมัยอยุธยา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยเป็นอย่างมาก เคยทรงปลอมพระองค์ มาชกมวยกับชาวบ้าน และชนะนักมวยฝีมือดี ของเมืองวิเศษไชยชาญ อีกทั้งชนะนักมวยเอกถึง 3 คน เมื่อพระมหากษัตริย์ โปรดการชก มวยไทย ( Muay Thai ) เช่นนี้ ทำให้มีการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) กันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก ขยายไปสู่บ้าน และวัด โดยเฉพาะวัด ถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาท วิชา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นอย่างดีรวมถึงขยายวงกว้าง ไปสู่สามัญชนมาก แม้ท่านจะทรงสวรรคต แต่ มวยไทย ( Muay Thai ) ตำรับพระเจ้าเสือ อันแข็งแกร่งยังได้รับ การถ่ายทอด ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ฝึกฝน จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งวันเสด็จขึ้น เสวยราชสมบัติ ของพระเจ้าเสือ คือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เป็น วัน มวยไทย ( Muay Thai ) อีกด้วย

 

 

2. นายขนมต้ม ยอดนักสู้ ผู้เชิดชูเชิง มวยไทย ( Muay Thai ) ให้เป็นที่ประจักษ์ แก่ชาวต่างชาติ

ในตอนเด็กนั้น ๆ นายขนมต้ม เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในวัด ด้วยสาเหตุที่ว่าพ่อ และแม่ ถูกพม่าสังหาร จนถึงแก่ชีวิตทั้งสองคน จนเมื่อพม่าตีกรุงศรีอยุธยา นายขนมต้ม กลายเป็นหนึ่งในเชลยศึก ที่ถูกกวาดต้อนไปยังประเทศพม่า กษัตริย์แห่งพม่า ได้ทรงจัดงานสมโภช เจดีย์ชเวดากอง และทรงโปรดให้มีการแข่งขัน ชกมวยระหว่างชาวสยาม และชาวพม่า สุกี้พะนายกองคัด นายขนมต้ม ขึ้นชก และสามารถชกชนะ นักมวยพม่าถึง 10 คนโดยมิยอมถอย แม้แต่ก้าวเดียว จนพระเจ้ามังระปูบำเหน็จ แต่งตั้งให้เป็นข้ารับใช้ ในกรุงอังวะแต่ นายขนมต้ม ปฏิเสธ และขอให้ปลดปล่อยตน และเชลยคนไทยทั้งหมด เป็นอิสระเพื่อกลับบ้านเกิด พระเจ้ามังระ ยอมทำตามความประสงค์ ให้ทุกคนได้กลับมายังบ้านเกิด ก็คือแผ่นดินไทย ที่มีกรุงธนบุรี เป็นราชธานีนั่นเอง เหตุการณ์ที่ นายขนมต้ม สามารถเอาชนะ นักมวยพม่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2317 นั้น ทำให้ได้มีการกำหนด ให้วันดังกล่าว เป็น วัน มวยไทย ( Muay Thai ) อีกด้วย

 

3. นายทองดีฟันขาว นัก มวยไทย ( Muay Thai ) สู่นักรบของชาติ ผู้พลิกปรากฏการณ์ มวยแห่งชาติ

นายทองดีฟันขาว คืออีกหนึ่งครู มวยไทย ( Muay Thai ) สำคัญแห่งประวัติศาสตร์ เดิมชื่อ จ้อย เป็นเด็กชายที่มีนิสัยกล้าหาญ อดทน ชอบชก  มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นชีวิตจิตใจ ต่อมาได้ศึกษา วิชาหมัดมวย กับครูเที่ยงที่บ้านท่าเสา แต่เพราะไม่เคี้ยวหมากพลู เหมือนคนสมัย นั้นครูเที่ยงจึงเรียกว่า นายทองดีฟันขาว  นายทองดีเดินทาง ไปเรียนการต่อสู้ จากหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย ( Muay Thai ) มวยจีน หรือเชิงดาบ จนความสามารถเลื่องลือ ภายหลังถวายตัว เป็นทหารคนสนิท ของพระเจ้ากรุงธนบุรี และได้รับสมญานามว่า พระยาพิชัย

 

นายทองดีฟันขาว หรือ พระยาพิชัยดาบหัก ได้สร้างมรดก อันควรแก่การยกย่อง สืบทอดมาถึงปัจจุบัน นอกจากจะเป็นเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ความรักชาติแล้ว ยังสร้าง มวยพระยาพิชัย ที่มีจุดเด่นคือ เป็นทั้งมวยอ่อน และมวยแข็ง รุกรับตามแต่สถานการณ์ การออกไม้จะรวดเร็ว รุนแรง เผด็จศึกอย่างรวดเร็ว เมื่อมีโอกาส สามารถปกป้องตนเอง รู้วิธีรับก่อนรุก เรียนแก้ก่อนผูก เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง และคู่ต่อสู้อีกด้วย

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน มีอะไรบ้าง ?

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

 

          หลายๆท่านที่กำลังมองหากิจกรรมออกกำลังกาย เพื่อที่จะลดน้ำหนักวันนี้เราจะมาแนะนำกิจกรรมที่ทั้งสนุกแถมยังเผาผลาญพลังงายไขมันได้เป็นอย่างดี นั้นก็คือ มวยไทย

 

ใครๆ หลายๆ คนคงกำลังเกิดความสงสัย เกิดคำถามว่า มวยไทย สามารถช่วยเผาผลาญพลังงาน ให้กับร่างกายเร ได้ดีกว่า กีฬาประเภทอื่นๆ หรือ ไม่ เราจะบอกให้ทุกคนทราบว่า กีฬาทุกประเภท นั้นสามารถช่วยเผาผลาญ พลังงานในร่างกาย ของเราได้ดีแทบจะทุกๆ กีฬา แต่สำหรับ มวยไทย นั้น จะถือได้เลยว่าเป็นกีฬา ที่วามารถ ช่วยเบริ์น หรือ เผาผลาญพลังงาน ไขมันได้เร็ว และดีเลยทีเดียว เพราะการ ชกมวย หรือ ซ้อมมวยไทย นั้น ถ้าเราฝึกคอร์ส์ ในเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง เราสามารถ เบิร์น พลังงายได้ประมาณ 1000 กิโลแคลอรี่ เลยทีเดียว ถือว่าเยอะมากๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับร่างกาย ของแต่ละคนเช่นกัน แต่การ ออกกำลังกาย ประเภท การชกมวย หรือ ฝึก มวยไทย นั้น เป็นการออกกำลังกาย ที่บอกได้เลยว่า ทั้งสนุก แถมเป็นการลดควาอ้วนได้อย่างบดีอีกด้วย แต่ใครๆ หลายๆคนคงมองว่า เราไม่ได้จะไปชกต่อยกับใคร จะไปฝึก มวยไทย ทำไม นั้นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ การที่ฝึก หรือ ซ้อม มวยไทย นั้น เราไม่จำเป็นต้องไป ขึ้นชก หรือ ต่อสู้กับใคร เราแคเพียงอย่างออกกำลังกาย และไม่ได้แค่การ ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว เรายังได้ทักษะการ ป้องกันตัว อีกด้วยแถมยัง เป็นกิจกรรม ลดความเครียด ได้เป็นอย่างดี ด้วยนะจะบอกให้

 

เรามาดูกันดีกว่าว่า มวยไทย นั้นสามารถ ช่วยอะไรให้แก่ร่างกาย ของเราได้บ้าง และสามารถช่วย ลดไขมันในร่างกาย ของเราได้ดีขนาดไหน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ออกกำลังได้ทุกส่วนของร่างกาย

 

          การออกกำลังกาย ในการทำกิจกรรม ต่อยมวยนั้น เป็นการออกกำลังกายที่บอกได้เลยว่า เราต้องใช้ทุกส่วน ของร่างกาย จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ศีรษะ ไปจน ถึง เท้า ของเราเลยทีเดียว โดยกีฬา ประเภท อื่นๆ นั้น เช่น วิ่ง หรือปั่นจักยาน เราเพียงแค่ใช้เท้า เป็นหลัก แต่สำหรับ มวยไทย จะเป็นการที่เราต้องใช้ทุก ส่วนของร่างกาย ของเราจริงๆ เช่น มือ เราก็ต้องออกแรงหมัดเพียง ชกไปข้างหน้า หรือ เท้าเราก็ต้องขยับร่างกาย ตลอดเวลา หรือ ใช้ในการเตะ และมวยไทย นั้นยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะที่เกี่ยว ข้องอย่าง การทรงตัว การทำงานประสานกันของอวัยวะ ปฏิกิริยาตอบโต้ และ ความคล่องตัว  ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้ หน้าท้องแบนราบ ลดไขมันได้

 

            สำหรับ หนุ่มๆ สาวๆ คนไหน ที่กำลังมองหากีฬา ในการออกกำลังกาย เราขอแนะนำ ให้มาลองฝึก มวยไทย เรารับลองได้เลยว่า ไม่เกิน หนึ่งเดือน คุณจะเห็นผลลัพธ์ อย่างแน่นอน เพราะ การชกมวย หรือ การฝึก มวยไทย นั้น จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อ แกนกลางลำตัวสูงมาก ต้องบิดสะโพกเพื่อเพิ่มแรงส่งให้ ออกหมัด หรือ เท้า ของเรา ได้หนักขึ้น และเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการนอนซิทอัพกับพื้น เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น และมวยไทย เป็นการที่ ต้องทำให้ ร่างกาย ในส่วนกล้ามเนื้อ ของเราแข็งแรง ถึงจะแลกมาด้วยการที่เรา ต้องฝึก หนัก ออกกำลังกาย อย่างหนัก แต่รับลองได้เลยว่า คุณจะมีหุ่น ที่สวยงาม กล้ามหน้าท้อง และ ท้องที่แบบราบอย่างแน่นอน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้ ลดความเครียด ได้เป็นอย่างดี

 

          สำหรับ ท่านใดที่กำลังมีความเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียด จากการทำงาน ความเครียด จากการเรียน หรือ รวมไปถึง ความเครียด ที่เกิดจากความรัก แล้วไม่รู้จะเอาไประบายที่ไหน คุณลองมา ชกมวย หรือ ฝึกมวยดูสิ ลำลองว่าได้ระบายความเครียด อย่างแน่นอน โดยที่ไม่ต้องไปออกแรง หรือ ไปทำอะไรที่ไม่ดีเลยเพียง แต่ ชกไปที่นวม ฝึกก็ทำให้คุณได้ระบายความเครียด มันออกมาแล้ว และแถมยังได้ ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วยนะ

 

            เป็นยังไง กันบ้างกับการ ออกกำลังกาย ชกมวย อ่านแล้วอย่างลองไป ฝึก มวยไทย กันบ้างหรือยัง แต่เราบอกเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภท เพียงแค่เราได้ขยับ ร่างกาย ก็สามารถ เผาผลาญ พลังงาน ได้ดีเหมือนกัน แต่ถ้าอยาด ลดไขมัน หรือ ลดน้ำหนัก คุณต้อง ควบคุ่มการกิน ด้วยนะ อย่าตามใจปากมากเกินไป นะจะบอกให้

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

 

เครื่องรางของขลังประจำตัวนักมวย

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

กีฬาสุดมัน กับการ ชกมวย

กีฬาสุดมัน กับการ ชกมวย

สำหรับ ใครๆ หลายๆ คนที่ชื่นชอบ การออกกำลังกาย นั้น เราแนะนำ การออกกำลังกาย แบบ สนุก เร้าใจ แถมยัง ได้กล้ามเนื้อ ที่แข็งแรงอีกด้วย นั้นคือการ ชกมวย หรือ ต่อยมวยนั้นเอง

 

สำหรับการ ชกมวย หรือ ต่อยมวยนั้น เป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในคน หลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น วันเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือ รวมไปถึง วัยสูงอายุ ก็ให้ความสนใจ กับกีฬา ประเภทการชกมวย มาก เพราะ กีฬา การชกมวยนั้น เป็น การ ออกกำลังกาย ที่จะทำให้ ผู้ออกนั้น ได้ใช้แรง ใช้กล้ามเนื้อ แถบจะทุกส่วน ไม่ว่าจะ เป็น บริเวณ ศีรษะ ตลอดไปจนถึง ขา รวม ถึง เท้า กันเลยที เดียว การออกกำลังกาย ด้วยการ ชกมวย หรือ ต่อยมวยนั้น เป็นการ เสริมความแข็งแรง ให้กับร่างกาย ได้ดี และ มีประสิทธิภาพมากๆ เพราะ การชกมวย หรือ การต่อยมวย เป็นการ ออกกำลังกาย ที่ใช้ พละกำลัง ในการออกแรงอยากมาก เพราะ การที่เราจะออก หมัด หรือ ออกลูกเตะ นั้น เราต้องใช้แรง มหาสาร ที่จะทำให้ ลูกเตะ หรือ หมัดลง ส่งแรงไปให้เกิดการ ปะทะ ที่รุนแรง รวมไปถึง ความรวดเร็ว ในการขยับตัว ไม่ใช้แค่ การออกแรง หมัด และ ขาแล้ว รวมไปถึง การขยับร่างกาย ไปมา เพราะการ ชกมวย หรือ การต่อยมวยนั้น ไม่ใช้แค่ การยื่นนิ่งๆ แต่เป็นการ ขยับร่างกายไปมา เดิน รอบบริเวณ สนามมวย หรือ การ ขึ้นสังเวียน นั้น เราจำเป็นที่ต้อง ดู คู่ต่อสู้ของเรา ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องเดิน ตลอดเวลา ห้ามหยุดนิ่ง ไม่เช่นนั้น เราจะเป็นเป่านิ่ง ให้คู่ต่อสู้ เราโจมตีได้นั้นเอง

การออกกำลังกาย ในการต่อยมวยนั้น เป็นกีฬา ที่วันรุ่นนั้น ให้ความสนใจ กันเป็นจำนวนมาก เพราะ การต่อยมวย หรือ การชกมวยนั้น เป็นกีฬา ที่สุดมัน และ ได้ฝึกศิลปะ ป้องกันตัวไปพร้อมๆ กัน เด็กๆ หรือ กลุ่มวัยรุ่น ที่ชกมวยนั้น คงชอบความสนุก ความท้าทาย ในกิจกรรมต่างๆ เราแนะนำ การต่อยมวย เป็นกิจกรรม ที่ท้าทาย ร่างกายตัวเอง เพราะ ทั้ง ท่าทายการก้าวความขีดจำกัดให้กับร่างกายได้ด้วย การต่อยมวย หรือ การชกมวยนั้น เป็นการ ออกท่าทาง ลีลา ในการต่อสู้ ที่ต้องมีความว่องไว ความ เร็ว และ ความแข็งแรงของร่างกาย ในการ ออกกำลังกาย หรือ รวมไปถึง การต่อสู้ เพื่อที่จะไป ขึ้นสังเวียน เพื่อ ต่อสู้กับคู่ต่อสู้ เพื่อคว้าชัยชนะ ให้กับตัวเอง หรือ เป็นการ ฝึกการป้องกันตัว เพราะ การที่มี ทักษะในการ ป้องกันตัว ติดตัวไว้ จะเป็นการ เซฟ ตัวเอง เมื่อ เราเจออันตราย เราจะสามารถป้องกันตัวได้ในระดับหนึ่ง มีศิลปะป้องกันตัวไว้ก็ไม่ได้เสียหาย อะไร และ มีติดตัวไว้ ดีกว่า ไม่มีเลย และ การชกมวยนั้น ถือได้เลยว่า คนต่างชาติ ให้ความสนใจ เป็นอย่างมาก ด้วย ศิลปะที่ และ ท่าทาง ที่ดูสวยงาม และ ความเท่ ของศิลปะ การต่อยมวย หรือ รวมไปถึง ประวัติ ที่ยาวนาน ทำให้ คนต่างชาติ หลายๆ คน ให้ความสนใจ และ ฝึก ต่อยมวยกันเป็นจำนวนมาก มีนักมวย ต่างชาติ มากมาย ที่เก่ง และ เป็นที่รู้จักมากมาย เช่น ยูเซฟ บูคคาเน็ม เป็นนักมวย ที่ เริ่มเป็นที่รู้จัก ของแฟนมวยชาวไทย จากการที่เขา คว้าแชมป์ แชมป์แม็กซ์มวยไทย ในรุ่น 72.5 กก. เมื่อปี 2014 และ ยังมี นักชกมวย ต่างชาติ อีกมากมาย ที่ความยอมรับในการชกมวย ว่าเก่ง และ มีความสามารถ ไม่แพ้ นักมวยไทย การชกมวยนั้น หรือ การต่อยมวย เป็น กีฬาที่ได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก มีการแข่งขันมากมาย ที่คนส่วนใหญ่นิยม ดู และ ให้ความสนใจเป็น จำนวนมาก เพราะ กีฬา การชกมวยนั้น สามารถ สร้างเป็นอาชีพได้เลย

การออกกำลังกาย ในการต่อยมวยนั้น ถือได้ว่าเป็นกีฬา ที่ได้ทุกอย่าง ได้ความแข็งแรง ร่างกายสุขภาพที่ดี หุ่นที่ดูดี การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัว ศิลปะการต่อสู้ที่ติดตัวเรา ความสนุก และ ความมัน ในการฝึก ดังนั้น การต่อยมวย เป็นกีฬาที่ น่าให้ความสนใจ หรือ ฝึก หรือ ดูเรื่องรวม ของมวย แล้วคุณจะหลงรัก เพราะ การ ชกมวย หรือ การต่อยมวย ไม่ใช้แค่การต่อสู้ ยังเป็น ศิลปะ ของไทย ที่สืบทอด มีเรื่องรวม และ ประวัติ ความเป็นมา ที่ยาวนาน เป็นกีฬา ที่รอให้คุณไปค้นหา ความสามารถ ท้าทาย ขีดจำกัดของตัวเอง และ ฝึกความอดทนของร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี ในชีวิตของตัวคุณเอง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

ฟิตหุ่นสวย ด้วยมวยไทย

 

สร้างกล้ามเนื้อ แบบมวยไทย

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

เพื่อน ๆ คนไหนสนใจมาเริ่มฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) กันบ้างคะ แล้วเพื่อน ๆ รู้กันไหมว่านอกจากติดต่อสถานที่ฝึกแล้ว ยังต้องเตรียมอะไรอีกบ้าง วันนี้เราได้รวบรวม อุปกรณ์ มวยไทย ( Muay Thai ) มือใหม่ มาให้เพื่อน ๆ ได้ศึกษากันแล้วค่ะ

 

หากจะพูดถึง การซื้อข้าวของเครื่องใช้ สำหรับการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ข้อจำกัดมีไม่มาก หลัก ๆ คือ เรื่องงบประมาณ ในกระเป๋าสตางค์ นักเรียนใหม่บางคน อาจจะเริ่มต้นด้วย ของใช้ จำนวนน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเติมตามความจำเป็น ในขณะที่บางคน เริ่มต้นก็ต้องจัดเต็มไว้ก่อน ต้องมีให้ครบไม่ปะปนกับใคร ซึ่งอย่างที่บอกว่ามันก็ ขึ้นอยู่กับงบประมาณ รวมถึงความพอใจ นอกจากนี้ การไป ออกกำลังกาย สำหรับบางคนนั้น ก็มักจะมีเรื่องของความเป็น แฟชั่น เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

 

 

เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่า อุปกรณ์ จำเป็นขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้ที่ริเริ่มฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) มีอะไรกันบ้าง

 

1 นวม ( Punching Mitts )

นวม ( Punching Mitts ) เป็น อุปกรณ์ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะปกป้องมือของเรารวมถึงคู่ซ้อม ที่ยิมหลาย ๆ ที่ นั้น อาจจะมีนวม ( Punching Mitts ) ไว้บริการอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ทุกคน จำเป็นต้องมีนวม ( Punching Mitts ) ของตัวเอง คือ เรื่องสุขอนามัย และความคุ้นเคย หากต้องการซื้อนวม ควรไปลองด้วยตัวเอง เพราะมันต้องพอดีกับมือ ใช้วัสดุที่ดี เพื่อปกป้องมือของเราได้ นั่นเรื่องสำคัญเลย

 

 

2 กางเกงมวย ( Boxing shorts )

อย่าได้คิดที่จะไป คลาสเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) โดยใส่กางเกงขาสั้นอะไรก็ได้ ไปหา กางเกงมวย ( Boxing shorts ) มาใส่จะดีกว่า เพราะ กางเกงมวย ( Boxing shorts ) ออกแบบมาเพื่อให้มีพื้นที่ โล่งโปร่งบริเวณต้นขา และขาหนีบ เพื่อให้ยกแข้ง ยกขาเตะได้ถนัด นอกจากจะเลือกแบบที่ถูกใจ ไซส์ที่เหมาะสมแล้ว สำหรับคุณสุภาพสตรีก็อย่าลืม ใส่กางเกงชั้นใน แบบขาสั้นแนบเนื้อ ไว้ด้านใน เพราะด้วยความที่ กางเกงมวย ( Boxing shorts ) ขามันบานนี่ล่ะ อาจจะทำให้มองเห็น เข้าไปถึงข้างในทีเดียว

 

 

3 ฟันยาง ( Rubber teeth )

ฟันยาง ( Rubber teeth ) ช่วยปกป้องฟันของคุณ เมื่อถูกกระแทก ปัจจุบันมี ฟันยาง ( Rubber teeth ) ที่ทำจากวัสดุหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่ดีที่สุด สำหรับมือสมัครเล่น ของนักชก มวยไทย ( Muay Thai ) คือ ฟันยางแบบ boil and bite ซึ่งต้องต้มให้ร้อน และกัด เพื่อให้พอดีกับปาก ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยที่สุด สำหรับฟันยางประเภทนี้ คือบางทีมันก็ไม่พอดี กับขนาดช่องปากตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผล ที่นักกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มืออาชีพ เลือกใช้งาน ฟันยาง ( Rubber teeth ) แบบสั่งทำเฉพาะ จึงมีขนาดตรงกับช่องปาก ของแต่ละคนแบบเป๊ะ ๆ ถ้าคุณยังไม่คิดจะลงทุน ใช้ ฟันยาง ( Rubber teeth ) แบบสั่งทำ สำหรับการเริ่มต้น แต่อย่างน้อยก็ควรลงทุน ซื้อ ฟันยาง ( Rubber teeth ) สักอัน เพื่อปกป้องฟันของคุณเอง เพราะฟันแท้มีได้แค่ครั้งเดียวนะคะ

 

 

4 แองเกิล ( Ankle )

ในภาษามวยเขาเรียก ทับศัพท์ตามภาษาอังกฤษว่า แองเกิล ( Ankle ) หน้าตาคล้ายถุงเท้า แต่เปิดส้นเท้า และนิ้วเท้า จริง ๆ แล้วมันอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น อันดับแรก ๆ ที่ต้องลงทุนซื้อ แต่นักมวยบางคนบอกว่า มันช่วยซัพพอร์ตข้อเท้าได้ ในขณะที่บางคนก็ว่าไม่ช่วยอะไรเลย แถมยังลื่น และอึดอัด แต่ทั้งนี้บางสนามแข่งขัน มีกฎบังคับให้ใส่ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบกันไป

 

 

5 ผ้าพันมือ ( Cotton Hand Wrap )

มือของคุณ ประกอบด้วย กระดูกเล็ก ๆ 27 ชิ้น ซึ่งการพันมือ จะช่วยปกป้อง กระดูกเหล่านั้น รวมถึงเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนโดยรอบ อีกทั้งยังทำให้นิ้ว และข้อมือ ไม่ขยับเขยื้อนไปใน ตำแหน่งที่อาจทำให้เกิด การบาดเจ็บเวลาออกหมัด ลงทุนซื้อผ้าพันมือคุณภาพดี จะช่วยยืดอายุ การใช้งานได้นานกว่า แถมปกป้องมือ ได้ดีกว่าอีกด้วย

 

 

6 สนับแข้ง ( Warrix )

สนับแข้ง ( Warrix ) ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันส่วนหลังเท้า และหน้าแข้ง ซึ่งในคลาสเรียนชั่วโมงแรก ๆ มันอาจไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่ แต่ในไม่ช้าเมื่อต้อง เริ่มเล่นเชิงจับคู่ซ้อม มันจะเข้ามามีบทบาททีเดียว สนับแข้ง ( Warrix ) มีหลายขนาดด้วยกัน ไม่ว่าจะซื้อหรือใช้ของที่ยิม ก็ควรลองใส่ และเลือกไซส์ ที่เหมาะสม

 

 

7 เสื้อผ้า

ผู้ชายส่วนใหญ่จะชอบใส่ เพียงกางเกงมวยซ้อม แต่ส่วนสาว ๆ ก็ต้องหาเสื้อกีฬาที่เหมาะสม ควรเลือกเสื้อที่ระบายเหงื่อ แห้งเร็ว ใส่พอดีตัวและสบาย ถ้าไม่มั่นใจเรื่องเนื้อผ้า ก็ให้เลือกซื้อเสื้อ ที่ทำขึ้นสำหรับการ ฝึก มวยไทย ( Muay Thai )  โดยเฉพาะ และเลือกซื้อ สปอร์ตบรา มาใส่ด้วย เพราะมันช่วยซัพพอร์ตหน้าอก ได้กว่าบราทั่วไป และยังระบายอากาศได้ดีกว่าอีกด้วย

 

 

8 น้ำมันมวย ( Muay Thai Oil )

เชื่อไหมว่า ไอเท็มจำเป็นที่เป็นเคล็ดลับ ของนัก มวยไทย ( Muay Thai )  แทบทุกคนคือ น้ำมันมวย ( Muay Thai Oil ) โดยมักจะใช้นวดเพื่อวอร์ม และกระตุ้นกล้ามเนื้อ ก่อนทำการฝึกหรือแข่งขัน อีกทั้งยังช่วยให้ตื่นตัว ความร้อนจะเปรียบเสมือน เป็นยาแก้ปวดเมื่อย และคลายเส้นไปในตัวด้วย นอกจากข้อดีต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว นักมวยอาชีพบอกว่า การทาน้ำมันมวย ( Muay Thai Oil ) ยังช่วยให้ดูน่าเกรงขาม เพราะความมันวาว ที่เกิดจากการทาน้ำมัน ลงบนกล้ามเนื้อนั่นเอง

 

 

9 ผ้าขนหนู ( Towel )

คงไม่มีใคร อยากโดนเหงื่อ จากตัวคนอื่น กระเด็นมาโดน ในระหว่าง การซ้อมหรอกนะ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคน เหงื่อออกง่าย ให้วางผ้าขนหนู ( Towel ) ไว้ใกล้ ๆ ตัว เพื่อเช็ดเหงื่อ ระหว่างช่วงพัก ซึ่งมันจะดีมาก สำหรับคู่ซ้อมของคุณ และตัวคุณเอง ดังนั้น พกผ้าขนหนู ( Towel ) ติดตัวไว้เสมอ และหลังจากซ้อมเสร็จแล้ว หากจะอาบน้ำที่ยิม ก็อย่าลืมพกผ้าขนหนู ( Towel ) อีกผืนไปเช็ดตัวหลังอาบน้ำด้วยล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

เสน่ห์ศิลปะเเม่ไม้ มวยไทย ที่ต่างชาติยังต้องยอมรับ

เสน่ห์ศิลปะเเม่ไม้ มวยไทย ที่ต่างชาติยังต้องยอมรับ

ถ้าจะให้พูดถึง มวยไทย นั้น คงส่วนใหญ่คงจะรู้จักกันดีอยู่แล้วและยิ่งเป็นคนไทยละก็คงเข้าใจกันดีว่า มวยไทย เป็นศิลปะป้องกันตัว ที่มีเสน่ห์ขนาดไหน และในวันนี้เราจะมาพูดถึง เสน่ห์ ของ มวยไทย ไปดูกัน

 

มวยไทย

           

            มวยไทย นั้น เป็นกีฬา ที่มีประวัติมา อย่างยาวนาน และ ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของ ศิลปะการต่อสู้ หรือ การป้องกันตัว ของไทย ที่มีตั้งแต่ในสมัย ก่อนมาจนถึง ปัจจุบัน และ มวยไทย ยังถือได้เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ของคนไทยที่ มีการ สืบทอดกันมาอย่าง ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการ ต่อสู้ การป้องตัว รวมไปถึง กีฬา อีกด้วย ในสมัยก่อนนั้น ไม่ปรากฏหลักฐาน ที่แน่ชัดว่า  มวยไทย นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด แต่ถือได้เลยว่า มวยไทย นั้นเป็น ศิลปะ การต่อสู้ ของไทย เช่นเดียว กับกังฟูของจีน ยูโดและ คาราเต้ของญี่ปุ่น และเทควันโดของเกาหลี นั้นเอง เพราะ มวยไทย เป็นกีฬา ประจำชาติ ของ ไทย เรานั้นเอง

 

                มวยไทย บัง เป็นศิลปะ การต่อ สู้ของประเทศไทย ที่จะมีความ โดดเด่น ด้านเทคนิคการ กอดคอ การเตะ การต่อย หรือ ท่าทางการต่อสู้ ต่างๆ  ซึ่งจะเป็น การใช้ทั้งกาย และใจ สำหรับ มวยไทย นั้น การต่อสู้ ที่ใช้ ร่างกาย เป็นอาวุธ โดยเป็นที่รู้จักว่าเป็น นวอาวุธ ซึ่งจะ ประกอบด้วยการโจมตี ที่ใช้ ร่างกาย เราเป็นหลัก และ ส่วนต่างๆ ของอวัยวะ ในร่างกาย ของเรา เช่น หมัด ศอก เข่า เท้า และ รวมไปถึง ศีรษะ อีกด้วย หากมีการเตรียมพร้อมด้านร่างกาย มาเป็นอย่างดีละก็ อาจจะก่อให้เกิดอาวุธที่มีอานุภาพ ที่สามารถ ทำความรุนแรง ถึงชีวิตได้เลยก็มี เพราะ แต่ละท่าทาง การต่อสู้ของ มวยไทย มีความรุนแรง หรือ อันตราย จะขึ้นอยู่คนที่หมั่นฝึกซ้อม และ ชำนาญ ในเรื่อง ศิลปะการต่อสู้ของมวยไทย และต้องมีร่างกาย ที่แข็งแรง อีกด้วย  มวยไทย นั้นได้เป็นที่แพร่หลาย ใน ระดับนานาชาติ ในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อเหล่านัก มวยไทย ได้สามารถเป็นฝ่ายชนะนักต่อสู้ การแข่งขัน ที่มีชื่อเสียงในแขนงอื่นๆ  ซึ่งการแข่งขัน มวยไทย ในระดับอาชีพ ได้รับการดูแลโดย สภามวยไทยโลก นั้นเอง และ มวยไทย ไม่ใช้แค่การ ออกกำลังกาย เพียงอย่างเดียว มวยไทย สามารถ ที่จะ สร้างอาชีพ หรือ สร้างชื่อเสียง ให้กับตัวเราได้ นั้นเอง แต่ถึงอย่างไร มวยไทย ก็เป็นศิลปะ การต่อสู้ ของไทย ที่เรา ควรรักษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่มีมากันอย่างยาวนาน ให้อยู่ คู่กับคนไทย ไปจนถึงลูกถึงหลาน ให้รู้จักของคำว่า มวยไทย นั้นเอง

 

                มวยไทย นั้น เป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยม ที่สูงมาก ไม่ใช้แค่ วงการกีฬา เพียงอย่างเดียว สำหรับ มวยไทย นั้น ไม่ว่าจะเป็น วงการ ภาพยนตร์ วงการเกม หรือ วงการสื่อบันเทิง ต่าง ได้นำเสนอ มวยไทย ในแบบฉบับ ต่างๆ ที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ คนกลุ่มอื่นๆ ได้เข้าถึง คำว่า มวยไทย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ที่ได้ นำเอา ท่าทางการ ต่อสู้ หรือ บุคล สำคัญ ของ มวยไทย ไปเป็น ภาพยนตร์ เพื่อให้คนได้รู้จัก และ เข้าใจ ในศิลปะการต่อสู้ และ ในวงการเกม นั้น ได้มีการ นำเอา ท่าทางการต่อสู้ ไปใช้เป็นท่าต่อสู้ในเกม เพื่อให้คนในกลุ่ม เกมเข้าใจถึงท่าทาง และการต่อสู้นั้นเอง เห็นไหมว่า มวยไทย เป็นที่นิยม ไม่ใช้แค่ วงการกีฬา เพราะ มวยไทย เป็นศิลปะ ที่มีเสน่ห์ ในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็น ประวัติ ที่น่าสนใจ บุคล ที่เป็นตัวอย่าง ในวงการ มวย หรือ ท่าทางการต่อสู้ ที่ดูสวยงามแต่แอบแฝง ไว้ในความอันตราย และ แถม มวยไทย ยัง เป็นการ ป้องกันตัว ที่ดีไม่แพ้ ศิลปะ ป้องกันตัว ประเภท อื่นๆ อีกด้วย 

 

                สำหรับ ใครท่านใด ที่กำลัง สนใจ ศึกษา ในเรื่องของ มวยไทย หรือ อยากลองฝึกละก็ ให้เรา ศึกษา และ เตรียมร่างกาย ให้พร้อม เพราะ มวยไทย มีอะไรให้คุณ สัมผัส ได้อีกมากมาย สำหรับท่านใดที่รักการต่อสู้ และ หลงใหล ในการต่อสู้ นั้น มวยไทย คือ หัวใจหลักๆ ที่คุณไม่ควรพลาด เลยทีเดียว

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

อาวุธมวยไทยส่วนไหนแรงกว่ากัน

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน มีอะไรบ้าง ?

ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน มีอะไรบ้าง ?

เพื่อน ๆ รู้จัก มวยไทย ในสมัยนี้กันดีแล้วใช่ไหมล่ะคะ ทั้งการชก การไหว้รำ แม้กระทั่ง การแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ แต่เพื่อน ๆ รู้กันไหมคะว่า ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน นั้นมีอะไรบ้าง และแต่งกายกันอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ

 

 

เครื่องแต่งกายของ นักมวยไทย ( Muay Thai ) ในสมัยก่อนที่นิยม มีดังต่อไปนี้

 

กางเกง มวยไทย ( Muay Thai )

เป็นหนึ่งใน เครื่องแต่งกาย ในสมัยก่อนนั้น ที่เป็นส่วนปกปิด ร่างกาย ได้แก่ กางเกง ในสมัยก่อนจะไม่มีกางเกง ที่ใช้สวมใส่เฉพาะเวลาขึ้น ชกมวย เท่านั้น ส่วนมาก นักมวย จะสวมกางเกงขาสั้น ยาวประมาณแค่เข่า ซึ่งเป็นกางเกงที่ใช้กัน โดยทั่วไป ในชีวิตประจำวัน ตัวกางเกงจะใหญ่ ไม่มีขอบกางเกง ใช้ผ้าขาวม้า ผูกคาดเอวไว้กันหลุด

 

 

ผ้าขาวม้า มวยไทย ( Muay Thai )

เป็นผ้าที่มักจะทอด้วย เส้นด้ายฝ้าย หรือผ้าไหม ขึ้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรยาวประมาณ 1 เมตรครึ่ง ทอเป็นลายตราหมากรุกบ้าง เป็นลายอื่นบ้าง ผู้ชายไทย ส่วนมาก จะมี ผ้าขาวม้า ใช้ทุกคน ซึ่งเป็นของใช้ ที่ทำขึ้นเองในครอบครัว ใช้สำหรับนุ่ง คาดเอว เช็ดหน้าเช็ดตัว ในการแข่งขันชก มวยไทย ( Muay Thai ) นักมวยจะใช้ผ้าขาวม้า พันให้หนาคาด ทับระหว่างขา ใช้แทน กระจับ และคาดเอว เพื่อให้กางเกงไม่หลุดลุ่ย เวลาขึ้น ชกมวย

 

 

ผ้าพันมือ มวยไทย ( Muay Thai )

เป็นอีกหนึ่งใน เอกลักษณ์ ที่โดดเด่นของ มวยไทย ( Muay Thai ) อีกประการหนึ่ง คือ การคาดเชือก ที่มือ โดยใช้ด้ายดิบ ที่จับเป็นไจ ( รวมเส้นด้าย ) ขนาดโต เท่าดินสอต่อกัน เป็นเชือกยาว ประมาณ 20–25 เมตร ม้วนแยกไว้ 2 กลุ่ม ใช้พันสันหมัด และข้อมือ ความยาวต่างกัน ตามความต้องการ ของประเภท นักมวย บางท้องถิ่น พันรอบแขน จรดไปถึง ข้อศอก สอดด้ายดิบขด เป็นปม เรียกว่า ก้นหอย เรียงบนสันหมัด คล้ายหนามทุเรียน เมื่อพ่นน้ำลง บนหลังหมัด ด้ายที่พันเป็นก้นหอย ก็จะพองแข็ง สร้างความเจ็บปวด ให้คู่ต่อสู้ได้

 

 

การพันมือ หรือ คาดเชือก ของนักมวยไทย  ( Muay Thai ) นั้น จะช่วยให้กระดูกนิ้วมือ ไม่เคล็ดง่าย และทำให้หมัดแข็ง น้ำหนักหมัดมีความ หนักแน่นกว่า หมัดธรรมดา แต่ถ้าพันหนามาก จะทำให้ชกอืดอาด บางสำนักครูอาจารย์ จะเป็นผู้พันด้ายดิบให้ นักมวย พร้อมกับบริกรรม คาถาพร้อมกันไป บางแห่งก็จะทำ พิธีปลุกเสก ลงคาถาอาคม ในด้ายดิบ บางอาจารย์ก็ใช้ ด้ายตราสังศพ มาใช้พันมือ ของ นักมวย ด้ายดิบที่ใช้คาดหมัด นักมวยไทย ในสมัยนั้น มักจะเก็บไว้ใช้กัน นานหลักปีขึ้นไป จึงมีเลือด เศษเนื้อของคู่ต่อสู้ติด เกรอะกรังที่ด้าย ทำให้ด้ายแข็งคม เหมือนกระดาษทราย เป็นอาวุธชั้นดีของ นักมวยไทย ( Muay Thai ) ในสมัยก่อน เลยทีเดียว

 

 

คุณลักษณะพิเศษ อีกอย่างหนึ่งของการ คาดเชือก คือ วิธีการ คาดเชือก สามารถ บอกภูมิลำเนา ของสำนักมวย ได้ว่าเป็น นักมวย มาจากถิ่นใด และบอกถึงลักษณะ การใช้หมัด และการใช้ศอกว่าเป็นอย่างไร เช่น มวยโคราช เป็นมวยเตะ และต่อยวงกว้าง จะคาดหมัดถึงข้อศอก เพื่อป้องกันการเตะ ส่วนมวยลพบุรี เป็นที่เลื่องชื่อว่ามวย ( หมัดตรง ) ไม่กลัวเตะ เพราะรู้เชิงป้องกัน การคาดเชือกจึงคาด เพียงครึ่งแขน ส่วนมวยของภาคใต้ ( มวยไชยา ) นั้นจะถนัดใช้ศอก และแขน การคาดเชือกจึงเลย ข้อมือไม่มากนัก เพื่อกันซ้น หรือเคล็ดเท่านั้น เพราะจะใช้ศอกรับ และใช้ศอกในการ กระแทกลำตัว หากบางคนต้องการ พันด้ายขนาดยาว เพราะต้องการ ใช้หมัดบังหน้าด้วย

 

 

เมื่อ นักมวย แต่งตัว ด้วยเครื่องรางของขลัง ผ่านพิธีกรรม ด้วยเวทมนตร์ คาถาแล้ว จะต้องระมัดระวังตัว ไม่เดินลอดของต่ำ หรือแตะต้องของ ที่เชื่อว่าจะทำให้ เวทมนตร์ คาถาเสื่อมคลายลง เวลาขึ้นเวทีมวย จะกระโดดข้ามเชือก สังเวียนทุกคน เพราะเชื่อว่าการลอดเชือก ที่มีคนอื่นเคยข้ามแล้วหรือ มีการนำของต่ำ ข้ามผ่านแล้ว เช่นรองเท้า กางเกง ของใช้บางอย่าง อาจจะทำให้ของขลัง และเวทมนตร์ คาถาเสื่อมลง ดังนั้นเรามักจะเห็น กันบ่อยโดยเฉพาะนัก มวยไทย ( Muay Thai ) อาชีพ มักจะระมัดระวัง เรื่องนี้กันมาก

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

สิ่งที่ขาดไม่ได้บนสังเวียน มวยไทย

สิ่งที่ขาดไม่ได้บนสังเวียน มวยไทย

นอกจากการเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วย กลยุทธ์วิถีเทคนิคต่าง ๆ ของศิลปะการต่อสู้บนเวทีของ มวยไทย อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดตัดสิน และชี้ขาดแพ้-ชนะ บนเวทีได้ก็คือ หน้าที่ของตำแหน่งกรรมการ แล้วกรรมการสำคัญอย่างไรมาดูกันค่ะ

 

     กรรมการบนเวที มวยไทย นับว่าเป็นตำแหน่งที่สาม ที่มักจะประกบคู่นักมวยทั้งสอง คอยตรวจเช็ค ความถูกต้อง และกฎกติกาการชกบนเวที และกรรมการที่นั่งชมอยู่ด้านล่างข้างเวที เป็นผู้ชี้ขาด และเป็นผู้ตัดสินบนเวที ที่นักมวยทุกคน ต้องมีความเกรงใจ และให้เกียรติในการต้องทำตามกฎ วันนี้เราจะมาให้ความรู้ถึงความสำคัญของกรรมการ บนเวที มวยไทย ว่าเราต้องมีเขาไว้เพื่ออะไร

 

     ผู้ชี้ขาด คือ ผู้ที่มีความรับผิดชอบอันดับแรก การระมัดระวัง การดูแลเอาใจใส่ผู้แข่งขันไม่ให้เกิดบาดเจ็บหรือบอบช้ำเกินควร หน้าที่ของผู้ชี้ขาด ผู้ชี้ขาดต้องปฏิบัติหน้าที่ในสังเวียน ต้องแต่งกายด้วยกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตสีขาวผูกหูกระต่ายสีกรมท่า รองเท้าหุ้มส้นหรือหุ้มข้อชนิดเบา ไม่มีสน สีดำ สวมถุงมือแพทย์ การเตือน ผู้ชี้ขาดอาจเตือนผู้แข่งขันได้ การเตือนเป็นการแนะนำให้ผู้แข่งขันระมัดระวัง หรือป้องกันไม่ให้กระทำสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่เป็นการละเมิดกติกาที่รุนแรงนัก ในการนี้ไม่จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันแต่หาโอกาสที่เหมาะสมเตือนผู้แข่งขันที่ทำผิดกติกาในระหว่างการแข่งขันนั้นได้ การตำหนิโทษ ถ้าผู้แข่งขันละเมิดกติกา แต่ความผิดนั้นไม่ถึงขั้นให้ออกจากการแข่งขันผู้ชี้ขาดต้องหยุดการแข่งขัน และสั่งตัดคะแนนแก่ผู้ละเมิดกติกานั้น ในการสั่งตัดคะแนนผู้ชี้ขาดต้องกระทำอย่างชัดแจ้งเพื่อให้ผู้แข่งขันเข้าใจเหตุผล และความมุ่งหมายของการสั่งตัดคะแนนนั้น ผู้ชี้ขาดจะต้องให้สัญญาณมือแก่ผู้ตัดสินทุกคนว้าได้มีการตัดคะแนนและชี้ตัวผู้แข่งขันที่สั่งตัดคะแนน ถ้าผู้แข่งขันถูกสั่งตัดคะแนน 3 ครั้งในคู่นั้น เขาจะถูกให้ออกจากการแข่งขัน หลังจากสั่งตัดคะแนนแล้วผู้ชี้ขาดต้องสั่ง “ ชก” การตรวจร่างกาย ของผู้ชี้ขาด ก่อนปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันระดับนานาชาติภายใต้กติกานี้ ผู้ชี้ขาดต้องได้รับการตรวจร่างกายว่าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พอที่จะปฏิบัติหน้าที่ในสังเวียนในขณะปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันห้ามผู้ชี้ขาดสวมแว่นตา แต่อนุญาตให้ใช้เลนส์ผลึกได้ และก่อนการแข่งขันทุกครั้งผู้ชี้ขาดต้องเข้าร่วมประชุมที่คณะกรรมการฝ่ายแพทย์จัดขึ้น

 

          คุณสมบัติของคนเป็นกรรมการ มวยไทย

     คุณสมบัติของกรรมการ ผู้ชี้ขาด ( อยู่บนเวที ) และผู้ตัดสิน ( อยู่ข้างล่าง ) จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปี เว้นแต่คณะกรรมการผู้ตัดสิน จะพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน ต่อไปในระยะเวลาที่เห็นสมควร จะต้องมีหนังสือรับรองจากแพทย์ว่า เป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน และจะต้องผ่านการอบรม, การทดสอบ, การขึ้นทะเบียนผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน มวยไทย และได้รับตราพร้อมประกาศนียบัตร ของสภา มวยไทย โลกอีกด้วย

     จำนวนกรรมการผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน จะต้องมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คน และกรรมการผู้ตัดสิน 3 คน ทั้งนี้ยังต้องมีประธานผู้ตัดสิน เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอีกด้วย

     กรรมการผู้ชี้ขาด จะต้องรักษากติกา และให้ความเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด จะต้องไม่แสดงกริยาวาจาที่ไม่สุภาพต่อนักมวย และผู้ชม จะต้องควบคุมการแข่งขันทุกระยะโดยตลอด จะต้องป้องกันนักมวยที่อ่อนแอกว่า ไม่ให้ได้รับความบอบช้ำ จนเกินควร และโดยไม่จำเป็น จะต้องตรวจนวม ตรวจเครื่องแต่งกาย และฟันยางของนักมวยก่อนการแข่งขัน ในยกแรกจะต้องให้นักมวยทั้งคู่จับมือ กันกลางเวที และเตือนกติกาที่สำคัญ การจับมือจะกระทำกันอีกครั้งหนึ่งก่อนเริ่มการแข่งขันในยกสุดท้าย ห้ามนักมวยทั้งสอง จับมือกันระหว่างการแข่งขัน

     ผู้ชี้ขาด จะต้องใช้คำสั่ง 3 คำ คือ "หยุด" เมื่อ สั่งให้นักมวยหยุดชก "แยก" เมื่อสั่งให้นักมวยแยกออกจากการกอดรัด และ "ชก" เมื่อสั่งให้นักมวยชกต่อไป ในกรณีที่ผู้ชี้ขาดสั่งแยก นักมวยทั้งสองจะต้องถอยหลังออกมาก่อน อย่างน้อยคนละ 1 ก้าว แล้วจึงจะชกต่อไป

     ผู้ชี้ขาด จะต้องแสดงสัญญาณที่ถูกต้องให้นักมวยที่ละเมิดกติกาทราบ ถึงความผิดของตน เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน จะต้องรวบรวมบัตรให้คะแนนของผู้ตัดสินทั้ง 3 คนข้างล่างเวที จากนั้น ชี้มุมผู้ชนะตามเสียงคะแนนข้างมาก แล้วชูมือนักมวยผู้ชนะขึ้น นำบัตรคะแนนของผู้ตัดสินทั้ง 3 คน ให้ประธานผู้ตัดสินตรวจสอบ

 

          หน้าที่ของผู้ตัดสิน มวยไทย

     หน้าที่ของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินแต่ละคน จะต้องตัดสินการชกของนักมวยโดยอิสระ และจะต้องตัดสินไปตามกติกา ผู้ตัดสินแต่ละคน จะต้องอยู่คนละด้านของเวที และห่างจากผู้ชม ในระหว่างที่การแข่งขันกำลังดำเนินอยู่ ผู้ตัดสินจะต้องไม่พูดกับนักมวย หรือกับผู้ตัดสินด้วยกัน หรือกับบุคคลอื่น ยกเว้นกับกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที ถ้ามีความจำเป็นจะต้องพูดกับกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที ให้ใช้เวลาหยุดพักระหว่างยก แจ้งให้ผู้ชี้ขาดทราบว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เช่น พี่เลี้ยงปฏิบัติผิดมารยาท หรือเชือกหย่อน ซึ่งผู้ชี้ขาด อาจจะไม่สังเกตเห็นในขณะนั้น

     ผู้ตัดสิน จะต้องให้คะแนนแก่นักมวยทั้งสอง ในบัตรบันทึกคะแนน ทันทีที่สิ้นสุดการแข่งขันของแต่ละยก ผู้ตัดสินจะต้องไม่ลุกออกจากที่นั่งให้คะแนน จนกว่าผู้ชี้ขาดจะชูมือตัดสินผลการแข่งขันแล้ว และการแต่งกายของผู้ตัดสิน จะต้องแต่งกายตามที่สภา มวยไทย โลกกำหนด

     จะเห็นได้ว่า ความสำคัญของกรรมการ คือ ผู้ตรวจสอบ และดูความเรียบร้อยตลอดการชกให้เป็นไปตามกฎกติกาที่ต้องถูกต้องที่สุด

 

          อำนาจของผู้ชี้ขาด

1. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าฝ่ายหนึ่งมีฝีมือเหนือกว่าอีฝ่ายหนึ่งมาก

2. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าผู้แข่งขันบาดเจ็บจนไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้

3. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าผู้แข่งขันไม่แข่งขันจริงจัง ในกรณีนี้อาจให้ผู้แข่งขันคนหนึ่ง หรือทั้งสองคนออกจากการแข่งขันได้

4. การเตือนผู้แข่งขันหรือหยุดการแข่งขัน เพื่อสั่งตัดคะแนนผู้แข่งขันที่กระทำกฟาวล์ หรือด้วยเหตุอื่น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือเพื่อความแน่นอนในการปฏิบัติตามกติกา

5. ให้ผู้แข่งขันที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยฉับพลัน หรือก้าวร้าวผู้ชี้ขาดหรือไม่ร่ายรำไหว้ครูตามประเพณีก่อนการแข่งขันออกจากการแข่งขัน

6. ให้พี่เลี้ยงที่ละเมิดกติกาออกจากหน้าที่ และให้ผู้แข่งขันออกจากการแข่งขันถ้าพี่เลี้ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ชี้ขาด

7. ให้ผู้แข่งขันที่กระทำฟาวล์ออกจากการแข่งขันโดยเตือนตำหนิโทษหรือยังไม่ได้เตือนตำหนิโทษผู้แข่งขันนั้นมาก่อนก็ตาม ถ้ากระทำผิดอย่างรุนแรง

8. หยุดนับในการล้ม ถ้าผู้แข่งขันเจตนาไม่ไปหรือทำชักช้าที่จะไปมุมกลาง

9. ตีความกติกาเท่าที่บัญญัตินี้ หรือพิจารณาตัดสิน และปฏิบัติตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

 

          จรรยาบรรณของผู้ชี้ขาด และผู้ตัดสิน

จะต้องไม่มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต

จะต้องไม่ให้ข่าวหรือให้สัมภาษณ์ใด ๆ ที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียในการตัดสิน

จะต้องไม่ประพฤติผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง

จะต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนการแข่งขัน 24 ชั่วโมง

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ครูมวยไทย ทั้ง 4 ประเภท

อุปกรณ์มวย สำหรับมือใหม่

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

ในแวดวง หนังไทย ทุกคนคงเห็นกันบ่อยอยู่แล้วว่า มวยไทย หรือ มวย อื่นๆมาออกกำลังกาย ในวงการหนังฮอลลีวูด ก็มีการใช้ มวย หรือการต่อสู้อื่น ๆ มาใช้ด้วยนะ ซึ่งวันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับ มวย หรือการต่อสู้ที่ใช้ในหนังมาฝาก

ศิลปะการต่อสู้ หรือ มวยไทย ( Muay Thai ) เป็น ศิลปะการต่อสู้ มีหลายคนให้ความสนใจอย่างมาก ก็ก็มีการนำมาใช้ในการ ออกกำลังกาย ด้วยซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนในปัจจุบันสนใจ

 

คริสเตียน เบล กับศิลปะการต่อสู้ - กังฟู

คริสเตียน เบล ถือว่าเป็นนักแสดงอันดับต้น ๆ ของโลกเลยที่มีการทุ่มเทกับบทบาทที่ตัวเองได้รับต้อง ฟิตหุ่น ซึ่งแฟนๆฮีโรคงรู้จักเขาดี ในบทบาทบรูซ เวย์น หรือ แบทแมน ซึ่งเรื่องนี้มีการใช้การต่อสู้ประเภท กังฟูเป็นหลัง ซึ่งไม่ได้เหมือน มวยไทย Muay Thai นะอย่าเข้าใจผิด จะเห็นชัดในภาคแรก ที่มีการฝึกกับอาจารย์ของเขา จนในที่สุดก็กลายมาเป็นแบทแมนในที่สุด

เรื่องย่อ แบทแมน อัศวินรัตติกาล ( The Dark Knight ) เป็นภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ – อาชญากรรม - ระทึกขวัญ เป็นการเผชิญหน้ากันของแบทแมน กับเหล่าวายร้ายต่าง ๆ ตามภาคนั้น ๆ เช่น โจ๊กเกอร์อาชญากรที่มีความฉลาด สร้างความวุ่นวายทำให้ชาวเมืองก๊อธแธมต้องหวาดกลัว นอกจากนั้นยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นฮีโร่ของแบทแมนซึ่งมีเนื้อหาที่ซับซ้อน ผสมดราม่าไว้มาก ทำให้ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีจากหลายสำนัก ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ครั้งสุดท้ายของ ฮีธ เลดเจอร์ ผู้รับบทเป็นโจ๊กเกอร์ซึ่งเสียชีวิตก่อนที่ภาพยนตร์จะออกฉาย

 

ไรอัน กอสลิง กับศิลปะการต่อสู้ – มวยไทย Muay Thai

ไรอัน กอสลิง เป็นนักแสดงที่มีความชอบใน ศิลปะการต่อสู้ มวยไทย Muay Thai เป็นอย่างมาก ซึ่งในเรื่อง Only God Forgive เขาได้ทุ่มเทเพื่อการฝึกซ้อม ใช้เวลา 2 ชั่วโมง / 4 วัน ต่อสัปดาห์ในการ ออกกำลังกาย ฟิตหุ่น เพื่อรับบทบาทในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ใช้การต่อสู้ในแบบฉบับของ มวยไทย Muay Thai ในเรื่องนี้

เรื่องย่อ รับคำท้าจากพระเจ้า ( Only God Forgives ) ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ผสมกัยระหว่าแนวอาชญากรรม และสยองขวัญ เป็นหนังของชาติฝรั่งเศส - เดนมาร์กในปี 2013 เขียนและกำกับโดย Nicolas Winding Refn ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ่ายทำในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นส่วนใหญ่ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2013

 

เจสัน สเตแธม กับ ศิลปะการต่อสู้ - จูจิทสึ

เจสัน สเตแธม ผู้ที่อยู่ในวงการหนังบู๊แอคชั่นมาอย่างยาวนาน เขาคือนักแสดงอีกคนหนึ่งที่ใช้ศิปละการต่อสู้เข้ามาช่วยในเรื่องของการ ฟิตหุ่น แสดงฉากแอคชั่นในภาพยนตร์จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า เจสัน ถือได้ว่าเป็นนักสู้ที่ใช้ MMA ได้อย่างเยี่ยมยอด ทั้งคิกบ็อกซิ่ง และที่เขาฝึกฝนมาอย่างเป็นพิเศษ คือ จูจิทสึ ( jiu – jitsu ) ศิลปะการต่อสู้

จูจุสึ เป็นการต่อสู้ของญี่ปุ่น ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ลักษณะการต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะขึ้นอยู่กับสำนักนั้น ๆ เป็นหลัก โดยมากจะมีทั้งการโจมตี การล๊อค การทุ่ม ในบางสำนักจะมีการฝึกการใช้อาวุธด้วย จนในบางครั้งจะถูกเรียกกันว่าเป็นวิชาที่มีทุกอย่าง การต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้น จะเป็นการต่อสู้แบบไม่มีกติกา จะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มคู่ต่อสู้ ทั้งนี้จูจุสึถูกฝึกให้ไม่มีความปราณีต่อคู่ต่อสู้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ

 

คีอานู รีฟ ผู้ฝึกการค่อสู้ - จูจิทสึ / วูซู ( มวยจีน )

คีอานู รีฟ ผู้เป็นนักแสดงที่เคยโด่งดังมาก่อนกับเรื่อง Speed และ The Matrix โดยปัจจุบันก็มีผลงานที่ติดตาแฟนคลับมากๆ คือ John Wick ซึ่งเป็นภาพยนต์แนวหนังบู๊แอคชั่นที่ต้องใช้ความสามารถในการแสดงเป็นอย่างสูง คีอานู รีฟ ได้ฝึกฝน ฟิตหุ่น ทั้ง จูจิทสึ และ วูซู เพื่อใช้ในการแสดงในเรื่องนี้ และยังใช้ศิลปะการต่อสู้แบบยูโด และ คาราเต้อย่างมืออาชีพด้วย

เรื่องย่อ จอห์น วิค แรงกว่านรก ( John Wick ) เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวแอคชันทริลเลอร์แบบนีโอนัวร์ กำกับโดยแชด สตาเฮลสกี และเดวิด ลิตช์ เป็นการเล่าเรื่องของจอห์น วิค มือปืนฝีมือฉกาจที่วางมือแล้ว กลับจำเป็นต้องมาล้างแค้นให้กับโจรที่ขโมยรถ และสังหารสุนัขของเขา ซึ่งเป็นของขวัญที่ระลึกของภรรยาที่เสียชีวิต ในเรื่องมีการต่อสู้ที่มัน ซึ่งคีอานู รีฟ ก็ได้ใช้ศิลปะที่ได้ฝึกมา ประยุกต์เข้ากับการตู้สู้ในหนังได้อย่างลงตัว

 

เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ กับศิลปะการต่อสู้ - คาราเต้